“ซือหยวนโทษตัวเองมาโดยตลอดได้ยินมาว่าวันที่ไป๋จื่อเช่อตายนั้นพวกเขามีการโต้เถียงกันเกิดขึ้น ตอนนั้นคุณก็รู้ว่าไป๋จื่อเช่อมีข่าวฉาวกองอยู่ท่วมตัวความกดดันในใจคงมีอยู่มากซือหยวนคิดว่าอาจเป็เพราะไป๋จื่อเช่อทะเลาะกับตัวเองถึงได้โมโหจนทำให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์”
“...” หลิงหานใช้แรงคิดย้อนกลับไปเขาก็นึกไม่ออกว่าตนเองเกิดไปทะเลาะกับลู่ซือหยวนเมื่อไรเขาจำได้แค่ว่าวันที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์นั้นเขากับจูเป่ยเสียนมีการทะเลาะกันเกิดขึ้นภายในหัวมีแต่เื่จูเป่ยเสียนกับอีซวี่เต็มไปหมด ถึงขั้นได้พูดกับคนอื่นไหมเขาจำไม่ค่อยได้แล้ว
เขาพยายามคิดหาคำตอบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดก็จำได้ว่าเจอลู่ซือหยวนที่บริษัทตอนที่เขาออกมาจากห้องทำงานของจูเป่ยเสียนก็ได้เจอเข้ากับลู่ซือหยวนแน่ๆ ทั้งสองคนคุยกันไม่กี่ประโยคลู่ซือหยวนพูดว่าอะไรบ้างมีความกังวลอยู่เต็มอกเขาจึงฟังได้ไม่ชัดเจนเลยสักนิดเดียวแค่รู้สึกว่าตัวเองรังเกียจคนนี้ คาดว่าตอนนั้นทำสีหน้าน่าเกลียดใส่เขาทำให้เขาเข้าใจผิดไปแล้ว!
นี่เข้าใจผิดใหญ่แล้ว
หลิงหานสูดหายใจลึกๆ แล้วพูดว่า “รบกวนคุณพาผมไปสุสานของไป๋จื่อเช่อหน่อย ขอบคุณครับ”
ฉินหย่งมองประเมินเขาั้แ่หัวจรดเท้า “จากอาการของคุณตอนนี้เกรงว่าจะไม่ได้ล่ะ”
หลิงหานรีบพูด “ไม่เป็ไรผมไม่เป็ไรแล้ว”
เขาพูดความจริง เพราะเขาไม่รู้สึกปวดแล้วจริงๆ
“จะว่าไปแผลของคุณเกิดขึ้นได้อย่างไรกันแน่้าแจ้งความไหม” ฉินหย่งพูด
หลิงหานส่ายหน้าตอนนี้เขามีความเข้าใจตัวตนในปัจจุบันของเขาน้อยมากพอถึงเวลานั้นก็พูดตอบอะไรไม่ถูกแถมยังจะทำให้เื่แย่ลงไปอีก
ด้วยคำขอร้องจากใจจริงซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา ฉินหย่งจึงไปสอบถามหมอหมอบอกว่าหลิงหานเพียงได้รับการกระแทกบริเวณท้ายทอย ไม่มีอะไรร้ายแรง
ฉินหย่งประหลาดใจอยู่บ้างเพราะท่าทางของหลิงหานไม่เหมือนได้รับาเ็เล็กน้อยหลิงหานเองก็ประหลาดใจเช่นกันเขารู้สาเหตุการตายของร่างกายนี้ว่าเป็เพราะแผลโดนทุบบริเวณท้ายทอยว่ากันตามปกติแล้วแผลนั้นควรจะสาหัสถึงจะถูกคิดไม่ถึงว่าแค่าเ็เล็กน้อยเท่านั้น
ในเมื่อหมอบอกว่าไม่เป็ไรฉินหย่งจึงได้พาหลิงหานขึ้นรถไปที่สุสาน ซึ่งลู่ซือหยวนขับรถนำไปก่อนหน้านี้แล้ว
โดยสารรถยนต์ประมาณยี่สิบนาทีก็มาถึงที่สุสานบริเวณโดยรอบของสุสานปลูกต้นสนเขียวขจีไว้มากมายรวมกับพืชใบเขียวอีกนิดหน่อยแตกกิ่งก้านสาขาเจริญงอกงาม เขียวชอุ่ม ดูแล้วรู้สึกคึกคักมีชีวิตชีวา บางครั้งได้ยินเสียงนกร้องจิ๊บๆสายลมโชยอ่อนพลิ้วพัดกลิ่นต้นไม้ใบหญ้าผสมปนเปกันมากระทบบนใบหน้าสดชื่นเป็ธรรมชาติ ยากจะคิดว่าที่แท้จริงแล้วที่นี่คือสุสาน
หลิงหานคิดถ้าที่นี่เป็ที่ฝังศพของตัวเองก็ไม่เลวเลยทีเดียว
ไกลๆ นั้นหลิงหานมองเห็นเงาแผ่นหลังสูงโปร่งร่างหนึ่งใส่เสื้อกันลมยืนอยู่หน้าป้ายหลุมศพเงาแผ่นหลังนั้นทั้งผอมและสูงเพรียวราวกับต้นไม้สูงใหญ่ที่อยู่โดยรอบเสื้อกันลมสีดำปกคลุมทั่วร่างกายให้ความรู้สึกสงบนิ่งและเคร่งขรึมเขาเป็เหมือนหยดหมึกสีดำเข้มประดับอยู่ท่ามกลางสีเขียวและสีเทาเต็มไปหมด ดึงดูดสายตาได้เป็อย่างยิ่ง
ไม่รู้ว่าเป็ความเข้าใจผิดของหลิงหานหรือไม่เขารู้สึกว่าเงาแผ่นหลังนั้นให้ความรู้สึกเดียวดายอยู่บ้าง
หลิงหานลังเลอยู่ชั่วครู่ จึงเดินเข้าไปช้าๆไปยืนข้างกายลู่ซือหยวน มองไปเห็นรอยยับบนเสื้อผ้าของเขาโดยไม่ตั้งใจ แอบคิดในใจ ‘เมื่อคืนวานเขาก็ใส่เสื้อผ้าตัวนี้ลากผมขึ้นมาหรือ’
นึกถึงอีกฝ่ายที่ไปรับศพให้ตัวเองอีกทั้งยังมาปัดกวาดเช็ดถูหลุมศพให้ตัวเองโดยเฉพาะอีกเวลานี้ในใจของหลิงหานเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ และความรู้สึกดีๆต่อลู่ซือหยวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็ประวัติการณ์
แม้ลู่ซือหยวนส่งสายตาเหนื่อยหน่ายมาที่เขาหลิงหานก็ไม่เก็บมาใส่ใจ หันมองป้ายหลุมศพตรงหน้า
หินจารึกสีเทาดูไม่ต่างกับป้ายหลุมศพอื่นๆ นับร้อยนับพันบนหินสลักชื่อตัวเขาเองไว้ง่ายๆ ภาพบนหลุมศพเป็ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจางๆ ของตัวเขาเองทำให้หลิงหานเกิดความรู้สึกประหลาดทั้งเวลาและสถานที่ผิดแปลกไปเหมือนกับว่าคนในรูปนั้นเป็ ‘คนอื่น’ ไม่ใช่ตัวเองเป็ประสบการณ์อย่างหนึ่งที่แปลกใหม่มากทั้งยังน่าเหลือเชื่อ
เขาอดคิดไม่ได้ ‘ที่นี่เป็ที่ฝังศพของตัวเขาเองจริงๆหรือหลังหินสีเทาหม่นก้อนนั้น ใต้ดินโคลนชุ่มชื้นพวกนั้นเป็ที่ฝังเก็บร่างของตัวเขาจริงๆหรือ ถ้าที่ฝังอยู่ในดินโคลนคือ ‘ตัวเขาเอง’ ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ ‘ตัวเขาเอง’ ที่ยืนอยู่หน้าหลุมศพเป็ใครกันล่ะถ้าขุดดินขึ้นมา ร่างนั้นน่าจะต้องเน่าเปื่อยไปนานแล้วเหลือแต่เพียงกระดูกสีขาวแล้วหรือไม่’
“นายมาได้อย่างไร”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นทำให้หลิงหานหลุดออกจินตนาการของเขา เขาหันหน้าไปหาโดยไม่รู้ตัวเห็นสีหน้าเ็าของลู่ซือหยวนกำลังมองตนเองอยู่เื้ัั์ตาสีดำคู่นั้นราวว่ากับกำลังข่มอารมณ์บางอย่าง
หลิงหานรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าอารมณ์นั้นเรียกว่ารังเกียจราวกับว่าสถานศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองโดนความน่ารังเกียจของสิ่งน่าเกลียดโสมมบุกเข้ามา
เขาไม่ยินดีกับการมาถึงของตนเอง
หลิงหานยืนยันข้อสรุปนี้ได้
แต่ว่าหลิงหานก็เป็คนที่ไม่ใส่ใจความชอบของคนอื่น จากนั้นเขาได้เอ่ยข้ออ้างที่เตรียมไว้แต่แรกออกไป
“ผมเป็แฟนคลับไป๋จื่อเช่อ ผมมาดูเขา”
ได้ฟังแบบนี้ ลู่ซือหยวนยิ้มออกมาอย่างคาดไม่ถึง ตอนที่เขายิ้มมุมปากของเขายกขึ้นได้พอเหมาะดูดีเลยทีเดียวมุมบางเฉียบและริมฝีปากแดงช่ำเหมือนใจลอย ต้องยอมรับว่าดูมีเสน่ห์มากๆ ไม่แปลกที่ทำให้บรรดาชายหญิงมากมายบ้าคลั่งในตัวเขา แต่ว่าการแสดงออกด้วยรอยยิ้มของเขาหยุดลงแค่มุมปากขึ้นไปไม่ถึงในแววตาเลยสักนิดยิ่งกว่านั้นในแววตายังแสดงออกถึงความเยาะเย้ยอย่างชัดเจน
“นี่ฉันไม่รู้ได้อย่างไรว่านายเป็แฟนคลับไป๋จื่อเช่อ”
ถ้าเป็ตามอารมณ์ของหลิงหานเมื่อก่อนแน่นอนว่ามีตอกกลับไปนานแล้วแต่สถานการณ์เช่นนี้เขาไม่มีอารมณ์จะมาถกเถียงกับใครจริงๆ ทำได้เพียงแค่พูดซ้ำ “ผมอยากมาดูเขา”
สีหน้าลู่ซือหยวนขุ่นเคืองในที่สุดน้ำเสียงเ็าและห่างเหินลอดออกมาจากปาก “ฉันไม่อยากโมโหต่อหน้าคนตายหลิงหาน นายทำบ้าอะไรอยู่กันแน่”
หลิงหานตกตะลึง คิดต่อไป ผมทำบ้าอะไรหรือ ผมแค่มาปัดกวาดหลุมศพดูสภาพหลังตายไปแล้วของตัวเอง จะยั่วโมโหคุณได้อย่างไร
เวลานี้ฉินหย่งเดินเข้ามา ส่งโทรศัพท์มือถือให้ลู่ซือหยวนแล้วกล่าวว่า “เสี่ยวหลิงตั้งใจมาคืนมือถือให้นายดูเหมือนคุณลุงคุณป้ามีเื่ถามหานาย”
การมาถึงของเขาทำลายบรรยากาศอันตึงเครียดในอากาศรอบๆตัว หลิงหานตื่นเต้นคิดไม่ถึงว่าจะลืมเื่ที่คุณพ่อคุณแม่ลู่ซือหยวนโทรมาฟังฉินหย่งพูดขึ้นถึงได้พลันบอก “คุณพ่อนายโทรมาบอกให้นายกลับไปทานข้าวที่บ้านเหมือนว่าคุณลุงของนายมาแล้ว ”
ในที่สุดสีหน้าของลู่ซือหยวนก็ดีขึ้นหยิบโทรศัพท์มือถือเดินไปคุยโทรศัพท์บนทางเดินแผ่นหินข้างสุสาน
หลังที่เขาห่างออกไป บรรยากาศความรู้สึกอึดอัดโดยรอบก็อันตรธานหายไปหลิงหานถอนหายใจเบาๆ เขารู้มาตลอดว่าอารมณ์ของลู่ซือหยวนนั้นแย่เอามากๆแต่ก็รู้ว่าถึงแม้ลู่ซือหยวนจะอารมณ์ไม่ดี แต่ก็โมโหกันใส่กันน้อยมาก วันนี้ได้เปิดเผยอารมณ์ออกมาอย่างนี้ถือว่าเป็เื่ที่ผิดปกติมากจริงๆ
ฉินหย่งพูดกับหลิงหาน “สองวันนี้เขาอารมณ์ไม่ค่อยดีพยายามอย่าไปยุ่งกับเขาเถอะ!”
“เป็เพราะครบรอบวันตายของไป๋จื่อเช่อหรือ” หลิงหานเองก็ไม่รู้ทำไมถึงถามแบบนี้
ฉินหย่งไม่ตอบอะไร เพียงถอนหายใจยาวๆ ครั้งหนึ่งเท่านั้น
หลิงหานอดนึกถึงเื่ที่ฉินหย่งบอกเขาก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่าวันนั้นที่ตัวเขาเองตายเกิดมีปากเสียงกับลู่ซือหยวนลู่ซือหยวนคิดว่าการตายของตัวเขาเองเกิดขึ้นมาจากเขาและยังคงรู้สึกผิดอยู่ในใจ
อาจเป็เพราะเหตุนี้หรือ
หลิงหานครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ พูดขึ้นอ้อมๆ “คนตายได้จากไปแล้ว คนที่ยังอยู่ควรปล่อยวาง...” หยุดชั่วครู่ แล้วพูดต่อ “ผมคิดว่าคนที่ตายไปแล้วคงไม่อยากเห็นคนที่ยังอยู่ทุกข์ทรมานรู้สึกผิดเพื่อตัวเขาเองหรอกนะ”
“นายรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่อยากเห็นคนอื่นทุกข์ทรมานรู้สึกผิด” เสียงลู่ซือหยวนพลันดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
หลิงหานหันหน้าไป เห็นลู่ซือหยวนกำลังเอาโทรศัพท์มือถือใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อกันลมของตัวเองด้วยสีหน้าเ็า
“ผมเดา”
“นายเดาหรือ”ลู่ซือหยวนพูดเสียงเยียบเย็น“นายรู้ไหมไป๋จื่อเช่อเป็คนแบบไหน”
หลิงหานคิดว่าเป็ไปได้หรือว่าตัวเขาเองยังไม่เข้าใจตัวเองเลย แล้วพูดว่า “เขาเป็คนดีคนหนึ่งมีพร์ รูปลักษณ์หน้าตาดี คุณธรรมก็สูงส่ง...”
กล่าววาจายกย่องชื่นชมอย่างไม่มีเขินอายเพราะเขาคิดแบบนี้จริงๆ พูดจบจึงคิดได้ว่าตัวเขาเองที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้นไม่มีอยู่แล้วจึงอดเศร้าใจไม่ได้
ลู่ซือหยวนกวาดตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้าอย่างแปลกใจ พูดว่า“นายตาบอดหรือ”
หลิงหานตกตะลึง
“มีพร์หรือ นอกจากการแสดงแล้วยังมีความสามารถอะไรอีกหรือเต้นก็แข็งเหมือนศพ ร้องเพลงนี่ก็ยิ่งเพี้ยน นายยังจะบอกว่าเขามีพร์อีกหรือ”
“...” อยากตีเขาทำอย่างไรดี
“หน้าตาไม่เลวก็จริง แต่น่าเสียดายที่นิสัยเสียกองพะเนินเต็มตัวทั้งยังหลงตัวเองสุดๆ ยกตัวเองว่าเหนือกว่าคนอื่น”
“...” อ่าๆ คันมือมากเลย!
“คุณธรรมสูงส่งหรือเขาปรารถนาให้คนที่เคยทำร้ายเขาไม่ตายดีทั้งนั้น!”
“...” พูดไม่ผิดแต่มันน่าโมโหมาก!
“ข้อบกพร่องพวกนี้ที่จริงยังพอทนได้ที่ทำให้คนรับไม่ได้ที่สุดคือไอคิว[1]ของเขา ไอคิวเขาน่าจะติดลบดังนั้นถึงได้ตกมาที่จุดจบแบบนี้”
“...” ใครก็ได้ส่งไม้ให้ผมที ผมจะตีเขาให้มึนไปเลย!
ทุกประโยคที่พูดทำให้กำปั้นของหลิงหานก็หนีบแน่นขึ้นทีละนิ้วเขาก็รู้ว่าเขากับลู่ซือหยวนเข้ากันไม่ได้
“ไป๋จื่อเช่อไม่ได้สุดจะทนอย่างที่คุณพูดหรอก” หลิงหานกัดฟันพูด “คุณอคติ”
“ฉันพูดจริง”
หลิงหานโกรธมาก ขอโทษที่เขาคิดไปว่าคนๆ นี้กำลังทุกข์ทรมานกับความรู้สึกผิดจากที่เขาวิจารณ์ไป๋จื่อเช่อไปเมื่อครู่ เขาจึงไม่เชื่อว่าลู่ซือหยวนจะโศกเศร้าเสียใจกับการตายของไป๋จื่อเช่อ
หลิงหานแอบท่องว่าผู้ที่อดทนอดกลั้นถึงจะเป็ผู้ชนะในใจสามครั้งพลางเอ่ย “ในเมื่อคุณดูถูกเขาขนาดนี้ ทำไมถึงมาไหว้เขาล่ะ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302
[1] ระดับเชาวน์ปัญญา