นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 195 องค์นางพญา

        ตอนที่ 195 องค์นางพญา

         

         

        ‘องค์นางพญาช่างงดงามยิ่งนัก ภายใต้นภานี้ท่านคือสิ่งที่สวยงามที่สุด’

         

        ‘องค์นางพญาแบ่งเขตการปกครองด้วยความเป็นธรรม’

         

        ‘อาหารที่องค์นางพญาแจกจ่ายช่างเลิศรส’

         

        ‘ร่มเงาพำนักที่องค์นางพญาจัดหาให้ช่างสุขสบาย’

         

        ‘ความรักที่องค์นางพญามอบให้นั้นเป็นนิรันดร์กาล’

         

        ‘ทุกสิ่งที่องค์นางพญามอบให้ เรายินดีตอบแทนด้วยชีวิต’

         

        ‘องค์นางพญาปรารถนาขอบเขตที่สูงล้ำขึ้นไป’

         

        ‘องค์นางพญาปรารถนาการรักษาสายเลือดอันสูงส่ง’

         

        ‘องค์นางพญาปรารถนาเขตแดนอันไร้ศัตรู’

         

        ‘สตรีแห่งไฟต้องมอดม้วยมรณา’

         

        ยามเริ่มต้นของเรื่องราวนั้นคือการบอกเล่าเหตุการณ์อย่างคร่าว ๆ ที่เกิดขึ้นหลายร้อยปีก่อน ต่างจากบันทึกของไฟกัลป์เพียงแค่มุมมองของผู้เขียนเรื่องราวนี้คือฝั่งนางพญาผึ้งพฤกษา

        สงครามกวาดล้างนั้นกินเวลายาวนานหลายร้อยปีและจบลงเมื่อไม่กี่ร้อยปีนี้เท่านั้น ประวัติศาสตรืหลายส่วนนั้นสูญหายไปตามเวลา

         

        ผู้บันทึกเรื่องราวนี้เห็นได้ชัดว่ารักและเคารพตัวนางพญาผึ้งพฤกษามากเพียงไร มากจนน่าแปลกใจว่าเรื่องที่เธอควบคุมทั้งกองทัพด้วยความสามารถของเธอนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่

         

        “เป็นความนับถือที่น่ากลัวอยู่นะครับ อย่างกับลัทธิเลย” เพชฌฆาตพูดขึ้นมาหลังจากที่พวกเขานั่งอ่านเรื่องราวด้วยกัน

         

        “เหมือนกับพวกคลั่งศาสนาในสมัยก่อนเลยค่ะ พวกที่เชื่อว่าพระเจ้าสั่งให้สังหารคน ไร้สาระที่สุด” เลโอพูดอย่างไม่พอใจนัก ในฐานะนักบวชของศาสนาที่สอนให้ศรัทธาในตนและความรู้แล้ว คนที่นำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำร้ายคนอื่นนั้นคือพวกที่เธอเกลียดที่สุด

         

        ไม่มีใครแปลกใจกับความคิดของเหล่าสัตว์อสูรพวกนี้นัก หนึ่งความคิดที่ค่อนข้างแพร่หลายยามที่ไฟกัลป์ชนะสงครามกวาดล้างนั้นคือ สัตว์อสูรหลายตัวไม่ยินดีเข้าร่วมสงครามด้วยซ้ำไป เป็นเพราะนางพญาผึ้งพฤกษามีความสามารถล้างสมองต่างหาก เหล่าสัตว์อสูรจึงยินดียินยอมถวายชีวิตเช่นนั้น

         

        ในสงครามกวาดล้างนั้น สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของเหล่าสัตว์อสูรนั้นมีอยู่เพียงสองอย่าง หนึ่งคือจำนวนที่มากมายมหาศาล แม้ฝั่งไฟกัลป์จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาส สมาคมนักผจญภัย และจักรวรรดิมาลาไค หากเมื่อเทียบกับจำนวนสัตว์อสูรแล้วอาจต้องเรียกได้ว่าทหารหนึ่งนายของไฟกัลป์ต้องรับมือกับสัตว์อสูรนับสิบตัว

         

        การสนับสนุนมากมายเหล่านั้นไม่ได้มากมายถึงขนาดร่วมเป็นร่วมตาย จะอย่างไรแต่ละขุมกำลังก็ให้การสนับสนุนเพียงเพราะให้เกียรติสตรีแห่งไฟผู้ขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว

         

        แม้จะมีจำนวนน้อยกว่าและโดยพื้นฐานแล้วสัตว์อสูรมักจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ในระดับที่เท่าเทียมกัน แต่ที่ไฟกัลป์ยังคงมีเปรียบนั้นเป็นเพราะจำนวนของผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูง สัตว์อสูรมีผู้ขีดเขียนชะตาระดับสูงไม่มากนัก ต่างกับเผ่าทรงปัญญาเช่นมนุษย์ที่ขีดเขียนชะตาได้ง่ายกว่าสัตว์อสูร

         

        ภัยพิบัติที่ขุนนางพันธุ์ผสมประสบพบคือตัวอย่างที่ดีที่สุด เขาถึงกับโดนผู้แสวงวิถีจากฝั่งมนุษย์ถึง 3คนรุมสังหารโดยที่ฝั่งสัตว์อสูรไม่อาจแบ่งกำลังมาช่วย

         

        ยิ่งเพราะการที่นามของสตรีแห่งไฟเทียบชั้นได้กับการสลักไว้ในกาลเวลา  'ไฟ' และสายเลือดแห่งไฟนั้นจึงแข็งแกร่งจนน่าใจหาย

         

        อีกหนึ่งข้อได้เปรียบของสัตว์อสูรนั่นคือการไม่กลัวตาย พวกมันราวกับต่อสู้โดยคาดหวังให้ตนตายในสนามรบกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะพวกระดับล่างอย่างนักสลัก แม้ระดับบนของสงครามฝ่ายมนุษย์จะเป็นผู้กำชัย หากระดับล่างนั้นเกิดความสูญเสียที่ไม่อาจประเมิน

         

        สัตว์อสูรนับสิบตัวเข้ากลุ้มรุมทหารเพียงคนเดียวโดยไม่สนแม้แต่น้อยว่าสหายของทหารคนนั้นกำลังสังหารตน เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ จนความสูญเสียนั้นกลายเป็นเพียงตัวเลข ชีวิตมีค่าเพียงพื้นที่ที่พิชิตมาได้ โลหิตที่หลั่งไหลกลายเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการต่อสู้

         

        และเพราะความไม่กลัวตายนี้เองที่ทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าสัตว์อสูรสมควรถูกบงการ จะอย่างไรพวกมันก็ควรมีสัญชาตญาณที่จะรักษาชีวิตกันบ้าง มิใช่โยนทิ้งเช่นนี้

         

        “สมควรเป็นจริงแล้วล่ะค่ะที่ว่านางพญาผึ้งพฤกษาบงการความคิดได้ เพียงแต่เป็นการบงการโดยการปลูกฝังความเชื่อและให้นับถือตนดั่งทวยเทพ” ฟาง หมิงพยักหน้า

         

        ‘พอนึกถึงแล้วก็น่าขันนัก นั่นคือลมปากและพลังจากวิถีของนางมารนั่น’

         

        ‘แม้เหล่าผู้แข็งแกร่งเฉกเช่นข้าจะไม่ตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดนั้นโดยง่าย หากลูก ๆ ของข้ากลับเป็นได้เป็นเพียงของเล่นในอุ้งมือของนาง’

         

        ‘ส่วนพวกข้านั้นก็โง่เขลา เมื่อเห็นว่านางมารนั่นเข้าใกล้ขอบเขตดั่งทวยเทพนั้นมากเพียงไร พวกข้าก็ได้แต่ยินยอมสวามิภักดิ์’

         

        ‘นางมารให้คำมั่นแก่ข้าว่าจะพาข้าไต่เต้าให้สูงขึ้นไป’

         

        ‘ผู้แสวงวิถีที่มิอาจพบวิถีแห่งตนเช่นข้าและคนอื่นอีกมากมายต่างหลงเชื่อคำพูดนั้น หากก็มิได้ละทิ้งศรัทธาในตน ยึดมั่นว่าพวกข้าย่อมไม่มีทางโดนหลอกใช้’

         

        ‘องค์นางพญาคือผู้กอบกู้อันแท้จริง’

         

        ‘พวกข้ารับรู้ดีว่านางมารนั่นสุดท้ายแล้วก็ต้องกอบโกยผลประโยชน์เพียงผู้เดียว พวกข้าเพียงหวังพึ่งใบบุญนั่นเพื่อค้นพบวิถีของตนเท่านั้น ไม่มีใครยินยอมรอรับความตาย’

         

        ‘ผู้แสวงวิถีเช่นพวกข้านั้นก้าวมาได้ถึงเพียงนี้ พวกข้าย่อมไม่มีทางถูกใช้เป็นเครื่องมือและไม่มีทางต้องมนต์ของนาง’

         

        ‘เพื่อองค์นางพญาแล้ว ดินแดนของไฟกัลป์จะต้องล่มสลาย’

         

        ‘นั่นคือสิ่งที่พวกข้าถูกสั่งให้คิด’

         

        ‘พวกข้าไม่เคยมีอิสระตั้งแต่แรก แม้แต่ความคิดทั้งหมดก็อยู่ภายใต้พลังของนาง’

         

        ‘ผู้เดียวที่คู่ควรกับตำแหน่งทวยเทพมีเพียงองค์นางพญา’

         

        ‘ได้แต่เข้าต่อสู้ราวกับคนบ้า พร่ำบอกตัวเองว่าทั้งหมดที่ทำไปก็เพื่อตัวพวกเราเอง หากท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งจอมปลอม’

         

        ‘วิถีแห่งการบงการ ช่างเป็นวิถีที่โหดร้ายเสียเหลือเกิน’

         

        ส่วนถัดมาของบันทึกนั้นเห็นได้ชัดว่าแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง คราวนี้จากการพร่ำชมและสรรเสริญนางพญาผึ้งพฤกษากลับกลายเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจทั้งหมดออกมา

         

        เป็นเหมือนกับชนวนระเบิดที่ถูกจุดแล้ว ความคิดอันแท้จริงทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในเรื่องราวส่วนนี้

         

        “ย้อนแย้งมากเลยนะครับ เหมือนตอนเขียนไม่ค่อยมีสติเต็มที่นักเลย” โฮโจให้ความเห็น วิธีการเรียงลำดับการเล่าและตรรกะในเรื่องราวนั้นมั่วซั่วไปหมด

         

        “เหมือนกับว่าอยู่ที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นความตาย จิตสำนึกแท้จริงก็เลยหลุดออกมา” อิซึมิเสริม

         

        “สมควรถูกเขียนหลังจากที่ขุนนางพันธุ์ผสมหลบหนีมาได้แล้วเริ่มได้สติแล้วสินะคะ” เลโอพึมพำ

         

        ฟาง หมิงมือสั่นเทาน้อย ๆ ยามที่เธออ่านเรื่องราวนั้น เธอพูดอย่างแผ่วเบา “บงการผู้แสวงวิถีนับสิบ เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปได้จริง ๆ เหรอคะ…”

         

        วิถีแห่งการบงการ…นิทานพึมพำชื่อนี้ในหัว เขารู้สึกว่าคนที่เลือกจะก้าวเดินไปในวิถีนี้ต้องโหดร้ายเพียงไหน

         

        ‘ไพ่ตายใบสุดท้ายของข้าคือการสละร่างหลัก หลอมสร้างจิตวิญญาณเทียมใหม่ในร่าง เพราะเหตุนี้ข้าจึงสามารถหลบหนีออกมาได้ แต่ด้วยจิตวิญญาณดวงใหม่นี้เองที่ทำให้ผลของการบงการจิตเสื่อมสภาพลง’

         

        ‘ยามที่ข้าหลบหนีมาได้ ข้านั้นแตกสลายอย่างแท้จริง ทุกสิ่งที่ข้าเชื่อ ทุกความคิดที่ข้าตัดสินใจ ทุกความยินดีที่ข้ารู้สึก ทุกความทุกข์ระทมที่ข้าเผชิญ ทั้งหมดถูกนางมารนั่นขีดเขียนให้ทั้งสิ้น’

         

        ‘ข้าจะเรียกตนว่าผู้ขีดเขียนชะตาได้อย่างไร? ชะตาของข้าเองมิอาจถูกขีดเขียนได้อีกแล้ว ชะตาของข้าถูกขีดเขียนไปแล้ว โดยนางมารนั่น โดยผู้อื่น’

         

        ‘ข้าเคียดแค้น’

         

        ‘ข้าโกรธา’

         

        ‘ข้าริษยา’

         

        ‘ข้าปรารถนาพลัง’

         

        ‘หากข้าไม่อาจทำอะไรได้อีกต่อไป’

         

        ‘ข้าเพียงขอให้ทุกสิ่งนั้นล่มจมไปทั้งสิ้น จะนางมารนั่น จะดินแดนไฟกัลป์’

         

        ‘จะสตรีแห่งไฟและเหล่าพันธมิตร’

         

        ‘จงล่มจมไปให้หมด’

         

        ช่วงท้ายของเรื่องราวนี้ทำให้นิทานรู้สึกขนหัวลุก เขาครั่นเนื้อครั่นตัวจนรู้สึกเหมือนว่ายามนี้สายตาอันเคียดแค้นของขุนนางพันธุ์ผสม กำลังมองมาทางตนจากยมโลก หวังให้ตนถูกลากตายตกตามกัน

         

        ไม่มีใครพูดอะไร ทั้งหมดล้วนจมจ่อมอยู่กับเนื้อหาของเรื่องราวบนเพดานที่ถ่ายทอดทั้งความโหดร้าย อับจน เคียดแค้น และไร้หนทาง

         

        แม้จะเต็มไปด้วยห้วงอารมณ์บ้าคลั่งเช่นนี้ หากลายอักษรและบรรทัดทั้งหมดยังคงถูกขีดเขียนอย่างบรรจง เป็นส่วนที่แสดงให้เห็นชัดถึงลักษณะนิสัยของขุนนางพันธุ์ผสม

         

        มีเพียงบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่ถูกเขียนด้วยลายอักษรที่บิดเบี้ยวและโยกโย้

         

        ‘ข้านั้นเหลือเวลาไม่มากนัก หากลาคีซยังคงส่งยิ้มให้ข้า ยามข้าขีดเขียนเรื่องราวนี้ ข้าได้รับข่าวที่น่ายินดียิ่ง’

         

        ‘นางมารนั่นสิ้นแล้ว ภายใต้เพลิงกัลป์ของสตรีแห่งไฟ’

         

        ‘สาแก่ใจ สาแก่ใจ สาแก่ใจ!’

         

        ‘สาแก่ใจยิ่งนัก! ขอให้เพลิงกัลป์นั้นแผดเผาดวงวิญญาณอันโสมมของเจ้าไปตลอดกาล!’

         

        ‘ต้องการดินแดนของไฟกัลป์งั้นหรือ ไร้สาระสิ้นดี! ข้ออ้างโหลยโท่ยเช่นนั้นน่ะหรือจะเป็นเป้าหมายของนาง’

         

        ‘จะอย่างไรก็ช่าง นางมารนั่นไม่เจียมตน แผนการทั้งหมดไร้คุณค่าอีกต่อไป ข้าจะรอไปยิ้มเยาะเจ้าที่ดินแดนของทีราน!’

         

        ‘องค์นางพญาจงเจริญ’

         

        เป็นลายอักษรอันบิดเบี้ยวอย่างแท้จริง นิทานไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าใบหน้าของขุนนางพันธุ์ผสมยามขีดเขียนบันทึกนี้เขามีสีหน้าเช่นใด จะเป็นรอยยิ้มบ้าคลั่ง จะเป็นสีหน้าโกรธแค้น หรือจะเป็นน้ำตาแห่งความอัดอั้น

         

        “ดูเหมือนตัวขุนนางพันธุ์ผสมเองก็ไม่ทราบนะครับว่าตกลงทั้งหมดเธอทำไปเพื่ออะไร”

         

        “ทั้งชีวิตถูกบงการให้เข้าร่วมสงครามโดยที่คิดไปเองว่าตนยินดีจะเข้า ถูกบงการให้คิดว่าตนได้ขีดเขียนชะตาของตนเองมาตลอด ท้ายที่สุดแล้วก่อนตายก็ยังไม่อาจจะรู้เสียด้วยซ้ำว่าชีวิตของตนพังทลายถึงเหตุนี้เพื่ออะไร”

         

        “โหดร้ายจนไม่น่าเชื่อเลยนะครับ วิถีเช่นนี้สมควรอยู่บนมหาทวีปแห่งนี้จริงเหรอ” เพชฌฆาตขมวดคิ้ว

         

        ไม่มีใครตอบคำถามของเขา หากทุกคนกลับมีคำตอบของตนเองในใจอยู่แล้ว เป็นคำตอบที่ไม่ซ้ำกับใครหรือขึ้นอยู่กับอะไรทั้งสิ้น เพียงกลั่นออกมาจากจิตวิญญาณในฐานะผู้ขีดเขียนชะตาเท่านั้น

         

        ไม่ว่าชะตาจะเป็นแบบไหน โหดร้ายหรือดีงาม สวยสดหรืออัปลักษณ์ แข็งแกร่งหรืออ่อนแอ ท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่สามารถขีดเขียนชะตาของตนได้

         

        กฎพื้นฐานที่สุดของโลกใบนี้ยังคงอยู่เสมอมาแม้จะผ่านมานานกี่ยุคสมัยพันอสงไขย แม้จะมีกฎหมายหรือข้อบังคับทางสังคมเพียงไรเกิดขึ้นระหว่างทาง สิ่งที่พื้นฐานที่สุดก็ยังคงมีอยู่เสมอมา

         

        กฎแห่งป่า ผู้ที่แข็งแกร่งคือผู้ที่อยู่รอด ไฟกัลป์ลุกโชนขึ้นในจิตวิญญาณของทุกคนในที่นี้


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน