หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 4 บทที่ 102 พรสวรรค์ด้านโอสถ

    บทที่ 102 พรสวรรค์ด้านวิถีโอสถ

            เจ้าจะไหวหรือ

            เมื่อสังเกตเห็นแววตาอันสงสัยของหลิงหยุนจื่อ ฉินชูก็ทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าตัวเองสามารถหลอมโอสถได้หรือไม่ แต่เขามีส่วนผสมมากมาย ฉะนั้นจะไม่ใช้ก็ไม่ได้กระมัง อีกอย่าง ในแหวนมิติเก็บของของเขายังมีหญ้าหอมนภาอยู่ หากเขาหลอมโอสถไม่ได้จริงๆ เขาคงทำได้เพียงมอบมันให้กับสำนัก และประโยชน์ที่เขาจะได้รับก็น้อยลงมาก

            “ดูเหมือนเจ้าจะไม่มีความมั่นใจมากนัก ไม่เป็นไร ไปลองดูสิ” หลิงหยุนจื่อคลี่ยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่าดวงตาของฉินชูขาดความมั่นใจ

            ฉินชูมาที่หอโอสถบนยอดเขาหลัก เมื่อเหล่าลูกศิษย์บางคนที่หอโอสถเห็นฉินชูมาก็ต่างพยักหน้าให้

            “เจ้ามาที่นี่ทำไม” ปรมาจารย์โอสถถางที่เคยพบกับฉินชูแล้วครั้งหนึ่งเอ่ยขึ้น

            “ท่านอาวุโสถาง ศิษย์อยากรู้ว่าศิษย์สามารถหลอมโอสถได้หรือไม่”ฉินชูมองปรมาจารย์โอสถถางพลางพูด

            ปรมาจารย์โอสถถางคลี่ยิ้ม “กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองย่อมเป็นเรื่องดี หากทำไม่ได้ก็คือไม่ได้ แต่ข้าดีใจมากที่เจ้าเลือกเส้นทางนี้”

            “เพราะอะไรหรือขอรับ?” ฉินชูถามด้วยความสงสัย

            “เพราะเจ้าได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้อง ผู้ฝึกฝนต้องการอะไรมากที่สุด แน่นอนว่าเป็นโอสถ ไม่ว่านักหลอมโอสถจะได้รับทรัพยากรฝึกตนมาตามทักษะความสามารถก็จริง แต่อย่างน้อยก็สามารถทำเพื่อตัวเองได้ และช่วยเหลือตัวเองได้” ผู้อาวุโสถางพูดกับฉินชู

            ฉินชูโค้งคำนับผู้อาวุโสถาง “ศิษย์จะตั้งใจเรียนรู้ หากไม่มีพรสวรรค์ด้านนี้จริงๆ ศิษย์จะไม่ฝืน”

            “ช่วงนี้เจ้าก็อยู่ข้างๆ ข้าเอาไว้ นี่คือตำราร้อยสมุนไพร เจ้าต้องทำความเข้าใจกับสมุนไพรก่อน” ผู้อาวุโสถางมอบตำราเล่มหนึ่งให้ฉินชู แล้วเดินนำหน้าฉินชูไปข้างหน้า

            “ต้องใช้แต้มคุณูปการเท่าไรหรือขอรับ” ฉินชูที่เดินตามหลังผู้อาวุโสถางเอ่ยปากถาม

            ฉินชูไม่ใช่คนที่เพิ่งมาอยู่สำนักชิงหยุน ดังนั้นเขาเข้าใจเรื่องบางเรื่องเป็นอย่างดี เพราะการรับลูกศิษย์เป็นการส่วนตัวของปรมาจารย์ในสำนักชิงหยุนล้วนต้องการแต้มคุณูปการ ยกเว้นแต่ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ส่วนตัว

            ฉินชูไม่มีปรมาจารย์ หากต้องการตำราคัมภีร์และวิชาถ่ายทอด จำเป็นต้องใช้แต้มคุณูปการ

            “ตำราร้อยสมุนไพรเป็นตำราทั่วไป ไม่ใช่ของหายากอะไร ไม่จำเป็นต้องใช้แต้มคุณูปการ เจ้าเอาไปดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หลังจากผู้อาวุโสถางพูดกับฉินชูเสร็จ ก็ไปที่หอโอสถเพื่อเลือกสมุนไพร

            ฉินชูยืนอยู่ในหอโอสถและเริ่มศึกษาตำราร้อยโอสถ พลิกอ่านที่ละหน้าเป็นเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อก็อ่านจบ เพราะเขารู้จักสมุนไพรในตำราร้อยโอสถทั้งหมดอยู่แล้ว

            หลังจากอ่านจบ ฉินชูก็เข้าไปในหอโอสถและคืนตำราให้ผู้อาวุโสถาง

            “เป็นอะไรไป ไม่สนใจเรื่องสมุนไพรหรือ แบบนี้ไม่ได้ การรู้จักจำแนกแยกแยะสมุนไพรเป็นหนึ่งในพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีของนักหลอมโอสถ” ผู้อาวุโสถางมองฉินชูพลางเอ่ย

            “ท่านผู้อาวุโสถางเข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ว่าศิษย์ไม่สนใจ แต่ศิษย์รู้จักสมุนไพรทั้งหมดในตารำร้อยสมุนไพรอยู่แล้ว” ฉินชูตอบกลับผู้อาวุโสถาง

            ผู้อาวุโสถางไม่ค่อยเชื่อเท่าไร จึงหยิบสมุนไพรในหอโอสถออกมาและให้ฉินชูแยกแยะ ฉินชูไม่เพียงแต่แยกแยะ แต่ยังสามารถอธิบายสรรพคุณของสมุนไพรพวกนี้ได้ด้วย

            “การจำแนกแยกแยะสมุนไพรเป็นเรื่องง่าย... แต่การบอกสรรพคุณได้อย่างแม่นยำนั้นยากนัก ต่อไปต้องรู้จักข้อดีและข้อเสียของสมุนไพรแต่ละชนิด” ผู้อาวุโสถางค่อนข้างแปลกใจกับความรู้ด้านสมุนไพรของฉินชู

            ในวันต่อมา

            ฉินชูไปที่หอโอสถเพื่อฝึกฝนความรู้เรื่องการหลอมโอสถกับผู้อาวุโสถางในระหว่างวัน และเข้าฌานฝึกตนตอนกลางคืน

            เมื่อรู้ว่าฉินชูกำลังศึกษาศาสตร์การหลอมโอสถอยู่ ผู้เฒ่าโม่ก็ตำหนิเขาว่าไม่จริงจังกับเรื่องหลัก แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เพราะผู้ฝึกฝนที่ยอดเยี่ยมหลายคนล้วนฝึกฝนความสามารถเสริมบางอย่าง เช่น ศาสตร์หลอมอาวุธ ศาสตร์หลอมโอสถ ศาสตร์ค่ายกลและอื่นๆ

            ฉินชูใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกวัน ผู้อาวุโสถางจึงได้มอบคัมภีร์โอสถให้เขาเล่มหนึ่ง

            ถ้าตำราร้อยสมุนไพรเป็นพื้นฐานระดับต้น เช่นนั้นคัมภีร์โอสถก็อยู่ในระดับกลาง เพราะไม่เพียงแต่จำแนกแยกแยะสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังระบุเนื้อหาเกี่ยวกับการจำแนกส่วนผสมจากร่างกายสัตว์อสูรบางชนิดด้วย เช่น น้ำดีหมี น้ำดีงู และอื่นๆ

            ไม่ช้านาน ฉินชูก็ผ่านขั้นตอนนี้ไปได้ หลังจากศึกษาคัมภีร์โอสถจบ ผู้อาวุโสถางก็เริ่มให้ฉินชูดูเขาหลอมโอสถ

            สิ่งแรกที่ผู้อาวุโสถางหลอมคือโอสถจวี้หยวนระดับหนึ่ง เขาอธิบายทุกขั้นตอนตั้งแต่การเตรียมส่วนผสมไปจนถึงการสกัดสารบริสุทธิ์และหลอมขึ้นรูปโอสถ

            “เจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ หากเข้าใจแล้วก็ลองดู! หากเจ้าทำหนึ่งในสามเตาหลอมสำเร็จ ก็สามารหลอมโอสถต่อไปได้ ถ้าทำไม่ได้ ก็อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย แต่ตัวข้าวางเดิมพันเจ้าไว้สูงมากนัก” ผู้อาวุโสถางตบไหล่ฉินชู ก่อนเดินไปยืนอยู่หน้าหอโอสถและให้ฉินชูมายืนอยู่หน้าเตาหลอมแทน

            สิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสถางแปลกใจคือ ฉินชูหลอมโอสถจวี้หยวนระดับหนึ่งเสร็จภายในเวลารวดเร็ว

            หลังจากกินโอสถจวี้หยวนระดับหนึ่งลงไป ผู้อาวุโสถางก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ดีมาก ต่อไปโอสถจวี้หยวนระดับกลาง”

            ฉินชูจัดการสมุนไพรเพื่อหลอมโอสถต่อ หลังจากผ่านการหลอมสามเตา ฉินชูก็หลอมโอสถจวี้หยวนระดับกลางได้สำเร็จ

            “ฮ่าฮ่า! ดูเหมือนจะมีปรมาจารย์หลอมโอสถถือกำเนิดขึ้นที่สำนักชิงหยุนแล้ว” หลังจากตรวจสอบโอสถจวี้หยวนระดับกลางของฉินชู ผู้อาวุโสถางก็หัวเราะอย่างตื่นเต้นดีใจ

            “ท่านผู้อาวุโสถาง ศิษย์พอจะไหวหรือไม่?” ฉินชูถามผู้อาวุโสถาง

            “ไหวสิ หลังจากนี้ เจ้าก็หาเวลามาฝึกหลอมโอสถในตอนกลางวัน และฝึกตนในตอนกลางคืน” ผู้อาวุโสถางพูดกับฉินชู

            หอโอสถถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในสำนึกชิงหยุน มีลูกศิษย์มากมายและยังมีว่าที่ศิษย์ผู้สืบทอดของผู้อาวุโสถางอยู่หลายคน แต่หลังจากการมาเยือนของฉินชู ผู้อาวุโสถางก็หันมาชี้แนะศาสตร์การหลอมโอสถให้ฉินชูแทน

            หลังจากครึ่งเดือนของการฝึกฝนการหลอมโอสถ ฉินชูก็สามารถหลอมโอสถหนิงหยวนระดับสองได้ และหลังจากเริ่มคุ้นเคยแล้ว โอสถที่หลอมออกมาก็ล้วนเป็นโอสถระดับสูง หนึ่งเดือนแห่งการฝึกฝนหลอมโอสถผ่านไป ฉินชูก็สามารถหลอมโอสถเจินหยวนได้สำเร็จ แต่ยังไม่ถึงขั้นหลอมโอสถระดับสี่ได้ เพราะต้องใช้พลังปราณกระตุ้นเตาหลอม และด้วยพลังปราณขั้นที่สามของเขา จึงหลอมได้แค่โอสถระดับสามเท่านั้น 

            ในวันนี้ ฉินชูใช้สมุนไพรของตัวเอง เพื่อหลอมโอสถจวี้หยวนจำนวนมาก

            “ฉินชู ทำไมเจ้าถึงหลอมโอสถจวี้หยวนมากมายขนาดนี้” ผู้อาวุโสถางถามฉินชู

            “ศิษย์อยากจะแบ่งบางส่วนให้กับศิษย์รับใช้ เพื่อให้พวกเขาสามารถเป็นผู้ฝึกฝนที่แท้จริงได้อย่างราบรื่น” ฉินชูเอ่ย

            ผู้อาวุโสถางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ คนที่ยินดีให้ความช่วยเหลือคนอื่นคือคนที่ใจกว้าง

            “เจ้ามีสมุนไพรมากมายสำหรับโอสถหนิงหยวน เจ้าสามารถหลอมให้พวกเขาได้” ผู้อาวุโสถางชี้ไปที่สมุนไพรของฉินชูพลางเอ่ย

            “ไม่! ศิษย์จะหลอมโอสถจวี้หยวนให้พวกเขาเท่านั้น ส่วนโอสถหนิงหยวน ศิษย์ขอไม่ยุ่ง” ฉินชูส่ายหัวปฏิเสธ

            “ฉินชู แต่ต่อให้เจ้าจะหลอมโอสถหนิงหยวนได้ก็ไร้ความหมาย เพราะเจ้าก็ใช้มันไม่ได้อยู่ดี” เมื่อเห็นฉินชูไม่ยอมหลอมโอสถหนิงหยวนให้คนอื่น ผู้อาวุโสถางก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

            “ศิษย์รู้ดี ศิษย์คิดว่าจะมอบสมุนไพรพวกนี้ให้กับเจ้าสำนัก ท่านผู้อาวุโสถาง อย่าคิดว่าศิษย์ตะหนี่เลย ทุกคนล้วนมีเส้นทางเป็นของตัวเอง จริงอยู่ที่ศิษย์รับใช้ค่อนข้างลำบาก แต่สิ่งที่ศิษย์พอจะทำได้คือทำให้พวกเขาก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกตน พวกเขาจะเดินบนเส้นทางนี้รอดหรือไม่นั้นก็ต้องรู้จักพึ่งพาตัวเอง หากมีคนเตรียมพร้อมให้พวกเขาทุกอย่าง พวกเขาจะขาดซึ่งแรงใจในการต่อสู้ฝ่าฟัน” ฉินชูพูดถึงสาเหตุที่ไม่ยอมหลอมโอสถหนิงหยวนให้คนอื่น

            “พูดได้ดี ข้าคิดผิดเอง แต่การที่เจ้าหลอมโอสถมากมายขนาดนี้ เจ้าเตรียมจะไปจากหอโอสถแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสถางเอ่ยถามฉินชู

            ฉินชูพยักหน้า เขาเตรียมตัวจะไปจากหอโอสถแล้วจริงๆ ฉินชูคิดจะไปเยี่ยมจื่อหลวนที่หุบเขาเทียนเซียง เพราะสถานการณ์ตอนนี้วุ่นวายนัก เขาคิดว่าจะเกลี่ยกล่อมให้จื่อหลวนไปจากหุบเขาเทียนเซียงเสีย

             

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน