เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผู้หญิงที่อยู่ข้างโมเจิ้งตงก็กลับมาโกรธเป็ฟืนเป็ไฟอีกครั้ง นางลุกขึ้นและคว้าแขนของซ่งจินเหยาไว้แน่น
“เ้าเป็อะไรของเ้า? เด็กยังนอนไม่ได้สติ เ้ากลับไม่อยู่ดูแลเขา จะรีบไปไหนนักหนา?”
ซ่งจินเหยาจ้องมองนางแล้วกล่าวตอบ “หมอคนนี้ไม่ได้เื่ ข้าจะพาเจิ้งตงไปหาหมอที่โรงหมอในเมือง”
อย่างไรก็ตาม เกวียนเทียมวัวรับจ้างที่เข้าเมืองนั้นมีเพียงรอบเช้าและรอบบ่าย นี่ก็เลยเวลามาแล้ว หากซ่งจินเหยา้าพาโม่เจิ้งตงเข้าเมือง นางคงต้องไปขอยืมเกวียนของใครสักคนมาใช้แทน
นางไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านตุ้นเจีย ทั้งยังกังวลว่าจะเสียเวลาไปกับการต้องไปขอยืมเกวียน จึงคิดว่าไปที่ทุ่งปศุสัตว์โดยตรงน่าจะดีกว่า
แม้ว่าโม่หงเชินจะไม่อยู่ที่นั่น แต่ก็ต้องมีใครสักคนที่ดูแลแทนอยู่ และพวกเขาจะไม่เพิกเฉยต่ออาการของโม่เจิ้งตงอย่างแน่นอน
อีกด้านหนึ่ง หมอผู้นั้นบันดาลโทสะกับวาจาของซ่งจินเหยา “เ้าหมายความว่าอย่างไร? หาว่าข้าเป็หมอไม่ได้เื่ แล้วตัวเ้าเองประเสริฐนักหรือไง? เลี้ยงเด็กประสาอะไร ปล่อยปละละเลยพวกเขาเช่นนี้ ดูสิดู พวกเขาผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ไหนจะรอยช้ำขนาดใหญ่บนใบหน้าของเขาอีก…”
"ท่านน้า..."
เมื่อลืมตาตื่นและได้ยินเสียงคน โม่เจิ้งตงก็ขมวดคิ้ว พลางร้องเรียกด้วยเสียงแ่เบา
ซ่งจินเหยาไม่สนใจคนอื่น ๆ นางหยิบถ้วยขึ้นมา ป้อนน้ำให้โม่เจิ้งตงดื่ม “เ้ารอก่อนนะ ข้าจะไปหาเกวียนมาพาเ้าไปโรงหมอ”
แม้นางจะอ่อนโยนและระมัดระวัง แต่ในสายตาคนอื่น มันก็เป็เพียงการแสดงตบตาเท่านั้น
เนื่องจากพวกเขาเห็นกับตาว่าเด็กทั้งสองต้องทำงานหนักตลอดทั้งเช้าบ่าย กระทั่งโม่เจิ้งตงเป็ลมหมดสติ แถมยังมีรอยตบที่เด่นชัดบนใบหน้าอีกด้วย
หากจะบอกว่าซ่งจินเหยาไม่ได้ทารุณกรรมเด็ก ๆ ก็ไม่มีใครเชื่อแม้แต่คนเดียว
ในเมื่อเด็กชายได้สติแล้ว ซ่งจินเหยาจึงขอให้ทุกคนออกไป แม้ว่าพวกเขาจะยังเดือดดาลไม่หาย แต่ก็ไม่อาจรั้งรออยู่ต่อได้อีก
ซ่งจินเหยารีบวิ่งไปที่ทุ่งปศุสัตว์ทันที อาเซ่าใมากเมื่อได้ทราบเื่ จึงรีบเรียกคนมาทันที
“ที่โรงแล่เนื้อยังมีเกวียนอยู่กี่เล่ม?”
ใครบางคนตอบว่า “เกวียนของคนอื่น ๆ ออกไปกันหมดแล้ว แต่เกวียนของหูจื้อเพิ่งกลับมา”
เมื่อได้ยินชื่อ 'หูจื้อ' อาเซ่าก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ แต่เพราะเป็เื่เร่งด่วน จึงหันไปบอกกับซ่งจินเหยา “ข้าจะให้หูจื้อพาเ้ากับลูกไปที่นั่น”
อย่างไรก็ตาม การพูดคุยของอาเซ่าดูเหมือนจะไม่ค่อยราบรื่นเท่าไรนัก เสียงโต้เถียงของพวกเขาดังมาถึงที่ที่ซ่งจินเหยายืนอยู่
“ข้าขับเกวียนรับจ้างส่งของ เฉพาะเมื่อได้เงินตอบแทนเท่านั้น อย่างอื่นข้าไม่รับ!”
อาเซ่าไม่พอใจอย่างมาก “ลูกของอาเชินอาการไม่ดี เ้าจะไม่ช่วยได้อย่างไร? ไหน ๆ วันนี้เ้าก็ส่งของเสร็จแล้ว พาเจิ้งตงไปส่งที่โรงหมอหน่อยเถอะ!”
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ทำ!”
ซ่งจินเหยาร้อนใจอย่างมาก และแปลกใจที่หูจื้อไม่ยอมให้ความร่วมมือ —เขาจะไม่สนใจลูกของเ้านายได้อย่างไรกัน?
ซ่งจินเหยาเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมาแล้ว นางไม่รอให้อาเซ่าโต้แย้งอีกต่อไป ก้าวออกไปข้างหน้าและพูดเสียงเ็า “หากเขาไม่เต็มใจก็ช่างเถอะ อาเซ่า ช่วยดูหน่อยได้หรือไม่ว่ามีใครที่พอจะขับเกวียนพาข้ากับเจิ้งตงไปได้บ้าง?”
อย่างไรเสียรถเกวียนนี้ก็เป็ของโรงแล่เนื้อ ขอเพียงมีคนเต็มใจที่จะขับให้ก็พอ
“ใครบอกว่าเกวียนของข้าจะให้คนอื่นเอาไปใช้ได้ตามใจ?”
หูจื้อทำหน้าโกรธขึ้ง แต่เมื่อหันกลับไปเห็นซ่งจินเหยา ดวงตาของเขาก็เป็ประกาย ยืนตะลึงตาค้างมองนางอยู่อย่างนั้น
ทว่าซ่งจินเหยาไม่ได้ชายตามองเขาเลย นางเพียงถามอาเซ่าว่า “รถเกวียนนี้ไม่ใช่ของโรงแล่เนื้อหรือ?”
"ใช่…"
ก่อนที่อาเซ่าจะทันได้ตอบ หูจื้อก็รีบพูดแทรก
“ใช่ ๆ ๆ มันคือรถเกวียนของโรงแล่เนื้อ ข้าเป็คนขับเกวียนส่งของเอง ข้าชื่อว่าหูจื้อ เป็คนดูแลที่นี่”
น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็ร่าเริงและกระตือรือร้นขึ้นมาทันที แตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวหน้ามือกับหลังมือ
ซ่งจินเหยาเกลียดความกระตือรือร้นและความเป็มิตรเกินเหตุนี้ของเขามาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาใส่ใจ นางสนใจเพียงการพาโม่เจิ้งตงไปที่โรงหมอเท่านั้น
หูจื้อยกมือขึ้นมาทุบอกตัวเองอย่างมั่นใจ “วางใจเถอะ ข้าขับเกวียนเร็วและมั่นคง จะพาเ้าไปที่นั่นเดี๋ยวนี้”
ซ่งจินเหยาเดินตามเขาไปที่รถเกวียน ต้องย้อนกลับไปที่บ้านตระกูลโม่เพื่อรับโม่เจิ้งตงก่อน
ขณะที่เกวียนเคลื่อนออกไป อาเซ่ายังคงมีสีหน้าวิตกกังวล ชายหนุ่มที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวพลางเกาศีรษะ
“อาเซ่า เราจะปล่อยให้พี่สะใภ้ไปกับเ้าหูจื้อผู้นี้จริงหรือ? เขาเป็พวกเห็นสาวงามเป็ไม่ได้ ข้าเคยได้ยินมาว่า…”
อาเซ่าจ้องมองเขาตาเขม็ง “พูดอะไรน่ะ? เ้าก็รู้ว่านางเป็พี่สะใภ้ของเ้า จะมาพูดจามั่ว ๆ แบบนี้ได้ยังไง?”
ชายหนุ่มโบกไม้โบกมือเป็พัลวัน “ข้าไม่ได้หมายถึงพี่สะใภ้ ข้าหมายถึงเ้าหูจื้อนั่นต่างหาก...อาเซ่า ท่านอาจไม่รู้เพราะอยู่แต่ในโรงแล่เนื้อตลอดเวลา แต่หูจื้อเคยเอาชื่อของพี่เชินไปก่อเื่เมื่อปีกลาย ไปพัวพันกับสตรีที่แต่งงานแล้ว เกือบทำให้เกิดเื่อื้อฉาวครั้งใหญ่!”
“หากเขากล้าทำแบบนั้นจริง ๆ เ้าคิดว่าอาเชินจะเก็บเขาไว้หรือไม่?”
อาเซ่าที่มีงานล้นมือ เมื่อกล่าวจบก็กลับเข้าไปข้างในทันที
ชายหนุ่มได้แต่บ่นพึมพำ “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เ้าหูจื้อนั่นก็หล่อพอใช้ได้ มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แถมยังรู้วิธีเอาใจสาว ๆ หากพี่สะใภ้เกิดเหงาและลงเอยกับเขาขึ้นมา…”
เฮ้อ! อย่าไปคิดถึงเื่นั้นดีกว่า
…
ซ่งจินเหยานั่งอยู่บนรถเกวียน คิดคำนวณเวลาอยู่ในใจ แม้จะเดินทางได้รวดเร็วขึ้น แต่หลังจากเสร็จธุระที่โรงหมอในเมืองแล้ว นางก็คงกลับมาไม่ทันเวลาทำอาหารเย็น
โม่เจิ้งหนานยังเด็กเกินไป ทั้งยังต้องดูแลโม่ซีซีด้วยอีกคน
เช่นนั้น นางน่าจะต้องไปหากุ้ยเซียงและขอให้นางช่วยดูแลเด็กทั้งสองคนสำหรับมื้อเย็นวันนี้ แล้ววันรุ่งขึ้นค่อยทำขนมอบเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปให้นางเป็การขอบคุณ
ขณะขับเกวียนไป หูจื้อก็เอ่ยถามขึ้น “ขอถามหน่อยเถอะ แม่นาง เ้าชื่อแซ่ว่าอะไรหรือ?”
ตามหลักแล้ว แม้ซ่งจินเหยาและโม่หงเชินจะยังไม่ได้แต่งงานกันอย่างเป็ทางการ แต่ในสายตาของคนอื่น นางถือเป็สตรีของเขาโดยพฤตินัยแน่นอนแล้ว
ก็เหมือนกับสตรีที่ต่อว่านางเมื่อเช้านี้ แม้จะไม่ชอบและรังเกียจเดียดฉันท์เพียงใด แต่ก็ยังเรียกนางว่า 'ภรรยาของอาเชิน'
ไม่มีใครเรียกนางว่า 'แม่นาง' แล้วนับประสาอะไรกับการถามชื่อแซ่
แต่ซ่งจินเหยามีเื่กังวลอยู่ในใจ จึงไม่ได้สังเกตและตอบไปอย่างไม่ใส่ใจ “แซ่ซ่ง”
“อา~...แม่นางซ่งนี่เอง ข้าไม่เคยคิดเลยว่าหญิงสาวที่สะสวยงดงามเช่นเ้า จะมาลงเอยในหมู่บ้านที่ทุรกันดารเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายจริง ๆ"
ซ่งจินเหยาไม่ได้จับใจความในสิ่งที่เขา้าจะสื่อ นางแค่ขมวดคิ้วถามว่า “ท่านขับเร็วกว่านี้หน่อยได้หรือไม่? เจิ้งตงไม่สบาย เขาต้องรีบไปพบหมอ”
หูจื้อเหลือบมองนางด้วยแววตาอันมืดมัว เขาเอาแต่คิดว่า สตรีผู้นี้ช่างงดงามจับใจ ทว่านางกลับไปลงเอยกับเ้าท่อนไม้โม่หงเชินเสียได้? ชายผู้นั้นจะโชคดีเกินไปแล้ว
เขาเคยได้ยินเื่ราวของโม่หงเชินว่า สตรีที่เขาหมายปอง จู่ ๆ ก็ปฏิเสธการแต่งงานกับเขาอย่างกะทันหัน ใครจะคิดว่าผ่านไปไม่นาน จะมีสตรีอีกคนมารับ่แทน
เดิมที เขาคิดว่าใครก็ตามที่ยอมแต่งงานในสถานการณ์เช่นนี้ คงเป็ได้เพียงสาวบ้านนอกหน้าตาอัปลักษณ์สักคนหนึ่ง
จนกระทั่งวันนี้ที่เขาได้เห็นนาง…
หูจื้อรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงขึ้นทุกที หากสาวงามผู้นี้ตกเป็ของเขา การได้กอดนางทุกเช้าค่ำคงทำให้สุขใจเหมือนได้ขึ้น์
ซ่งจินเหยาไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ หลังจากกลับมาถึงบ้าน นางก็ไปที่บ้านของกุ้ยเซียงก่อนเพื่อฝากให้ช่วยดูแลโม่เจิ้งหนานและโม่ซีซี จากนั้นก็พาโม่เจิ้งตงขึ้นเกวียน
ใบหน้าของโม่เจิ้งตงยังคงซีดเซียว ดูเหมือนเขาจะกังวลเื่เงินจ่ายค่าหมอ จึงกระซิบเสียงแ่ “ข้าไม่เป็ไรขอรับ...แค่พักผ่อนสักหน่อยก็หาย ท่านไม่จำเป็ต้องลำบากทำแบบนี้”
“เื่สุขภาพ จะบอกว่าลำบากได้ยังไง?” ซ่งจินเหยากล่าวปลอบใจเขา “เมืองอยู่ไม่ไกล เ้าไปตรวจดูสักหน่อย ทุกคนจะได้สบายใจขึ้น”
กล่าวจบ นางพินิจมองใบหน้าของโม่เจิ้งตงอย่างละเอียด “รอยบนหน้าเ้ายังไม่ดีขึ้นเลย แปลกจริง ไว้เราให้ท่านหมอช่วยตรวจไปพร้อมกันเลยดีกว่า จะได้หายาดี ๆ ให้เ้าทา”
.
.
.