คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 158 หมาป่าจอมโลภ

            

            ดูเหมือนซูฉางอันจะรีบร้อนมาก

            เช่นนั้น มู่กุยอวิ๋นจึงกลับจวน เพื่อขอความช่วยเหลือจากบิดาโดยเร็ว ไม่มีเวลาคำนึงถึงอาการบาดเจ็บของตนอีกต่อไป

            ส่วนเรื่องที่ว่า เหตุใดจางจื่อวู่ถึงต้องคุมตัวศิษย์เหล่านั้นกลับไปด้วยจนถึงบัดนี้ ซูฉางอันก็ยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าเขามีจุดประสงค์ใดกันแน่

            เขาคิดเพียงว่า เพื่อพาชายผู้นั้นออกไปจากสำนักได้อย่างปลอดภัย จางจื่อวู่ถึงกับยอมออกตัวปกป้องจนตัวเองได้รับบาดเจ็บแทน...ลำพังจุดนี้ ก็ทำให้เขาเดาได้แล้วว่าชายวัยกลางคนต้องสำคัญกับแผนการของจางจื่อวู่และผู้ที่อยู่เบื้องหลังมากแน่

            ชายผู้นั้นไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสังหารเขาอย่างเดียวเป็นแน่ เรื่องนี้ หาได้เรียบง่ายเช่นที่เห็นภายนอกไม่

            ยิงทีเดียวได้นกสองตัว วางแผนซ้อนแผน

            ตามความเข้าใจเพียงไม่มากที่ซูฉางอันมีต่ออัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยดูแล้วนี่เป็นวิธีที่เขาชอบใช้ที่สุด

            ต้องรู้ให้ได้ว่าชายวัยกลางคนนั้นลอบสังหารเขาด้วยจุดประสงค์ใดกันแน่เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะได้เอาตัวรอดได้เมื่อต้องเผชิญหน้ากันในครั้งต่อไป

            เขาวิเคราะห์เรื่องทั้งหมดเอาไว้เช่นนี้

            จากนั้น ซูฉางอันก็ไม่ได้กังวล หรือห่วงว่ามู่กุยอวิ๋นจะทำเรื่องที่เขาไหว้วานได้ดีหรือไม่อีกต่อไป

            สมดั่งคำที่ว่า ทำในสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องนับจากนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่โชคชะตาต่อไป

            ทำสิ่งที่ทำได้ให้ดี เพราะเรื่องที่ทำไม่ได้ หาใช่เรื่องที่มนุษย์จะควบคุมได้อีกต่อไปอีกอย่าง เขายังมีเรื่องสำคัญกว่าต้องทำ

            เมื่อคิดมาจนถึงบัดนี้ เขาก็หันไปมองชิงหลุนที่อยู่ข้างกัน

            ความเด็ดเดี่ยวในดวงตาของเขา ทำให้สตรีผู้มีชีวิตนานกว่าสามร้อยปีผู้นี้ใจอ่อนลงจนได้เพราะไม่ว่าในตอนแรกนางจะคิดอย่างไร แต่สุดท้ายชิงหลุนก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นแล้วพยักหน้าจนได้

            สำหรับนางแล้ว นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากเย็นเหลือเกิน

            ...

            ในวันเดียวกัน อีกจุดของเมืองฉางอัน ใครอีกคนกำลังตัดสินใจในสิ่งที่ยากไม่ต่างกัน

            กลางดึก ในเมืองฉางอัน ณ จวนที่มืดมนและน่าพิศวงแห่งหนึ่ง

            ชายผู้แบกหอกคู่บนแผ่นหลังเคาะประตูจวนอัครมหาเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยในยามวิกาล

            เสียงหนึ่งดังออกมาจากประตูของจวนแสนมืดมิด ก่อนประตูบานใหญ่จะค่อยๆเปิดออก

            จากนั้น ชายชราผู้มีรูปลักษณ์น่าพิศวงผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่หลังประตูก็ปรากฏต่อสายตาของชายผู้มาเยือน

            สีหน้าของชายผู้มาเยือนไม่เปลี่ยนเลยสักนิด ยังคงเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกไม่ต่างไปจากเดิมราวกับว่าเขาจะเดาเหตุการณ์นี้ได้แต่แรก

            “มาแล้วหรือ?” ชายชราหรี่ตาเล็กเขามองไปที่แขกผู้มาเยือนครู่หนึ่ง พลางกล่าวขึ้น

            ทั้งที่ทั้งสองยืนอยู่ใกล้กันมาก ห่างเพียงไม่ถึงสี่ห้าฉื่อเท่านั้นทว่าไม่รู้ด้วยเหตุใด เสียงของชายชรากลับทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหินห่างราวเป็นเสียงที่ดังมาจากสถานที่ไกลแสนไกลเช่นนั้น

            ราวเสียงนั้นข้ามผ่านกาลเวลาอันแสนยาวนาน ข้ามผ่านความเป็นความตายมามาก...

            เสียงนั้นกระทบโสตประสาทของชายผู้มาเยือนในที่สุด

            “อืม” ชายคนนั้นพยักหน้า

            “คิดดีแล้วรึ?” ชายชราถามอีกครั้ง

            “อืม” ชายคนนั้นพยักหน้าอีกครั้ง บัดนี้ ดวงตาที่เย็นยะเยือกกลับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสว่างไสว

            “ดี!” จู่ๆดวงตาหรี่เล็กของชายชราก็ประกายแสงออกมาอย่างเจิดจ้า

            พลังวิญญาณที่ดำมืดเสียยิ่งกว่าท้องนภาในยามราตรีกระจายออกจากร่างของชายชราลอยวนเวียนอยู่รอบร่างชราอย่างอิสระ ราวเป็นอสรพิษที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากกรงเช่นนั้น

            หลายอึดใจต่อมา จู่ๆ พลังวิญญาณสีดำทั้งหลายก็ชะงักลงไปเล็กน้อย แล้วพุ่งไปยังร่างของชายผู้แบกหอกคู่มาด้วยทันทีราวรับบัญชาการมา

            ชายผู้นั้นส่งเสียงครางแห่งความเจ็บปวดออกมาเบาๆแรงกระทำของพลังวิญญาณสีดำ ดึงให้ร่างของเขาลอยขึ้นเหนือพื้นดิน

            พลังวิญญาณสีดำยังคงพุ่งเข้าไปในร่างของเขาอย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนนั่นจะทำให้เขาเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสไม่น้อยบัดนี้ใบหน้าที่มักจะเยือกเย็นไม่ต่างไปจากภูเขาน้ำแข็งของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วในที่สุด ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานก็ประกายออกมาทางคิ้วที่ขมวดมุ่นของเขาจนได้เขาอยากฝืนตัวเองเอาไว้ อยากบังคับให้ตนทนต่อไปเงียบๆแต่เสียงแห่งความเจ็บปวดก็ยังดังเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากอย่างแผ่วเบาอยู่ดี

            ชายชราเงยหน้ามองภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พลางกระตุกยิ้มขึ้นน้อยๆ

            เมื่อเวลาผ่านไป พลังอำนาจในร่างของชายหอกคู่ก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย

            ประมาณสิบห้านาทีต่อมา

            ชายหนุ่มเบิกตาที่หลับแน่นเพราะความเจ็บปวดขึ้นอย่างกะทันหัน บัดนี้ดวงตาสีดำขลับของเขาถูกสีโลหิตข้นครอบคลุมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ...

            ในขณะเดียวกัน บนท้องนภา จู่ๆ ดาวสีแดงก่ำก็ประกายแสงขึ้น

            มันเปล่งแสงอยู่กลางท้องนภามืดมิด

            สีแดงสดของมันช่างโดดเด่นสะดุดตา คล้ายเป็นบุปผาสีชาดที่หญิงสาวมักจะวาดเอาไว้ที่กลางหน้าผากแต่ก็คล้ายกุหลาบที่อาบไปด้วยเลือดเช่นนั้น

            จากนั้น เส้นใยที่เล็กจนแทบมองไม่เห็น ยื่นออกจากดาวสีเลือด ทอดยาวออกไปเรื่อยๆจนเข้ามาประชิดตัวชายผู้นั้น

            แสงสีแดงเข้มสว่างวาบขึ้น เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้นเส้นใยระลอกนั้นก็หายไปเสียแล้ว

            ทว่ากลิ่นอายแห่งพลังอำนาจที่แข็งแกร่งกว่าเดิมกลับพุ่งออกมาจากร่างของชายผู้นั้น

            เขาที่ยืนสงบนิ่งแลดูทรงอำนาจ ดุจจอมราชันที่ยืนเฝ้าโลกทั้งใบเอาไว้เช่นนั้น

            “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือหมาป่าจอมโลภ” เสียงของชายชราดังขึ้นอีกครั้ง

            “ขอรับ อาจารย์เทียนจี” ชายผู้นั้นคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นดินพลางขานรับออกไป

            “อืม” ชายชราพยักหน้า จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปมองนภา

            เขากำลังมองดวงดาวที่คนธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ในยามนี้

            ราวกำลังเอ่ยพึมพำกับตัวเอง แต่ก็คล้ายตั้งคำถามกับอะไรบางอย่าง

            “ข้าจะยืนยันให้พวกเจ้าเห็นเอง ไม่ว่าจะเป็นไคหยางหรืออวี้เหิง เส้นทางแห่งพลังของพวกเจ้าล้วนเป็นสิ่งผิดทั้งสิ้น”

            ...

            แน่นอนว่าการสร้างจิตดาราขึ้น ถือเป็นขั้นตอนที่อันตรายมาก

            กับซูฉางอันก็เช่นกัน

            การดึงพลังจากภายนอกเข้ามาในร่าง ไม่ต่างไปจากการลดพลังป้องกันลงระหว่างการต่อสู้เพราะพลังของอีกฝ่ายจะสามารถสัมผัส และแทรกซึมเข้าไปในร่างกายได้ตามใจ อีกอย่างต่อให้เจ้าของพลังที่ถูกดึงเข้ามาไม่ได้คิดร้าย แต่หากผิดพลาดไปแม้แต่น้อย ย่อมเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดหรือเรื่องอันตรายได้อยู่ดี

            เมื่อได้รับบาดเจ็บ หากเบาหน่อย พลังวิญญาณทั้งหมดอาจถูกทำลายและมีบาดแผลภายในที่ไม่อาจรักษาให้หาย แต่หากอาการสาหัส ก็อาจถึงกับดวงจิตมลายตายทั้งร่างและวิญญาณก็ว่าได้

            เหตุนี้ ซูฉางอันจึงสั่งกับทุกคนเอาไว้ ว่าไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ต้องรอให้เขาออกมาก่อนห้ามใครรบกวนเด็ดขาด

            จากนั้น เขาก็ลากชิงหลุนไปที่หออวี้เหิงทันที

            เพียงพริบตาเดียว เวลาก็เลยผ่านไปนานถึงห้าวันแล้ว

            ซูฉางอันไม่มีทีท่าจะออกมาเลย

            มู่กุยอวิ๋นก็เช่นกัน นับแต่ออกไปวันนั้น เขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย

            แต่ช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา เมืองฉางอันเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นหลายเรื่อง เช่นซูฉางอันกล่าวไว้จริงๆ

            อืม... จะบอกว่า เป็นเรื่องใหญ่จนสะท้านแผ่นดินก็ไม่ผิดนัก

            แต่เพราะซูฉางอันเคยสั่งเอาไว้ ดังนั้นแม้ฝานหรูเยว่กับกู่เซี่ยนจวินจะรวบรวมความกล้าอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้าย พวกนางก็ไม่กล้าเคาะประตูเสียที

            “เปิดประตู!เปิดประตูเดี๋ยวนี้!”เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่หน้าสำนักเทียนหลานอีกครั้ง

            เห็นได้ชัดว่าผู้มาเคาะจวนหมดความอดทนเต็มที น้ำเสียงของเขาฟังดูหงุดหงิดไม่เบา

            เมื่อครั้งที่อวี้เหิงยังอยู่ ไม่ว่าสำนักเทียนหลานจะตกต่ำเพียงไหนเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น และไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นเลยด้วย

            แม้แต่องค์จักรพรรดิ ยังต้องเคาะประตูอย่างให้เกียรติจนเมื่อได้รับอนุญาตจากอวี้เหิง จึงจะทรงเข้าไปในสำนัก โดยไม่มีผู้ใดออกมาต้อนรับเสียด้วยซ้ำ

            แต่ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกคนข้างนอกไม่เห็นหัวสำนักเทียนหลานอยู่ในสายตา

            ราวกับว่า หากกู่เซี่ยนจวินกับฝานหรูเยว่ชักช้าอีกเพียงนิด พวกเขาพร้อมจะพังประตูเข้ามาทันที

            เห็นได้ชัดว่ากู่เซี่ยนจวินกับฝานหรูเยว่ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ต้องการแค่ข่มขู่เช่นครั้งก่อนๆเท่านั้น เพราะหลายวันที่ผ่านมา มักจะมีคนเดินทางมาหาเรื่องที่สำนักเทียนหลานทุกวันก็ว่าได้เหตุนี้ กู่เซี่ยนจวินจึงให้ช่างที่กำลังก่อสร้างอาคารภายในสำนักหยุดงานลงเป็นการชั่วคราว

            ทั้งสองมองตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเปิดประตูออกอย่างไร้ทางเลือก

            ผู้ที่ยืนอยู่หน้าประตู เป็นคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง

            ทันทีที่เห็นประตูเปิด คนกลุ่มนั้นก็ส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมาทันที

            “ซูฉางอันล่ะ? ส่งตัวซูฉางอันมา!”

            “บอกให้เขาส่งดาบเก้าผจญกับกระบี่สิบทิศมาเดี๋ยวนี้!”

            “เจ้าสิบแปดมงกุฎ! มันกับอาจารย์ของมันเลวไม่ต่างกันเลยจริงๆ!”

            กู่เซี่ยนจวินขมวดคิ้วมุ่น ผู้ที่มารวมตัวกันอยู่หน้าสำนักมีมากกว่าเดิมทุกวันนางไม่รู้ว่าต้องรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี

            แต่นางก็ยังแสร้งทำเป็นใจเย็น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกขึ้น“ฉางอันไม่อยู่!หากมีเรื่องใดรอให้เขากลับมาก่อน แล้วเขาจะให้คำตอบกับทุกท่านเอง”

            เห็นได้ชัดว่าคำตอบของนาง ไม่อาจทำให้ศิษย์จากนานาสำนักพอใจได้

            “ไม่อยู่ทุกวันเลยหรือ? ใครเชื่อก็บ้าแล้ว! ข้าว่า มันซ่อนอยู่ในสำนักไม่กล้าออกมาเสียมากกว่า!”

            “นั่นน่ะสิ! เจ้าปีศาจที่ปลอมกายเป็นตู้หงฉางรับสารภาพแล้วว่าที่เขาเดินทางมาลอบสังหารซูฉางอัน เพราะซูฉางอันกับนังปีศาจสาวหยิงโฮ่แบ่งผลประโยชน์จากการทำชั่วกันไม่ลงตัวหยิงโฮ่เลยส่งมันมาที่เมืองฉางอัน เพื่อฮุบดาบเก้าผจญกับกระบี่สิบทิศเอาไว้ ก็เกิดเรื่องในวันนั้นขึ้นอย่างไรเล่า”

            “อืม หน่วยข่าวจากแผ่นดินทางเหนือก็ยืนยันแล้ว ว่าสายลับของเผ่าปีศาจพบหลักฐานยืนยันว่านังปีศาจสาวนั่นยังมีชีวิตอยู่”

            พวกเขาผลัดกันพูดคนละประโยค ขณะที่อารมณ์ของกลุ่มคนก็ปะทุสูงขึ้นเรื่อยๆ

            กู่เซี่ยนจวินประกายรังสีแห่งความเย็นยะเยือกขึ้นทางแววตาก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “เดิมทีเจ้าปีศาจนั่นก็คิดจะใส่ร้ายคุณชายซูมาตั้งแต่แรกแล้วสิ่งที่เขาพูดจะเชื่อถือได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าเป็นถึงโหวเยของตระกูลกู่แห่งดินแดนทางเหนือเหตุใดข้าถึงไม่รู้เรื่องรายงานจากหน่วยสายข่าวของที่นั่น? พวกเจ้าอย่าได้หลงกล เชื่อคำลวงนี้เด็ดขาด...”

            ยังไม่ทันที่นางจะได้พูดจนจบเสียงที่เต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกของใครบางคนก็ดังขัดเสียก่อน

            “ใครๆ ก็รู้ว่ากู่โหวเยกับซูฉางอันสนิทสนมกันแค่ไหนข่าวของนังปีศาจสาวนั่นเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ข่าวนี้กระจายออกมาจากพระราชวังกู่โหวเยต่างหาก อย่าได้หลงกลเจ้าปีศาจซูฉางอันแล้วทำเรื่องที่ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลกู่เสียหายอีกต่อไปเลย”

            จากนั้น คนชราที่มีแขนข้างเดียวก็ก้าวออกมาจากกลุ่มคนแล้วพูดระคนหัวเราะขึ้นด้วยน้ำเสียงและแววตาที่เย็นยะเยือก

            คนชราผู้นี้ก็คืออินซานโจ๋ว ยอดฝีมือระดับปราบวิญญาณจากสำนักปาฮวงผู้ซึ่งมักจะทำตัวเป็นอริกับซูฉางอัน

            เมื่อได้รับการยืนยันจากชายชราที่มีอำนาจอยู่บ้างในเมืองฉางอันคนทั้งหลายก็มั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม พวกเขาตะโกนโหวกเหวกโวยวายและเตรียมจะบุกเข้าไปในสำนักแล้ว

            ชิ้ง...

            เสียงหนึ่งดังขึ้น

            กระบี่ที่ส่องประกายแสงเย็นเฉียบถูกถึงออกมาจากฝักกู่เซี่ยนจวินมองไปรอบด้านด้วยสายตาเย็นเยียบ แล้วถามขึ้น

            “อะไรกัน? อยากบุกเข้าไปในสำนักเทียนหลานเช่นนั้นหรือ?”

            พลังอำนาจระเบิดออกมาจากร่างของโหวเยน้อยอย่างกะทันหันมันทำให้คนทั้งหลายสะดุ้งเฮือก เลือดร้อนระอุที่ศิษย์ทั้งหลายมีในตอนแรกจึงเริ่มเย็นลงในพริบตา

            อีกอย่าง สมดั่งคำที่ว่า แม้ราชสีห์จะสิ้นใจทว่าความน่าเกรงขามยังคงอยู่...

            ชื่อเสียงและความทรงอำนาจของสำนักเทียนหลานทำให้คนทั้งหลายได้สติกลับมาอีกครั้ง พวกเขาจึงเริ่มลังเลไม่รู้ว่าควรจะบุกเข้าไปหรือไม่

            “หาใช่การบุกไม่ พวกเรากำลังจะกำจัดปีศาจให้สำนักเทียนหลานอยู่ต่างหาก! ดวงวิญญาณของท่านอวี้เหิงต้องปกป้องพวกเราให้ทำสำเร็จแน่”

            ชายวัยกลางอีกคนเดินออกมาจากกลุ่มคน เขาถือกระบี่ยาวเอาไว้ในมือใบหน้าเด็ดเดี่ยว ถูกต้องแล้ว เขาก็คือผู้อาวุโสสายดาบของสำนักคุนหวู่...หม่าอันเยี่ยน

            คนผู้นี้มีพลังแข็งแกร่งกว่าอินซานโจ๋วทั้งยังมีชื่อเสียงในด้านที่ดีมากกว่าเสียด้วย

            เมื่อเห็นว่าคนผู้นี้ออกโรงเป็นผู้นำ กลุ่มคนก็สะดุ้งตกใจเล็กน้อยเปลวเพลิงที่เพิ่งเย็นลงก็กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

            สำนักเทียนหลานมีของดีอยู่มากแม้พวกเขาจะไม่มีหวังเรื่องดาบเก้าผจญและกระบี่สิบทิศ อีกทั้งคนส่วนมากที่เดินทางมายังไม่เคยได้ยินชื่อของหอเชื่อมดาราเลยด้วยซ้ำ...

            แต่ถึงกระนั้น หอหนังสือที่รวบรวมตำราโบราณในโลกเอาไว้ถึงเจ็ดแปดส่วนยังเป็นของล่อใจได้อย่างดีแค่นี้ก็เพียงพอให้พวกเขาบุกเข้าไปแล้ว

            ภายใต้การชักจูงของผู้ไม่ประสงค์ดีกลุ่มคนทั้งหลายจึงเริ่มประกายความละโมบออกมาทางสายตาจนได้

            “ถูกต้อง! เพื่อดวงวิญญาณของท่านอวี้เหิงเราต้องกำจัดสิ่งชั่วร้ายออกไปจากสำนักเทียนหลาน!”

            เสียงตะโกนเสแสร้งทว่าเต็มไปด้วยคุณธรรมดังขึ้นอีกครั้ง จากนั้นกลุ่มคนก็พากันพุ่งเข้าไปในสำนักเทียนหลานอย่างพร้อมเพรียง

            กู่เซี่ยนจวินระเบิดความเย็นยะเยือกขึ้นในแววตา ก่อนจะจับกระบี่เอาไว้แน่นและเหวี่ยงมันออกไปเบื้องหน้า เมื่อแสงสว่างวาบ หน้าประตูสำนักปรากฏร่องที่ลึกกว่าหนึ่งฉื่อขึ้นทันตา

            “ดาวแห่งวีรบุรุษทั้งเจ็ดของสำนักเทียนหลานยังส่องประกายอยู่เหนือสำนักอย่าได้บังอาจก้าวข้ามประตูมาเด็ดขาด” นางกล่าวขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางไม่ได้กึกก้องหรือทรงอำนาจมากนัก ทว่าเต็มไปด้วยไอเย็นที่บาดลึกไปถึงกระดูกแทน ทันใดนั้นแสงแห่งพลังวิญญาณประกายออกมาจากร่างบางพร้อมกับพลังอำนาจที่ทั้งแข็งแกร่งและดุดัน

            อินซานโจ๋วกับหม่าอันเยี่ยนมีสีหน้าแปรไปเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่ากู่โหวเยคนนี้จะมีพลังอยู่ในระดับไท่ยีทั้งที่เพิ่งจะมีอายุเพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นดูจากพลังอำนาจที่กระจายออกมาจากร่างของนาง เกรงว่านางคงจะเริ่มแตะระดับคุมพิภพได้แล้วกระมัง

            ทว่า... เวลานี้ ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมแล้ว

            เรื่องบางอย่าง ทำให้องค์ชายห้าถูกขังให้อยู่แต่ในพระราชวัง อำนาจที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของสำนักเทียนหลานกำลังสั่นคลอนทางด้านของตระกูลกู่ก็อยู่ไกลถึงดินแดนทางเหนือ แล้วเหตุใดพวกเขาจึงต้องกลัวเด็กรุ่นหลังเพียงคนเดียวด้วย?

            เหตุนี้ อินซานโจ๋วจึงประกายรังสีอำมหิตขึ้นในแววตาแล้วพุ่งกรงเล็บคมกริบที่แฝงไปด้วยพลังวิญญาณสีดำทมิฬไปที่กู่เซี่ยนจวินทันที

            “ในเมื่อกู่โหวเยดื้อดึง เช่นนั้นข้าคงต้องล่วงเกินแล้ว!” 

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน