บทที่ ๑๘
เมียทาสผู้น่าสงสาร
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
เสียงไม้หวายที่อยู่ในมือของอีอยู่เงื้อมขึ้นฟาดเข้าที่แผ่นหลังนวลเนียนของเอื้อมจันทร์ อีอยู่นั้นเป็ทาสรับใช้วัยสี่สิบห้าปี คนสนิทของคุณศรีสุดา
“อึ่ก ฮึกๆ”
เสียงร้องไห้สะอื้นของเอื้อมจันทร์ดังอยู่ไม่หยุดท่ามกลางสายตาของทาสทั้งเรือนที่ต่างมองด้วยความเวทนาสงสาร
คุณศรีสุดาเองไม่ได้อยากจะทำเช่นนี้ แต่เอื้อมจันทร์เป็คนสารภาพเองว่าจงใจสาดน้ำใส่เมียสองอย่างคุณแก้ว
คุณแก้วในทรงผมดอกกระทุ่ม ผ้าคาดเกาะอกสีขาวกับโจงกระเบนสีแดงเืหมูยกแขนขึ้นกอดอกแล้วยิ้ม ข้อมือเรียวเล็กมีกำไรทองอันใหญ่ คอระหงสวมสร้อยคอทองคำมีจี้เล็กๆเป็บุษราคัม
“สมน้ำหน้าอีเอื้อมจันทร์ เอ็งคิดอยากจักลองดีเองก็ช่วยไม่ได้”
“คุณแก้วเ้าขา...อีกประเดี๋ยวคุณหลวงก็จะกลับจากราชการแล้ว พอก่อนดีไหมเ้าคะ”
อีย้อย ทาสสาววัยยี่สิบแปด ผู้รับใช้คนสนิทของคุณแก้วเอ่ยขึ้น กลัวว่าจะจับได้ว่านี่เป็การกลั่นแกล้งและกระทำเกินเหตุ
“กูยังสนุกอยู่เลยอีย้อย อยากจะอยู่ดูอีกสักหน่อย”
ริมฝีปากสวยได้รูปหยักยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นเมียทาสผู้น่าสงสารโดนโบยจนหลังลาย
ร่างกายของเอื้อมจันทร์ในตอนนี้แทบจะทนไม่ไหวกับแรงหวายที่ถูกเหวี่ยงลงมาบนหลังนวลเนียน แผ่นหลังบางเต็มไปด้วยรอยแดงและเืที่ไหลซึมออกมา
เมื่อถูกโบยจนครบจำนวนก็ถูกปล่อยตัว
เอื้อมจันทร์คุกเข่าอยู่ตรงนั้นไม่มีแรงแม้แต่จะก้าวเดิน ป้าสายมองด้วยสายตาเวทนาก่อนจะมาช่วยประคองตัวขึ้น
“ไป..เดี๋ยว ข้าจะทายาให้เองอีจันทร์เอ๊ย”
ป้าสายได้แต่มองด้วยความสงสารก่อนจะประคองตัวเอื้อมจันทร์เดินไปยังเรือนทาสและนำยามาประคบที่แผ่นหลังให้
ทางด้านคุณหลวงภูเทพ จักรภูพิเบศ เมื่อกลับมาจากราชการแล้วก็นั่งเรือกลับมาที่เรือน เทียบท่าที่ด้านหลังเรือนซึ่งมีท่าน้ำแล้วก็เดินมาพร้อมบ่าวคนสนิทอย่างไอ้มั่น
คุณหลวงเดินเข้ามาภายในเรือนก็พบกับศรีสุดาและคุณแก้วนั่งรออยู่ที่กลางเรือนเพื่อเตรียมจะกินข้าวในมื้อเย็น แต่ไร้ซึ่งทาสสาวอย่างเอื้อมจันทร์ที่ตอนนี้ถูกแต่งตั้งให้เป็เมียกลางทาสี
“เอื้อมจันทร์ไปไหนเสียล่ะ...ปกติก็จะมารอที่นี่”
ดวงตาคู่คมจ้องมองไปทั่วแต่ก็ไม่พบร่างบางที่แสนจะคุ้นเคย
“อี เอ๊ย เอื้อมจันทร์ไม่สบายเ้าค่ะคุณพี่ อาจจะต้องละเว้นการดูแลรับใช้คุณพี่ไปสักพักนะเ้าคะ”
“ไม่สบายงั้นรึ? เมื่อวานยังขึ้นมาบนเรือนใหญ่ได้อยู่เลย”
ดวงหน้าแกร่งเกิดความสงสัย เมื่อวานยังปรนนิบัติรับใช้เขาอย่างดีอยู่ภายในเรือนนอน พอมาวันนี้จะไม่สบายได้อย่างไรกัน?
“อากาศผันเปลี่ยน ลมหนาวพัดมาก็อย่างนี้แหละเ้าค่ะคุณพี่”
คุณศรีสุดาที่กำลังอุ้มเด็กชายภพอยู่บนตักคลี่ยิ้มขึ้น เื่ภายในบ้านที่ไม่ได้สำคัญอะไรไม่ควรจะเอาไปแจ้งคุณหลวงผู้เป็ประมุขของเรือนใหญ่ให้ทราบ เพราะจะทำให้หนักอกหนักใจได้
“เห็นที...ข้าคงต้องไปเยี่ยมมันสักหน่อย”
ทั้งที่เพิ่งจะเดินขึ้นเรือนมาแท้ๆ แต่ก็ตั้งท่าจะเปลี่ยนทิศเดินกลับไปทางเรือนทาสเพื่อจะไปเยี่ยมเยียนเอื้อมจันทร์เมียคนที่สาม แต่แล้วก็โดนคุณแก้วขัดเอาไว้เสียก่อน
“คุณพี่เ้าขา...คุณพี่ไม่ได้มาหาข้านานแล้วนะเ้าคะ ข้ารอคุณพี่อยู่ที่เรือนหลังเล็กทุกวัน...”
พูดพร้อมกับจ้องมองดวงตาคู่คมนั้นด้วยสีหน้าแววตาเย้ายวน บ่งบอกให้รู้ว่า้ามากแค่ไหน
ภูเทพเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกหนักใจ มันเป็อย่างที่คุณแก้วว่าจริงๆ ั้แ่ได้กับเอื้อมจันทร์เขาก็ละเลยเมียคนนี้ไปมาก
ขาแกร่งที่กำลังจะเดินไปทางเรือนทาสก็ชะงักลง
“อืม จริงอย่างน้องว่า...งั้นคืนนี้เดี๋ยวพี่จะไปนอนกับเอ็งแล้วกันนะแก้ว”
“ขอบพระคุณเ้าค่ะคุณพี่ คุณพี่มากินข้าวกันดีกว่านะเ้าคะ ข้าตั้งสำรับรอเอาไว้แล้ว...วันนี้ข้าลงครัวทำแกงกะทิสายบัวให้คุณพี่เ้าค่ะ”
ส่วนทางด้านของเอื้อมจันทร์ก็นอนซมจับไข้อยู่อย่างนั้น ป้าสายคอยประคบหลังเอาไว้ให้แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ทุเลาความเจ็บลงเลย
“เฮ้อ อีจันทร์นะอีจันทร์ ได้เป็เมียคุณหลวงท่านแท้ๆ แทนที่จะได้สบาย กลับตกที่นั่งลำบากเสียอย่างนั้น”
มองคนตัวเล็กที่นอนแน่นิ่งไปก็ได้แต่คิดอนาถใจไป ปกติเรือนหลังนี้ที่ปกครองโดยคุณหลวงภูเทพจะไม่ค่อยมีการโบยเกิดขึ้น เรียกได้ว่านานทีปีหนจะเกิด...กรณีของเอื้อมจันทร์มันไม่ใช่ปกติเลยสักนิด
มันคือการใส่ร้ายซึ่งเกิดจากความอิจฉาริษยาชัดๆ
ภูริชตื่นนอนขึ้นมาด้วยหัวใจที่ไม่ค่อยจะสดใสสักเท่าใด ผู้หญิงคนนั้น...
“ทำไมเธอ...น่าสงสารอย่างนี้นะ”
ความฝันที่ยืดยาวของเขาเกี่ยวกับผู้คนในเรือนหลังนี้ หญิงสาวที่เป็ทาสในเรือนหลังนี้อยู่อย่างทุกข์ทรมาน
เขามองไปรอบๆห้องซึ่งตอนนี้มีคนตัวเล็กนอนหลับปุ๋ยอยู่ด้านข้าง ไม่รู้เื่รู้ราวอะไรเลย
“ใบบัว ใบบัว!”
เขาพยายามปลุกเธอแต่เธอก็ไม่ตื่น ทั้งที่วันนี้ปิดหน้าต่างและเปิดแอร์แต่ทำไมกลับรู้สึกว่ามีลมปริศนาพัดปลิวไปมารอบตัวของภูริชที่ลุกขึ้นนั่งแล้วพิงหัวเตียงอยู่ก็ไม่รู้ในตอนนี้
‘คุณหลวงเ้าขา...บ่าวดีใจเหลือเกินที่คุณหลวงยังไม่ลืม คุณหลวงยังไม่ลืมบ่าวใช่ไหมเ้าค่ะ..’
น้ำเสียงยานคางลอยมาตามลม...เสียงของผีเอื้อมจันทร์
“ใครน่ะ?”
“...”
“ฉันถามว่าเธอเป็ใคร!?”
ภูริชะโลั่นทั่วห้อง แต่ก็แปลกที่ใบบัวไม่ยักตื่น
‘คุณหลวงเ้าขา...ข้าไงเ้าคะ ข้าเอื้อมจันทร์ เมียของคุณหลวง...’
“เมีย!? ผู้หญิงคนนั้นเหรอ!?”
ภูริชะโถามกลับไป แต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ เขาได้แต่หนักใจและมองคนที่นอนอยู่ด้านข้าง
“มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของกูวะเนี่ย”
ภูริชตั้งคำถามกับตัวเองพร้อมกับส่ายหน้าไปมา
เช้าวันต่อมา
เช้านี้ใบบัวตื่นขึ้นมาแล้วตั้งสำรับจัดเอาไว้ให้ โดยอาหารที่ทำในวันนี้คือทอดมันปลากราย ต้มจืดเต้าหู้ไข่ ผัดพริกแกงหมูใส่ถั่วฟักยาว
อาหารถูกจัดมาไว้ที่กลางเรือนซึ่งมีโต๊ะตัวเตี้ยและพื้นยกระดับไม้ มันเหมือนกับในฝันของภูริชทุกอย่างเลย เปลี่ยนไปแค่อาหารการกินและจานชามที่อาจจะดูทันสมัยขึ้นกว่าเดิม
เขาเงยมองหน้าใบบัว ผู้หญิงคนนั้นคือใครกันนะ ใบบัวอยู่ที่นี่มาั้แ่เล็กจะรู้จักไหม?
“เป็อะไรไปคะคุณภู จ้องหน้าหนูอยู่นั่นแหละ”
“ใบบัว...วันนี้อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิ”
“เอ๋ จะดีเหรอคะ”
ปกติตอนเช้าเธอมักจะทานอาหารกับปู่มิ่งและปล่อยให้ภูริชได้ทานคนเดียว เพราะเขาเป็เ้านายจะมานั่งร่วมโต๊ะกันทุกวันมันก็ดูไม่เหมาะสม ไม่ได้เป็แฟนกันสักหน่อยนี่
“อืม...กินด้วยกันเนี่ยแหละ บอกปู่มิ่งไปว่าฉันอยากมีเพื่อนกินข้าว”
“ก็ได้ค่ะ...”
ร่างเล็กนั่งพับเพียบลงตรงข้ามกับภูริช ตักข้าวใส่จานให้เขาและก็ตักข้าวใส่จานให้ตัวเองด้วยเช่นกัน
“เธออยู่ที่นี่มาั้แ่เด็กใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ ก็ถ้าจำไม่ผิดก็ั้แ่แปดขวบละมั้ง คุณภูมีอะไรหรือเปล่าคะ”
ร่างเล็บหยิบช้อนส้อมและช้อนขึ้นมาเตรียมทานข้าว
“เคยเห็นผีผู้หญิงที่นี่หรือเปล่า?”
เคร้ง มือเล็กที่หยิบช้อนกับช้อนส้อมอยู่ถึงกับทำหล่นลงไปกระทบกับจานกระเบื้องสีขาว ใบหน้าสวยเงยขึ้นมองเขาแล้วทำตาโต
“คุณภูถามอะไรคะเนี่ย?”
ใจดวงน้อยรู้สึกหวั่นกลัว...
“ก็แค่สงสัย แค่คิดว่าบ้านนี้มีอะไรแปลกๆก็เท่านั้น”
ร่างเล็กได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา ที่จริง...มันก็ไม่ปกตินัก
“ว่าไงล่ะ เธอเคยเจออะไรบ้างหรือเปล่าที่นี่”
“อยู่มาั้แ่เด็ก...พึ่งมาเคยเจอก็ตอนโตแล้วนี่แหละค่ะ”
“เจองั้นเหรอ เธอเจออะไร!?”
“ผู้หญิงคนหนึ่ง...เธอสวมชุดเหมือนคนโบราณ”
ใบบัวเอ่ยบอก ใบหน้าของเธอไม่สู้ดีนัก
“คนโบราณงั้นเหรอ...”
“อาจจะเป็ผู้หญิงที่เคยอยู่ในเรือนนี้ตอนสมัยก่อนก็ได้ค่ะ อาจจะเป็ทาสในสมัยหลายร้อยปีก่อน เรือนหลังนี้ตกทอดมาจากบรรพบุรุษของคุณภูนี่คะ”
“อืม...ที่จริงก็เป็ไปได้ เรือนหลังนี้ตกทอดมาจากญาติฝั่งคุณพ่อ สมัยก่อนก็รับราชการกันทั้งนั้น”
ตระกูลของภูริชนั้นเป็ขุนน้ำขุนนางเก่า การจะมีอะไรอย่างนั้นก็คงไม่ได้แปลกอะไร ทาสในเรือนถือเป็เื่ปกติ
“อย่าไปสนใจเลยจะดีกว่านะคะคุณภู...หนูว่ามันก็แอบน่ากลัวออก”
“นั่นสินะ…”
ภูริชตอบปัด ก่อนที่จะชวนให้ใบบัวทานข้าวเช้าด้วยกัน
หลังจากทานเสร็จใบบัวก็กำลังจะเก็บจานไปล้างที่ครัว แต่ภูริชผู้เป็เ้านายก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“ใบบัว”
“คะ? คุณภูมีอะไรหรือเปล่า”
น้ำเสียงเล็กเอ่ยถามเมื่อเห็นเ้านายเรียกเธอเอาไว้ ขาเล็กที่กำลังจะก้าวเดินกลับไปที่เรือนครัวชะงักลง
“วันนี้เราไปทำบุญกันนะ”
“เอ๋?” เธอเอียงคออย่างไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่
“ทำบุญให้ผู้หญิงคนนั้นไง...”
‘คุณหลวงเ้าขา...บ่าวรักคุณหลวงเหลือเกิน รักมาตลอด...ขอบพระคุณในความน้ำใจงามของคุณหลวงนะเ้าคะ’
น้ำเสียงที่แสนจะซาบซึ้งลอยมาตามลม…ภูริชได้ยินอย่างเต็มสองหู รวมไปถึงใบบัวเองก็ได้ยินด้วยเช่นกัน ใบหน้าของเธอซีดเผือดอย่างหวาดกลัว
แม้จะเคยเจอจังๆมาแล้ว แต่ความกลัวของใบบัวก็ไม่ได้ลดลง..ก็แหงล่ะ เจอผีนะไม่ใช่เจอหมาจะได้ชินกันง่ายๆ
แต่ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้หรอก…วันนี้เธอคงต้องไปวัดกับภูริช