เนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ

    35 หยางพร่อง

            เฉินอี้ทรุดตัวซบอยู่กับไหล่ของจางฝูลู่จางฝูลู่กอดเขาเอาไว้ น้ำตาคลอเบ้า “อาอี้ๆ” จางฝูลู่เรียกเขาแต่เฉินอี้ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแล้ว

            “ทำเช่นไรดี ใต้เท้าจิน” จางฝูลู่เอ่ยถามจินลี่หยางด้วยความ ร้อนใจ

            จินลี่หยางจึงอุ้มเฉินอี้ขึ้นมาและรีบพาเขาเข้าไปในอารามจางฝูลู่วิ่งตามไปติดๆ

            ตงฮุ่ยฉือเห็นจินลี่หยางอุ้มเฉินอี้เข้ามาในอารามก็รีบนำทางเขาไปอีกห้องหนึ่ง “ทางนี้ขอรับใต้เท้า”

            จินลี่หยางวางเฉินอี้ลงบนเก้าอี้ตัวยาว

            “เจ้าดูแลเขานะ ข้าจะไปพาหมอมา” จินลี่หยางหันไปพูดกับจางฝูลู่จางฝูลู่รีบพยักหน้า

     

            จินลี่หยางควบม้าไปถึงร้านยาไท่อันถังภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อเมื่อลงจากม้าก็เดินเข้าไปในร้านโดยไม่ฟังเสียงถามไถ่จากคนที่ยืนรับลูกค้าอยู่หน้าร้านเขาก้าวยาวๆเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้าไปถึงหลังฉากกั้นที่เถ้าแก่ถังกำลังจัดล่วมยาอยู่

            ไม่พูดพร่ำทำเพลงจินลี่หยางก็เก็บล่วมยาของเถ้าแก่ถังมาถือไว้ในมือและดึงตัวเถ้าแก่ถังออกมาจากหลังฉากกั้นนั้นเถ้าแก่ถังก็เดินตามออกมาตามแรงดึงด้วยความงุนงงลูกค้าและเด็กในร้านต่างมองทั้งสองคนเป็นตาเดียว

            “เดี๋ยวขอรับใต้เท้า ท่านจะพาข้าไปไหน” เถ้าแก่ถังละล่ำละลักถาม

            “เฉินอี้หมดสติ ท่านต้องไปดูเขาเดี๋ยวนี้” จินลี่หยางกล่าวเพียงเท่านั้นและจับเถ้าแก่ถังขึ้นไปบนหลังม้า

            เถ้าแก่ถังมีสีหน้าตกใจปนประหลาดใจแต่ไม่ทันจะได้เอ่ยถามอันใดต่อ จินลี่หยางก็เตะสีข้างม้าให้ออกวิ่งเถ้าแก่ถังต้องรีบเกาะหลังจินลี่หยางเอาไว้มิเช่นนั้นตนเองอาจจะหล่นหายไปจากหลังม้าระหว่างทางก็เป็นได้

            จางฝูลู่นำผ้าชุบน้ำมาเช็ดใบหน้าและเนื้อตัวให้เฉินอี้บนใบหน้าของเฉินอี้มีแต่รอยแดงที่เขาจิกหน้าตนเอง บางแผลก็ถลอกบางแผลก็มีเลือดออกซิบๆ

            จางฝูลู่ลูบหัวเฉินอี้ที่นอนไม่ได้สติรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ในลำคอเฉินอี้ต้องทนอยู่กับความทุกข์ในใจของเขามานับสิบปี

            สิบปีที่จางฝูลู่เห็นเพียงความร่าเริงสดใสของเฉินอี้เท่านั้นเขาไม่เคยได้รู้เลยว่าในจิตใจของเฉินอี้นั้นมีบาดแผลสาหัสเพียงใด

            ‘เขาทำร้ายพ่อแม่ข้า เขาทำข้าตาบอด’คำพูดประโยคนี้ของ เฉินอี้ฝังแน่นอยู่ในสมองของจางฝูลู่เสียแล้ว ‘เขา’ที่เฉินอี้พูดถึงเป็นใครกัน เหตุใดจึงใจไม้ไส้ระกำลงมือกับพ่อแม่ลูกได้ขนาดนี้เฉินอี้ที่ตอนนั้นยังเด็กมาก ก็ยังถูกเขาทำร้ายได้ลงคอ

     

            จินลี่หยางควบม้าจนมาถึงอารามโดยมีเถ้าแก่ถังเกาะหลังเขาเอาไว้แน่น หน้าตาซีดเซียว

            จินลี่หยางรีบพาเถ้าแก่ถังเข้ามาด้านในอาราม“ขออภัยด้วยขอรับเถ้าแก่ถังที่ข้าทำตัวหยาบคาย แต่ท่านช่วยดูเฉินอี้ก่อนเถิดแล้วข้าจะชดใช้ให้ท่านภายหลัง”

            เถ้าแก่ถังที่ยังหน้าซีดปากเขียวพยักหน้าน้อยๆให้จินลี่หยาง เขาเดินเข้าไปหาเฉินอี้ นั่งลงและจับชีพจรให้เขา

            “ตัวเขาเย็นมาก ไปหาผ้ามาห่มให้ร่างกายเขาอบอุ่นก่อนเถิด”เถ้าแก่ถังกล่าวกับจางฝูลู่

            “ขอรับ” จางฝูลู่รีบวิ่งออกไปจากห้อง

            เถ้าแก่ถังขมวดคิ้วพลางหันหน้ามาหาจินลี่หยาง“ก่อนหน้านี้เสี่ยวอี้มีอาการเช่นใดหรือ”

            จินลี่หยางจึงเล่าอาการของเฉินอี้ให้เถ้าแก่ถังฟังแต่มิได้ลงลึกในรายละเอียดมากนัก

            เถ้าแก่ถังถอนใจและหันไปจับชีพจรให้เฉินอี้อีกครั้งใช้มือเปิดเปลือกตา อ้าปากดูลิ้น และสำรวจรอยแผลบนใบหน้า

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับตงฮุ่ยฉือเถ้าแก่ถังเห็นท่านนักพรตก็ยกมือคำนับ

            จางฝูลู่วิ่งกลับเข้ามาพร้อมผ้าห่มเขานำไปคลุมตัวเฉินอี้ นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อเดินเข้าไปดูเฉินอี้ใกล้ๆ และถอนใจเบาๆ

            เถ้าแก่ถังเดินมาหาจางฝูลู่กับจินลี่หยาง“เสี่ยวอี้เป็นเช่นนี้บ่อยไหม”

            “เขาเคยหมดสติไปสองสามครั้งขอรับ แต่ครั้งนี้อาการดูรุนแรงกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างมาก”จางฝูลู่กล่าว เถ้าแก่ถังถอนใจและพยักหน้า

            “อาจจะเป็นไปได้ว่าเสี่ยวอี้เป็นพลังหยางพร่อง”

            “พลังหยางพร่องหรือขอรับ” จางฝูลู่ทวนคำ

            เถ้าแก่ถังพยักหน้า“ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นมาตั้งแต่เกิด หรือมิเช่นนั้นก็เป็นเพราะเขามีอาการเจ็บป่วยที่มิได้รับการรักษาเป็นเวลานานและมีการสูญเสียพลังอย่างต่อเนื่องจึงทำให้เกิดพลังหยางพร่องเช่นนี้”

            “แล้วเขาจะเป็นอันใดมากหรือไม่ขอรับ ท่านรักษาเขาได้หรือไม่”จินลี่หยางเอ่ยถามเถ้าแก่ถัง

            “การขาดพลังหยาง จะทำให้เกิดเลือดอุดกั้น ทำให้เลือดหมุนเวียนลำบากร่างกายเกิดความเย็นภายใน จึงไม่ควรให้ความเย็นภายนอกมากระทบเพราะจะทำให้พลังหยางถูกทำลาย ต้องกินยาบำรุงหยางเพื่อป้องกันพลังหยางถดถอยและทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ ถ้าได้กินยาเขาก็จะดีขึ้น แต่คงจะไม่หายขาด”เถ้าแก่ถังกล่าวและหันกลับไปมองเฉินอี้ “จากอาการที่เจ้าบอกและจากการจับชีพจรเป็นไปได้ว่าเฉินอี้หยางพร่องที่หัวใจ”

            จางฝูลู่กับจินลี่หยางมองหน้ากัน

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อหันหน้าไปทางที่อาหลิ่งยืนอยู่มองหน้านางเล็กน้อยและเดินออกไปจากห้อง อาหลิ่งจึงเคลื่อนกายตามท่านนักพรตออกไป

            เมื่อพ้นระยะที่คนอื่นๆจะได้ยิน นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อจึงกล่าวกับอาหลิ่ง “เจ้ามิต้องกังวลใจมากไปหรอกอีกเดี๋ยวเจินจูของเจ้าก็ฟื้นแล้ว”

            ท่านนักพรตกล่าวกับอาหลิ่งที่ยังมีสีหน้าเศร้าหมองนางรีบเงยหน้ามองท่านนักพรต “ครั้งนี้เป็นความผิดของข้าเจ้าค่ะข้าเอ่ยคำมิทันได้คิด นึกไม่ถึงว่าเฉินอี้จะกลายเป็นเช่นนี้”

            “ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด เจ้าอย่าได้กล่าวโทษตนเองไปเลย”นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อถอนใจเบาๆ “อันที่จริง มีเรื่องที่อาตมาไม่ควรกล่าวกับเจ้าแต่ครั้งนี้เห็นทีต้องฝืนกฎสักครั้ง”

            “มีอันใดหรือเจ้าคะ” อาหลิ่งดูตื่นตัวขึ้นมาทันที

            ท่านนักพรตกำลังจะเอ่ยออกมาแต่ตงฮุ่ยฉือรีบเข้ามาจับแขนอาจารย์และทำตาละห้อย “อาจารย์ขอรับ”

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อก้มหน้าไปมองศิษย์ตัวน้อยที่ทำตาเศร้าอยู่ก็ยิ้มบางๆ ให้เขา “ฮุ่ยฉือ เดินทางกลับฮั่นจงครั้งนี้ อาจารย์ต้องพึ่งเจ้าแล้วนะ”ท่านนักพรตกล่าวพลางลูบหัวตงฮุ่ยฉือ

            “ท่านนักพรต จะเกิดอันใดขึ้นกับท่านหรือเจ้าคะ” อาหลิ่งถามด้วยความเป็นห่วง

            นักพรตเหลิงจิ้นเต๋อโบกมือ“มิเป็นไร เจ้าอย่าได้ใส่ใจสิ่งที่จะเกิดกับอาตมาก็เป็นกรรมเก่าที่อาตมาต้องชดใช้อยู่แล้ว อาตมาเพียงเร่งให้วาระนั้นเวียนมาถึงเร็วขึ้นก็เท่านั้น”

            อาหลิ่งพยักหน้าแม้นางจะรู้สึกเป็นห่วงท่านนักพรต แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นห่วงเฉินอี้มากกว่าอาจจะดูเหมือนการกระทำของนางมิใช่สิ่งที่ดีนัก ถึงแม้นางจะถูกมองว่าเห็นแก่ตัว แต่ถ้าหากมันสามารถช่วยเฉินอี้ได้นางก็ยินดีรับคำครหา

            “ผู้มีคุณไสยที่ต้องการวิญญาณเจ้า เขาเริ่มลงมือแล้ว”

            “จริงหรือเจ้าคะ!” อาหลิ่งใจหายวูบ ท่านนักพรตพยักหน้า

            “ถึงแม้ว่าวิญญาณที่เขาต้องการคือเจ้าแต่ตอนนี้อุปสรรคที่ขวางทางเขาคือเฉินอี้ ดังนั้นการที่เขาจะได้วิญญาณเจ้าไปคือต้องกำจัดเฉินอี้ให้พ้นทางเสียก่อน”

    คล้ายกับเรื่องเนตรสวรรค์ พันธะวิญญาณ ที่คุณอ่าน