วัน 70 ของเกมส์แห่งสงคราม
ระเบิดปรมาณูที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้ถูกหยิบนำมาใช้อีกครั้ง
[ลิตเติลบอย] ชื่อรหัสของระเบิดปรมาณูนั้น ไม่ได้น่ารักเหมือนกับชื่อที่ตั้งให้กับมันแม้แต่น้อย
เจ้าเด็กน้อยสีดำที่มีน้ำหนัก 4.4 ตัน ยาว 3 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 71 เซนติเมตร ลูกนี้ สามารถสร้างแรงระเบิดที่มีพลังถึง 63 เทอร่าจูล หรือเทียบเท่ากับระเบิด 15 กิโลตัน ของระเบิด TNT ได้
สารยูเรเนียมขนาด 64 กิโลกรัม ที่บรรจุลงไปนั้น จะสร้างสรรค์งานศิลปะที่เป็นดอกเห็ดสีดำขึ้นเหนือผืนโลก พร้อมกับกลืนกินกวาดล้างซึ่งทุกสิ่งในรัศมีให้หายไปตลอดกาล
เมืองของเผ่ายักษาได้หายไปจากแผนที่พร้อมกับหลุมลึกและแผ่นดินที่ถูกแหกออกกว้าง
ชาวปักษาที่โบยบินและไม่รับทราบถึงตัวตนที่เลวร้ายนั้น ต่างถูกระเบิดฉีกร่าง หรือไม่ก็ถูกลมฉีกกระชากปีกจนหักผิดรูป ก่อนจะปลิวกระเด็นร่วงกระแทกกับพื้นแผ่นดิน
ส่วนเผ่ายักษานั้น ผิวหนังและกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กไหลได้ถูกความร้อนแผดเผา ถึงจะมีพละกำลังและร่างกายที่ภาคภูมิใจเพียงใด มันก็ไร้ประโยชน์ต่อน่าพลังงานอันมหาศาลที่แผดเผาระเบิดออกมา
แต่ความเลวร้ายของระเบิด [ลิตเติลบอย] ยังไม่จบลงเท่านี้
ลิตเติลบอยไม่มีแนวคิดที่จะเมตตาต่อเหยื่อของมัน แม้แต่กับผู้ที่รอดชีวิตก็ตาม
“...ตาข้า”
ผู้ที่รอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์เพราะอยู่ห่างจากใจกลางนั้น ต่างเป็นอันต้องมีดวงตามืดบอดเพราะแสงที่เจิดจ้า
ทั้งเผ่าปักษาและเผ่ายักษามีชะตากรรมไม่ต่างกัน และยังไม่มีใครรู้เลยว่าแค่ดวงตามืดบอดนั้น ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความเลวร้ายเท่านั้น
ภายในร่างกายของพวกเขากำลังถูกรังสีกัดกิน และความทรมานที่แทบตายทั้งเป็นกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
ถ้าหากว่าพวกเขาไม่คิดฆ่าตัวตายและมีชีวิตรอดออกไปจากสนามรบแห่งนี้ได้นะ
และมีเพียงเผ่าเดียวที่รอดพ้นความชั่วร้าย [ลิตเติลบอย] มาได้
นั่นคือเผ่ามนุษย์ที่ให้กำเนิดมันขึ้นมานั่นเอง
ผู้เป็นบิดาย่อมรู้ถึงนิสัยและความร้ายกาจของลูกน้อยตัวเองเป็นอย่างดี พวกเขาจึงได้เตรียมชุดป้องกันรังสีและหน้ากากเอาไว้ตั้งแต่แรก
และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาถึงไม่ส่งกองทัพบกมา นอกจากพลร่มและฝูงเครื่องบินรบ
“เก็บกวาดได้”
เพราะว่าเผ่ามนุษย์ตั้งใจที่จะกวาดล้างเผ่ายักษาให้หายไปจากแผนที่มาตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง
***นักรบสมองกล้ามเอรีส
“หยุด ทิ้งอาวุธซะ พวกเจ้าแพ้แล้ว! ”
กองทหารพลร่มที่กระโดดลงมารวมสองพันนาย กำลังทำภารกิจไล่ต้อนเผ่ายักษ์ที่รอดชีวิตให้มารวมอยู่เป็นจุดเดียว
มีการยิงตอบโต้เล็กน้อย แต่ด้วยระเบิดที่เกิดขึ้น ทำให้ดวงตาของพวกเขาส่วนใหญ่มืดบอด หรือต่อให้มีคนที่ไม่ได้มองไปที่แสงระเบิดโดยตรง ก็ต้องได้รับบาดเจ็บหนักจนแทบเคลื่อนไหวไม่ได้
บางคนถึงขนาดคลานไปหยิบปืนเพื่อที่จะยิงโต้กลับ
แต่สภาพเช่นนั้นคงไม่มีทางเหนี่ยวไกไวไปกว่าพวกเราได้
พวกเรารุมยิงแบบไร้ซึ่งความเมตตา จนกระทั้งชีวิตของนักรบยักษ์ตรงหน้าดับสิ้นลงภายในเวลาอันรวดเร็ว
“ (พวกเขารอดชีวิตเพียงแค่หยิบมือเอง… ไม่มีบานากับแครอทรวมอยู่ด้วย หรือว่าพวกเขาจะ---) ”
ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น
พวกเราทำลายคริสตัลแห่งชีวิตของศัตรูลงด้วยอาวุธร้ายที่น่ากลัว และนั่นแปลว่าผู้ที่เสียชีวิตไป จะไม่มีวันกลับมาได้อีก
สรุปคือพวกพ้องต่างเผ่าของฉันที่รู้จักนั้น ได้เสียชีวิตลงและจากไปตลอดกาลแล้ว
“...”
ฉันรู้สึกว่าจิตใจของตัวเองมีบางอย่างถูกทำให้หายไประหว่างที่ทำการยิงไล่ต้อนพวกศัตรูให้มารวมกลุ่มกัน
การเป็นทหารต้องพรากชีวิตศัตรู และต้องทนเห็นชีวิตของพวกพ้องตายจากไป สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องปกติที่ฉันได้เห็นกับตามาตั้งแต่ตอนมีชีวิตในโลกเดิมแล้ว
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับประสบการณ์ฆ่า [พวกพ้อง] ด้วยน้ำมือของพวกตัวเอง
แถมยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดจาก [การทรยศ] อีกด้วย
มันเจ็บปวดหัวใจมาก…
“ไอพวกตัวประหลาดในชุดคลุม…”
ในตอนนั้นเองที่มีเผ่ายักษ์คนหนึ่งกรีดเสียงดังขึ้นมาด้วยภาษาของเผ่ายักษ์
แปลก...
ทำไมน้ำเสียงของเธอไม่ได้เคียดแค้นหรือโกรธ แต่เป็นน้ำเสียงที่เรียบนิ่งเฉยได้ขนาดนั้นกัน?
ตัวแทนเผ่ายักษ์ที่ออกมาพูดตรงหน้าฉันมีผิวสีเขียวเข้ม ดวงตาสีเทา และมีเส้นผมสีฟ้าทรงทวินเทล
ใบหน้าที่แสนน่ารักของเธอได้ถูกเปลวไฟแผดเผาไปครึ่งหนึ่งจนดูน่ากลัว
“ข้าคือยักษาแห่งนภาอากาศ [มาเรียม พลัม] หากพวกเจ้าต้องการแผ่นดินแห่งนี้ ก็จงข้ามศพของข้าไป---”
ฉันรู้สึกไม่ดีเลย
แล้วในตอนนั้นเองที่เธอหยิบดาบสองมือเล่มโตออกมา
“เหล่าทหาร จงแสดงศักดิ์ศรีของ---”
“ยิง! ”
แอร์บาสร์สั่งการสังหารทันทีที่เห็นศัตรูชักอาวุธขึ้นมาต่อสู้
พวกเราลั่นกระสุนปืนกลโดยเน้นรุมไปที่จุด ๆ เดียว
ถึงผิวและชุดเกราะตัวใหม่ของเผ่ายักษ์จะทนทานมากจนกระสุนยิงไม่เข้า แต่ก็ใช่ว่าจะไร้เทียมทาน หากยิงรุมไปที่จุดเดียว อย่างน้อยก็ยังทำให้มีเลือดออกหรือบาดเจ็บได้อยู่
แถมศัตรูยังมีความเหนือล้าสะสมจากแรงระเบิดปรมาณู จนทำให้ไม่มีแรงพอที่จะถืออาวุธขึ้นมาไหวกันแล้ว
พวกมันจึงใช้ทางเลือกสุดท้ายถือดาบที่เบากว่าปืนมินิกันออกมาใช้โจมตีแทน
มันเป็นภาพที่โหดร้ายมาก
ศัตรูมีเพียงแค่ดาบกับหอก ในขณะที่ฝ่ายเรามีปืนยิงกระหน่ำใส่
นี่ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการสังหารหมู่ พอเถอะ ได้โปรดอย่าสู้ไปมากกว่านี้เลย
“ใช้ระเบิด! ”
แอร์บาร์สสั่งลงดาบสังหาร
[ถ้าหากต่อต้านก็ให้สังหารเสีย] นั่นคือคำสั่งที่พวกเราได้รับมา
แต่เพราะว่าฉันจงใจทิ้งระเบิดมือเอาไว้บนยาน เลยไม่สามารถทำตามคำสั่งนั้นได้
ระเบิดขนาดเล็กได้ปะทุขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจสังหารพวกยักษ์ลงได้ในทันที
จะบอกว่าเป็นเผ่าที่อึดถึกทนดี หรือว่าชุดเกราะสีขาวที่พวกมันใส่ทนทายาดดีนะ...
“หน่วยปืนไฟ สังหารพวกมันซะ! ”
เนื่องจากให้กินลูกน้อยหน่าแล้วยังไม่อาจสังหารลงได้ สุดท้ายจึงไปพึ่งหน่วยปืนไฟแทน
กลุ่มคนในชุดป้องกันรังสีจำนวนกว่าห้าร้อยคนที่ถือปืนไฟ ได้วิ่งขึ้นมาแถวหน้า แล้วล้อมจุดไฟเผา
พวกเขาบีบวงเข้ามาจนพวกศัตรูไร้ทางหนี
พวกยักษ์ที่เหลือทำได้แต่ร้องโหวหวน ฉันเห็นยักษ์ที่ไว้ผมทรงทวินเทลคนเมื่อกี้ แผดเสียงร้องอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะสิ้นใจไป
ฝันร้ายชัด ๆ … ภาพนี้มันทำให้ฉันนึกถึงภาพของสงครามที่โหดร้ายของนาซีในสมัยก่อนเลย
“แอร์บาร์ส นี่มันเกินไปแล้วมั้ง? ”
ฉันรู้ดีว่าคำพูดตัวเองฟังดูอ่อนหัด แต่ฉันเริ่มจะรับไม่ไหวแล้ว
หากเป็นศัตรู ฉันยินดีที่จะสังหารอย่างโหดร้าย แต่นี่คืออดีตเผ่าที่ร่วมรบมาด้วยกัน ฉันทำใจสังหารอย่างโหดร้ายแบบนี้ไม่ลง
พวกเราชนะแล้ว ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย? ปล่อย ๆ พวกเขาไปเถอะ...
แต่หากสังเกตุให้ดี ก็จะพบว่าแอร์บาร์สกำลังกำมือแน่น และมีร่างกายที่สั่นเทาอยู่
แอร์บาร์ส นี่นายเองก็รู้สึก…
แล้วการสังหารหมู่เผ่ายักษ์ก็ได้สิ้นสุดลง
ไม่มีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่แม้แต่คนเดียว ที่เหลืออยู่ตรงหน้ามีเพียงแต่กลิ่นเนื้อไหม้ที่เหม็นโฉยไปทั่วเท่านั้น
ในวันที่ 70 ของเกมส์แห่งสงคราม เมืองหลวงของเผ่ายักษ์ได้ล่มสลายลงพร้อมกับคริสตัลแห่งชีวิตของพวกเขา
จำนวนรอดชีวิตของเผ่ายักษ์คือศูนย์
ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์รอบเมืองได้ถูกระเบิดทำลายล้างจนเป็นแผ่นดินที่ว่างเปล่า พื้นที่ซึ่งถูกขนาบระหว่างแนวเทือกเขากับแม่น้ำได้กลายเป็นดั่งทะเลทรายไป
นี่คือผลลัพธ์ที่พวกเราต้องการจริง ๆ เช่นนั้นหรือค่ะทุกคน?
วัน 71 ของเกมส์แห่งสงคราม
***ปราชญ์แห่งพงไพร [เอสเทอ]
หลังจากได้อ่านรายงานผลการรบระหว่างเผ่ายักษากับเผ่ามนุษย์ ฉันก็ไล่ทุกคนออกจากห้อง ก่อนจะชงชาดอกไม้เพื่อผ่อนคลายความเคลียดตัวเอง
บรรยากาศของห้องทำงานที่สร้างด้วยดอกไม้จำนวนมากประดับอยู่ภายในโพรงต้นไม้แห่งนี้ ช่วยให้จิตใจที่อ่อนล้าเริ่มมีพลังกลับขึ้นมา
เผ่ามนุษย์… น่ากลัวชิบหายเลยดอง~
“ถึงขนาดใช้นิวเคลียร์ฟิชชันมาทำเป็นระเบิดที่รุนแรงแบบนั้นได้ มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว”
เผ่าภูติของเราเองก็สามารถทำแบบนั้นได้เช่นกันดอง
แต่ว่าต่างออกไปนิดหน่อยนะดอง
พวกเราสามารถใช้ปีกควบคุมสสารและมวลอะตอมได้ และสามารถสร้างกระบวนการนิวเคลียร์ฟิชชันจากธาตุหนักเพื่อผลิตนิวตรอนและโปรตอนพร้อมกับพลังงานมหาศาลได้
และเพื่อไม่ให้พลังงานที่บ้าบอนั้นระเบิดใส่ตัวเอง พวกเราเผ่าภูติจึงควบคุมกระแสพลังงานนั้นให้แผ่พุ่งออกไปในทิศทางที่กำหนด
[ลำแสงนิวเคลียร์ฟิชชัน~!] นั่นละคือชื่อท่าของมันดอง~
แต่การทำเรื่องทั้งหมดนั้น มันต้องใช้เวลาและกำลังคนในการควบคุมเหมือนที่พวกเรายิงลำแสงโพตอนออกไปนั่นละดอง
แล้วระยะโจมตีก็ใช่ว่าจะไกลมากมาย ระหว่างที่สร้างปฏิกิริยา คงได้ถูกยิงร่วงก่อนนั่นละดอง
แต่พวกมนุษย์กลับทำเรื่องเหล่านั้นได้ในเพียงเสี้ยววินาทีด้วยอาวุธของพวกมัน เรียกได้ว่ามีประสิทธิภาพมากกว่าของฝ่ายเรานะดอง
แน่นอนว่าของแบบนั้น บาเรียของพวกเราในปัจจุบันเอาไม่อยู่หรอกนะดอง นอกจากจะใช้บาเรียภูติระดับสูงนะดอง แต่ถ้าจะสร้างของแบบนั้น มันต้องใช้เวลาอีกหนึ่งเดือนเต็มเลยนี่สิดอง
ให้ตายสิ เผ่ายักษาช่วยถ่วงเวลาได้แค่สิบกว่าวันเองหรือเนี่ยดอง?
นอกไปจากนี้ ดูเหมือนว่าระบบเรด้าของเผ่ามนุษย์จะเป็นรุ่นพัฒนาที่ระบุชี้เป้าหมายได้ ว่าใครคือมิตรและศัตรูอีกด้วยดอง~
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าเผ่ามนุษย์เรียกระบบนั้นว่าอะไร แต่มันคล้ายกับระบบ [กลิ่นภูติ] ของพวกเรามาก
[กลิ่นภูติ] คือคลื่นแม่เหล็กที่แผ่ออกมาจากปีกของพวกเราเผ่าภูติตามธรรมชาติ
และคลื่นแม่เหล็กนี้จะมีช่วงความถี่เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำแบบใครตามแต่บุคคล
ระบบเรด้าของพวกเราจะใช้ [กลิ่นภูติ] ซึ่งเป็นคลื่นรูปแบบเฉพาะในการแยกแยะออกมาว่าใครคือมิตรและศัตรู
แน่นอนว่าความลับนี้พวกเราไม่ได้บอกพวกเผ่ายักษา และขายมันไปทั้ง ๆ แบบนั้นเพื่อให้พวกมันงมใช้งานกันเอาเองดอง
ใครมันจะเผยความลับให้กับศัตรูในอนาคตทุกอย่างกันละดอง
แต่ฉันเองก็คิดไม่ถึงว่าพวกเผ่ามนุษย์จะมีระบบเรด้าที่แยกแยะมิตรและศัตรูได้เหมือนอย่างพวกเรา เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถตอบคำถามที่พวกมันบินลอบโจมตีเผ่ายักษาได้อย่างแม่นยำเช่นนั้นดอง
เอายังไงดี ประเทศกันชนได้หายไปแล้ว แบบนี้พวกเราก็ต้องเตรียมเข้าสู่สงครามกับมนุษย์แล้วสิดอง~
“ดอง~...ช่วยไม่ได้ แบบนี้คงต้องรีบต่อสายไปที่หน่วยลับ ให้เริ่มแผนการกองโจรแล้วสิดอง~”
ฉันถือคติการโจมตีคือวิธีป้องกันที่ดีที่สุดนะดอง~
ในเวลาเดียวกันของวัน---
บนทวีปขนาดใหญ่แห่งนี้นั้น มีเผ่าปักษาเป็นผู้ปกครองพื้นที่ส่วนภาคตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่หุบเขาและผืนป่าซึ่งยากแก่การที่จะเดินทางเข้าไป
แต่เนื่องจากถูกเผ่ามนุษย์ควบคุมเอาไว้ จึงทำให้พื้นที่ของทวีปตั้งแต่ช่วงกลางไปจนถึงภาคตะวันตกกลายเป็นของเผ่ามนุษย์ไปแล้ว
ส่วนพื้นที่ทางตอนใต้ที่ติดริมทะเลขนาดใหญ่ แต่เดิมนั้นเป็นพื้นที่ของเผ่าอาร์โธร์โพดา แต่ปัจจุบันได้ถูกมนุษย์ยึดไปแต่เพียงผู้เดียว และสร้างท่าเรือเอาไว้เพื่อเตรียมทำศึกทางทะเลที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เผ่าอาร์โธร์โพดาที่ซุ่มสร้างกองกำลังอยู่ใต้ดินทางต้อนใต้ของทวีปในเวลานั้น จึงไม่อาจทำอะไรโจ่งแจ้งในช่วงเวลากลางวันได้ เพราะเกรงที่จะถูกพบตัว แล้วใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินไปพร้อมกับดำเนินการอย่างลับ ๆ ในช่วงยามราตรีแทน
ต่อมาคือพื้นที่ช่วงกลางของทวีปที่ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ
เขตแดนของเผ่ายักษานั้น คือประเทศกันชนที่ขวางกั้นการบุกพื้นที่ทะเลป่าขนาดใหญ่ทางด้านภาคตะวันออกของทวีปซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของเผ่าภูติ
ภูมิศาสตร์ที่ขวางกั้นนี้ ทำให้เผ่ายักษาถูกล้อมจากทั้งทางด้านตะวันตกและตะวันออก
พวกยักษาที่ไม่ค่อยไว้ใจภูติ และยังไม่รู้ว่าจะโต้ตอบเผ่ามนุษย์เช่นไร จึงอพยบเคลื่อนย้ายคริสตั้ลแห่งชีวิตเร่ร่อนไปเรื่อย
แล้วพวกเผ่ายักษาก็ได้พบกับทำเลทองในการซ่อนคริสตัลของพวกเขา
พื้นที่ช่วงตอนกลางของทวีปไปจนถึงทางตอนเหนือ จะมีแนวหุบเขาทอดตัวยาวขนานกับแม่น้ำสายใหญ่ที่วิ่งพาดผ่านตัวทวีป
แนวปราการธรรมชาตินี้ ได้ขวางกั้นดินแดนของเผ่ามนุษย์กับเผ่ายักษาเอาไว้
หากจะบุกมาพื้นที่นี้ จะต้องวิ่งอ้อมแนวเทือกเขาผ่านทวีปช่วงตะวันออกก่อน หรือไม่ก็ต้องใช้วิธีบินข้ามภูเขามา
แต่เผ่ายักษาที่ได้ตระหนักถึงตัวตนของเครื่องบินเผ่ามนุษย์ จึงสร้างเมืองขึ้นมาด้วยกันสองจุด
หนึ่งคือเมืองหลวงที่สร้างขึ้นบนที่ราบอันกว้างใหญ่ซึ่งถูกขนาบด้วยภูเขาและแม่น้ำ
อีกจุดหนึ่งคือเมืองริมเขาที่เกาะตัวไปตามหน้าผาสูงชันของแนวเทือกเขาตามธรรมชาติ
ด้วยลักษณะของภูเขานี้ จึงทำให้เมืองแห่งที่สองกลายเป็นพื้นที่จุดบอดชั้นดีสำหรับใช้ในการซ่อนตัว
ต่อให้เอาเครื่องบินมายิงคลื่นเรด้าสำรวจ ก็คงเห็นเป็นแค่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่กระตัวอาศัยไปทั่วผืนป่าใหญ่ธรรมดา
และพวกมนุษย์เองก็ยังไม่มีดาวเทียม หรือมีใครมุมานะพอที่จะขึ้นเครื่องบินถ่ายภาพแผนที่ทางอากาศทุกตารางนิ้วเพื่อหาเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ใต้หมู่ไม้ตามแนวสันเขานั้น
ใช่แล้ว พื้นที่จุดบอดตามริมเขาแห่งนี้คือสถานที่ซ่อนของกองทัพเผ่ายักษาที่ทุกคนบนโลกคิดว่า [ตายทั้งเผ่า] ไปแล้วนั่นเอง
ไม่มีใครรู้ตัวเลยว่าคริสตัลแห่งชีวิตที่ตั้งในเมืองหลวงนั้น คือของปลอมที่เผ่ายักษาสร้างขึ้นมา
แม้แต่เผ่าภูติที่คอยจับตามองเผ่ายักษาทุกการกระทำ ก็ยังพลาดท่าถูกตบตาไปด้วย
เรื่องมันเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอาวุธกับเผ่าภูติ
ราชาเผ่ายักษาทราบดีถึงความอ่อนหัดของเผ่าตนเอง และทราบว่าพวกตนกำลังถูกใช้ฐานะประเทศกันชนด้วย
ดังนั้นเขาถึงได้สั่งให้รีบสร้างคริสตัลปลอม แล้วขนย้ายออกจากเมืองไปในตั้งแต่คืนวันที่ 64
แล้วในวันที่ 66 ราชาดูเรียนก็ขนกองทัพอสูรกับขุนนางและกองทัพอีกห้าหมื่นคน ออกไปอย่างลับ ๆ ในยามราตรี โดยทิ้งขุนนางเพียงสามคนเอาไว้คอยดูแลเมืองหลวง
พวกเขาใช้โรคภัยไข้เจ็บในการอ้างกับเผ่าภูติถึงการหายตัวไปอย่างลึกลับขององค์ราชา
เอสเทอเองก็สงสัยกับรายงานที่น่ากังขานั้น แต่เนื่องจากเห็นคริสตัล (ที่เป็นปลอม) ยังตั้งอยู่ใจกลางเมืองอย่างโดดเด่น เธอจึงคิดว่าตัวเองคงคิดมากไป
[คนเรามักเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น] ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกฝ่ายทั้งมนุษย์และภูติถูกต้มจนเปื่อย
และในปัจจุบันนี้ มนุษย์คิดว่าเผ่ายักษาตายเรียบหมดแล้ว จึงได้เบนเข็มไปที่เผ่าภูติ และระวังแค่เผ่าอาร์โธร์โพดาที่หายตัวไปแค่นั้นแทน
ส่วนพวกภูติก็เริ่มหวั่นวิตก และรีบจัดทัพอย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือโต้ตอบ
จากผู้ค้าอาวุธเพื่อยื้มมือคนอื่นทำสงคราม ได้กลายเป็นผู้ที่ถูกใช้ประโยชน์ให้มารบเองเสียแล้ว
ณ ที่ค่ายประชุมของเหล่าขุนนางเผ่ายักษาบนแนวเทือกเขาที่มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ
“สรุปแล้ว อาวุธใช้ได้ดี แผนการติดอาวุธให้อสูรก็แสดงประสิทธิภาพได้เหนือชั้นกว่า จะแพ้ก็แค่การระบุตำแหน่งศัตรูสินะ ขุนนางโคนัท มาเรียพลัม เชอรี่”
“ต้องโทษด้วยท่านองค์ราชาดูเรียน ที่ฉันยังไม่สามารถใช้เรดาร์ได้เชี่ยวชาญพอค่ะ”
บรรยากาศในที่ประชุมนั้น ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับงานศพที่น่าเศร้า
“เพราะไม่อาจระบุตำแหน่งศัตรูได้ การระบุเป้าจึงต้องทำด้วยการมองหาด้วยสายตา ทำให้ฝ่ายเราพลาดท่าถูกลอบโจมตีจากน่านฟ้าค่ะ”
“ข้าเข้าใจ… ยังไงฝ่ายนั้นมีเทคโนโลยีตัวนี้ก่อนพวกเรา จะชำนาญกว่าก็ไม่แปลก แถม… พูดตามตรงว่าไอระเบิดบ้านั่น คงไม่มีใครคาดถึงได้หรอกว่าจะมีของแบบนั้นบนโลกนะ”
ราชาดูเรียนตอบขุนนางเชอร์รี่ด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด
พวกเขาไม่รู้จักระเบิดปรมาณู และไม่ทราบถึงระบบระบุตัวตนที่ใช้งานร่วมกับเรดาร์ของเผ่ามนุษย์อย่าง IFF
หากพวกภูติแยกมิตรและพวกพ้องด้วย [กลิ่นภูติ] เผ่ามนุษย์ก็มีระบบ [IFF] ในการใช้งานเพื่อแยกเป้าหมาย
[IFF] หรือ Identification Friend or Foe คือระบบพิสูจน์ฝ่าย ด้วยการเข้ารหัสระบบเพื่อชี้เป้าว่า “ลำนี้คือพวกเดียวกันนะ คนที่ไม่ได้ใช้รหัสนี้เป็นใครก็ไม่รู้”
หากกล่าวให้เห็นภาพง่าย ๆ มันก็คือการให้เครื่องบินหรือรถถังพกบัตรประชาชนเอาไว้นั่นเอง
“เชอร์รี่ เจ้าไม่ต้องสนใจความผิดพลาดมาก จงใช้มันเป็นแรงขับดัน แล้วพัฒนาความสามารถในการใช้เรดาร์ของหน่วยเจ้าให้ชำนาญขึ้นซะ”
แต่เผ่ายักษาที่ไม่รู้ความจริงนั้น สุดท้ายแล้วจึงลงเอยว่า “พวกตนยังใช้งานเรดาร์ได้ไม่ชำนาญพอ” ไปแทน
“หลังจากนี้จะเอายังไงต่อดีครับท่าน? จะให้กองทัพของข้าไปยึดป้อมไกอากลับมาตามแผนการเดิมมั้ยครับ? ”
ขุนนางแคนตาลูปเสนอตัวเองออกรบด้วยแววตาที่แข็งกร้าว
จากเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ทำให้เขารู้สึกว่าเกียรติของเผ่ายักษากำลังถูกหยามหน้า และอยากที่จะเอาคืนด้วยชัยชนะ
“... บุกนะบุกแน่นอน แต่ยังไม่ใช่เวลา”
ขุนนางแอปเปิ้ลเอยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“มาเรียพลัม เจ้าบอกว่าเห็นศัตรูกระโดดร่มลงมาจากร่างอสูรเหล็กที่บินบนฟ้าเป็นจำนวนมากใช่มั้ย? ”
“ใช่ค่ะ”
“งั้น---”
ขุนนางแอปเปิ้ลกางแผนที่ลงบนโต๊ะ พร้อมกับวางก้อนหินที่แทนตัวเหล่าขุนนางทั้งสิบของเผ่ายักษาลงไป
“แนวเทือกเขาทางเหนือคือที่ซ่อน ดังนั้นพวกเราจะแบ่งกำลังออกไปเพียงสองหมื่นตามจำนวนอสูรปีกครึ่งหนึ่งที่มีในปัจจุบัน”
หมากหินสีดำทั้งหมดสี่ก้อนได้ถูกวางแยกออกมา
“พวกเจ้า บานา แครอท อเมริคานา และแมงโก จงนำทัพอสูรปีกจำนวนสองหมื่นไปบุกโจมตีที่นี่ซะ”
หมากที่ขุนนางแอปเปิ้ลวางลงไปคือเมืองหลวงของศัตรู
“พวกเราจะเลียนแบบศัตรู ไม่จำเป็นต้องบุกตามตรอกออกทางประตูอีกต่อไป จงบินลัดข้ามท้องฟ้า แล้วไปถล่มเมืองหลวงของพวกมันซะ! ”
ขุนนางแอปเปิ้ลชำเลืองสายตาไปทางราชาดูเรียน
ใบหน้าใต้หน้ากากนั้นยังคงหายใจได้นิ่งสงบดุจภูผา ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยกับแผนการของนักปราชญ์แอปเปิ้ล
“ส่วนวิธีปกปิดหลอกเรดาร์ของศัตรู พวกเจ้าจงบินอ้อมไปตามแนวสันเขาด้านหลังไปที่เมืองมันซะ ถึงไม่รู้ว่าระบบเรดาร์ของพวกมันจะเหมือนของเผ่าตัวจิ๋วที่ซื้อมาหรือไม่ แต่อย่างน้อยพวกเราก็ทดสอบแล้วว่ามันจะเกิดจุดบอดของเรดาร์ตามแนวด้านหลังสันเขา”
ในตอนนั้นเองที่บานาคิดบางอย่างขึ้นมาได้
แล้วถ้าหากว่าศัตรูมันมีเรดาร์ทรงประสิทธิภาพชนิดที่ว่าตรวจจับวัตถุด้านหลังภูเขาได้ละ?
บางทีอาจจะคิดมากไปเอง แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความเป็นไปได้นั้นเช่นกัน
แต่บานารู้ตัวว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดอะไรนัก และบางทีอาจเป็นแค่ความกังวลมากจนเกินไป สุดท้ายจึงทำเพียงแค่นิ่งเงียบเอาไว้
“ส่วนเจ้าแคนตาลูป ช่วยรออีกยี่สิบวันจนกว่ากลุ่มของแมงโกจะอ้อมแนวสันเขาไปถึงเมืองหลวงศัตรู หลังจากที่ทุกคนประจำตำแหน่งแล้ว เจ้าจงนำทัพไททันหนึ่งแสนนายบุกยึดเอาป้อมไกอากลับมาซะ เจ้าจะเป้นตัวล่อดึงความสนใจของศัตรูเอาไว้ที่แนวหน้า”
ขุนนางแคนตาลูปจะต้องรับบทเป็นตัวล่อเบี่ยงเบนความสนใจในสงครามครั้งหน้า
“ส่วนเจ้าแครอท ระหว่างที่บินอ้อมตามแนวสันเขาไป รบกวนช่วยจับสัตว์อสูรในระหว่างทางมาใช้งานเพิ่ม มันน่าจะดีกว่า หากมีกองทัพอสูรเป็นตัวล่อกระสุนสังหารของศัตรูเอาไว้”
“รับทราบค่ะ”
ขุนนางแครอทตอบรับด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
ฝึกกองทัพอสูรขนาดใหญ่นะหรือ? นี่นะของถนัดของเธอเลยละ
“อีกยี่สิบวัน พวกเราจะทำสงครามตอบโต้เผ่ายักษาน้อยกัน ขอให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมจนกว่าจะถึงวันนั้น แยกย้ายได้! ”
การโต้กลับของเผ่ายักษาได้เริ่มขึ้นแล้ว
ในเวลาเดียวกันที่เมืองหลวงของเผ่าอาร์โธร์โพดา
“ถึงเหล่าอัศวินของข้า”
นางพญาของเผ่า องค์ราชินีทั้งห้ากำลังพูดปราศรัยอยู่ต่อหน้ากองกำลังนับล้านของตนเองพร้อมกัน
“ได้เวลาที่พวกเราจักขอทวงคืนแผ่นดินเบื้องบนแล้ว”
เสียงของเหล่านางพญาดังก้องไปทั่วหลุมใต้ดิน จนไม่จำเป็นต้องพึ่งคลื่นสมองสั่งการใด ๆ
เหล่านักรบที่สวมเกราะรุ่นใหม่เช่นเดียวกับของสเลบ ได้ปรากฏสู่สายตาที่ห้องโถงกว้าง
ชุดสีขาวพร้อมดาบและหอกอันคมกริบ ต่างถูกถือแนบกายเป็นระเบียบราวรูปปั้น
บรรยากาศภายในเวลานั้นราวกับถูกหยุดนิ่งเอาไว้
ประดุจหนึ่งฉากระดมพลครั้งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยทหารหาญจำนวนมากซึ่งทอดตัวยาวไปจนสุดขอบฟ้า
พวกเขาไม่หวั่นความตาย มีความสามัคคีพร้อมเพรียงยิ่งกว่าเผ่าใด ๆ
มีคมเขี้ยวอันทรงพลัง เคลื่อนไหวในดินได้อย่างอิสระเสรีดั่งผืนทะเล
เผ่าที่ในอดีตเคยเกือบได้ชัยชนะมาจากทุกเผ่าพันธุ์ แลละเป็นผู้นำของสงคราม
“กองทัพอาร์โธร์โพดาของข้า---”
กองทัพอาร์โธร์โพดาได้กลับเข้าสู่สงคราม
และเป้าหมายของพวกเขามีแค่เผ่าเดียวเท่านั้น
“เคลื่อนทัพได้! ”
นั่นคือเผ่า [มนุษย์] ผู้อหังการเหล่านั้น
ดูเหมือนว่าศึกสงครามหลังจากนี้ เผ่ามนุษย์จะกลายเป็นฝ่ายที่ถูกทุกเผ่ารุมโจมตีแทนเสียแล้ว