อีกฝ่ายแน่นอนว่าไม่มีทางคาดคิด ตนเองวันนี้ไม่ได้ไปหอนางโลมกลับตัดสินใจถูกต้องแล้ว
ตรากตรำมาครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็มีวาสนาได้พบพานกับผู้วิเศษ?
“ท่านผู้วิเศษ ท่าน ท่านตั้งใจจะถ่ายทอดวิชาเทพให้ข้างั้นหรือ?” ตำนานอย่างปุถุชนผู้หนึ่งมีวาสนาได้พบผู้วิเศษและได้รับการถ่ายทอดวิชาจนทะยานขึ้น์ในชั่วข้ามคืนใช่จะได้พบเจอกันง่ายๆเห็นได้ชัดว่าสติปัญญาของอีกฝ่ายขาดแคลนจนน่าสังเวชเพียงพูดจาเป่าหูไม่กี่คำก็ถูกฉินจิ่วเกอล่อหลอกได้ง่ายๆ
เมื่อเห็นว่าได้เวลา ฉินจิ่วเกอก็แสร้งทำเป็เล่นตัวเล็กน้อยก่อนจะหยิบเอาตำราเก่าขาดเล่มหนึ่งออกมา
บนปกเขียนด้วยตัวอักษรสีทองเจิดจ้าจนแทบทะลุออกมา:คัมภีร์ทานตะวัน!
“คัมภีร์ทานตะวันถือว่าเป็ตำราวิเศษแห่งยุคหากเ้าได้ร่ำเรียนแล้วละก็ จำต้องบรรลุถึงขอบเขตที่สูงส่งเกินหยั่งถึงได้แน่ศิลาิญญาห้าสิบก้อนของเ้าในวันนี้คิดเสียว่าเป็ค่าทำขวัญที่โชคชะตาพาเราศิษย์อาจารย์มาเจอกันแต่พึงจำไว้ว่าเ้าไม่อาจนำเื่นี้ไปพูดกับผู้ใด หาไม่แล้วจะมีภัยมาถึงตัว!”
เมื่อเห็นว่าศิลาิญญาไม่พ้นมือตนแน่ๆฉินจิ่วเกอก็ไม่ลืมขู่ขวัญอีกฝ่าย เลี่ยงไม่ให้เผยพิรุธก่อนเวลา
พอมันกลับพรรคไปแล้ว ต่อให้เหยื่อตามหามันพบก็ไม่อาจทำอย่างไรได้
“ช้าก่อน”ขณะที่อีกฝ่ายกำลังล้วงเอาศิลาิญญาออกมาอย่างร้อนใจอยู่นั้น จู่ๆกลับมีบุคคลที่สามสอดมือเข้ามาขวางเสียก่อนทำให้แผนของฉินจิ่วเกอต้องพังไม่เป็ท่า
“คัมภีร์ทานตะวัน? เคล็ดวิชายุทธ์มีอยู่ด้วยกันทั้งหมดเก้าระดับกระนั้นก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีเคล็ดวิชาระดับสูงเล่มใดที่ใช้ชื่อแปลกพิสดารพันลึกเยี่ยงนั้นเลย”ผู้มาระดับฝีมือมิใช่ชั่วเพียงพริบตาตำราเก่าขาดในมือของฉินจิ่วเกอก็ตกไปอยู่ในมือของอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้ว
ฉินจิ่วเกอเคียดแค้นจนเข่นเคี้ยวยิงฟัน “ข้าเห็นว่าท่านมือไวไม่เลวสมควรมีฝีมือพอที่จะอยู่รอดในยุทธภพด้วยตัวคนเดียวมาจนถึงทุกวันนี้ไม่จำเป็ต้องใช้ตำราวิเศษนี้ก็ยังได้ ยังมิสู้มอบให้คุณชายท่านนี้จะดีกว่า”
คุณชายหน้าขาวยามนี้แข็งค้างอยู่ในท่าล้วงเอาศิลาิญญาออกมาอยู่อย่างนั้น
“ฮ่าฮ่า คัมภีร์ทานตะวันอันใดเทียบกับเคล็ดวิชาระดับสองเกรงว่าจะเทียบไม่ติดด้วยซ้ำของสภาพชำรุดที่เอามาแปะติดกันอย่างนี้กลับหน้าไม่อายเอาออกมาขายแลกศิลาิญญาห้าสิบก้อน?”
เผชิญกับมารผจญผู้นี้ ฉินจิ่วเกอมองสำรวจอีกฝ่ายพบว่าอาภรณ์ที่ใส่เป็ผ้าเนื้อดีสีเหลืองอมขาว บนศีรษะสวมมงกุฎหยกสภาพดีเอาไว้ราศีสูงส่งไม่ธรรมดา
หน้าตาเทียบกับตัวเองยังดูดีกว่าเล็กน้อยส่วนสูงเทียบกับตัวเองยังสูงกว่าเล็กน้อยระดับฝีมือเทียบกับตนเองยังสูงกว่าเล็กน้อยอีกเช่นกัน
ฉินจิ่วเกอหรี่ตาลงเล็กน้อย สองมือกำเข้าหากัน พยายามสะกดข่มโทสะในกายที่พลุ่งพล่านเอาไว้สองตาทอประกายดุร้ายเหี้ยมเกรียม ยิ่งมองไอ้หนุ่มหน้ามนตรงหน้าก็ยิ่งรู้สึกไม่ถูกโฉลกด้วยเท่านั้น
อีกฝ่ายไม่รู้อะไรด้วย ยังคงเผยรอยยิ้มอบอุ่นมาให้ใบหน้าคมคายดุจหยกสลัก คิ้วพาดเฉียงดุจกระบี่ั์ตาพร่างพรายดุจดารา
บอกตามตรง ฉินจิ่วเกอชอบคบหาคนอย่างเ้าอ้วนเป็สหายมากกว่า
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงสาเหตุอื่น แค่ตอนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเ้าอ้วนน่าตายก็สามารถยกระดับฉินจิ่วเกอให้ดูดีขึ้นมาได้โดยไม่ต้องทำอะไรเหมือนกับบุปผาที่ต้องมีต้นหญ้าช่วยขับเน้นความงาม
แต่เมื่อเทียบกับเ้ามารผจญนี่แล้วฉินจิ่วเกอพลันกลับกลายเป็ใบไม้ใบหญ้าไปทันทีนี่จะต่างอะไรกับการจับมันทุ่มลงจากบัลลังก์หนุ่มงามลำดับหนึ่งแห่งทวีปฉงหลิงกัน?
พระเอกก็ไม่ได้เป็ จะนั่งแท่นบัญชาไปทั่วหล้าก็เลยทำไม่ได้
พร์ฝึกวรยุทธ์แสนต่ำต้อย ตำแหน่งศิษย์พี่ใหญ่คงไม่พ้นต้องยกให้คนอื่น
สองข้อนี้ก็ถือเป็โศกนาฏกรรมชีวิตแล้วมายามนี้แม้แต่ตำแหน่งชายงามก็ไม่เหลือไว้ให้ตน แล้วยังจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่ออะไร?
“ขอบังอาจถาม พี่ชายท่านนี้ไม่ทราบมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร?” มันกำลังคอยโอกาสอยู่ โอกาสที่จะได้ฉีกหน้าอีกฝ่ายให้ยับย่น
อีกฝ่ายประสานมือเข้าหากันเล็กน้อยในแววตาซุกซ่อนความทระนงตัวอย่างปิดไม่มิดต่างจากความถือดีของคุณชายผู้มีอันจะกินก่อนหน้า ความทระนงถือดีของคนผู้นี้สั่งสมมาจากการทำลายผู้อื่นจนสิ้นซาก นี่รวมถึงในแง่ของระดับวรยุทธ์ พื้นเพกระทั่งรูปร่างหน้าตา
“ผู้น้อยศิษย์ฝ่ายในสังกัดประตูหายนะ นามซ่งเล่อคารวะท่านผู้สูงส่ง” แม้ถ้อยคำรวมถึงอากัปกิริยาล้วนสุภาพอ่อนน้อมแต่ฉินจิ่วเกอกลับจับสังเกตสีหน้าแววตาที่ต่างไปได้จากอีกฝ่าย คล้ายกำลังยั่วยุตน
“ประตูหายนะ?” พอได้ยินชื่อเสียงเรียงนามที่ประกาศออกมาคุณชายผู้มีอันจะกินพลันสะดุ้งตัวตรง รีบคารวะปะหลกๆ ไปทางซ่งเล่อก่อนล่าถอยออกมาด้วยความเคารพกลัวเกรง
ส่วนฉินจิ่วเกอนั้น คุณชายผู้มีอันจะกินเลิกแยแสมันเสมือนกระดาษที่ถูกขยำทิ้งไว้ข้างทางแม้แต่ตอนจากไปยังไม่แม้แต่จะเหลียวกลับมามอง
ศิลาิญญาห้าสิบก้อนของข้า! ฉินจิ่วเกอโอดครวญอยู่ในใจแทบจะพุ่งเข้าไปสับสังหารเ้าหนุ่มซ่งเล่อกระไรนี่ให้เป็หมื่นๆ ชิ้นจากนั้นก็จับมันมาทรมานด้วยวิธีการผิดมนุษย์มนาสารพัดแบบ
ในเมื่อแผนทำเงินพังไม่เป็ท่าฉินจิ่วเกอก็ขี้คร้านอำพรางโฉมอีกต่อไปสาละวนถอดหมวกฟางผ้าคลุมดำออกให้พ้นตัวเสียจนวุ่นวายแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉื่อยว่า “ไอหยา ที่แท้เป็สหายซ่งจงนี่เอง(ไปที่ชอบๆไวๆ) ยินดีที่ได้พบๆ”
“ซ่งเล่อ” บุรุษหนุ่มรูปงามเน้นเสียง ท่วงท่าอ่อนโยนสีหน้ายังคงทระนงถือดีเฉกเช่นเดิม
ฉินจิ่วเกอเบ้ปากดูถูก อวดเบ่งทำอะไร ตนเองเป็ศิษย์พรรคหลิงเซียว มหาประมุขสุดยอดยุทธ์ศิษย์เอกอันดับหนึ่งที่บรรดาาุโของพรรคเลือกสรร ดูสิว่าข้าคนนี้ถ่อมตัวขนาดไหน
“ตกลง สหายซ่งจง มีวาสนาพบกันใหม่” ภารกิจล้มเหลวฉินจิ่วเกอคิดหลบลี้หนีห่างอีกฝ่ายให้ไกล จากนั้นค่อยทดลองใหม่
“เ้าคนเมื่อกี้นั่น เป็ศิษย์สำนักตระกูลเฉินในเมืองซวนอู่นี้ตระกูลของมันไม่อ่อนด้อย หากเ้าหลอกลวงมัน เมื่อมันรู้เข้าที่หลังอย่างน้อยต้องถูกทุบตีจนแข้งขาหัก” ซ่งเล่อออกปากอธิบายความ ตนเองมีเจตนาช่วยคน
ฉินจิ่วเกอแค่นเสียงคำหนึ่ง ใช้น้ำเสียงยอดคนถ่ายทอดผ่านยอดเมฆา“เด็กน้อยไม่รู้ความ ใครบอกเ้าว่าคัมภีร์เล่มนั้นเป็ของปลอม?”
หลังจากเสแสร้งทำท่า คนก็รีบแฝงตัวเข้าในฝูงชนคิดกลบร่องรอยของตนเอง
ซ่งเล่อยืนตะลึงลานอยู่ที่ไกล ไม่คาดคิดว่าฉินจิ่วเกอไม่รับน้ำใจคนกลับตีฝีปากย้อนมาสอนตนเองอีกด้วย ในมือถือคัมภีร์ทานตะวันเล่มนั้นอยู่ชายหนุ่มพลิกเปิดดูอย่างละเอียดทุกหน้า จนเปิดมาถึงหน้าสุดท้าย
บนนั้นเขียนเอาไว้สองประโยค : ฝึกปรือวิชาเทพ สะบั้นกระบี่ตอนตนเอง
ซ่งเล่อขยำกระดาษจนยับย่น เอ่ยปากว่า “ยังบอกว่าไม่หลอกลวงคนสมควรฆ่า!”
จากนั้นกวาดสายตาลงมาด้านล่างประโยค ปรากฏอักษรเขียนต่ออีกแปดคำ :คิดครองใต้หล้า แบกรับความลำบากทั้งปวง
"คิดครองใต้หล้า ต้องรับความลำบากทั้งปวง"ซ่งเล่อพึมพำต่อตนเอง "กล่าวได้ดียิ่ง นาวากลางลำน้ำ ไม่อาจหยุดพายได้ประโยคนี้ถ่ายทอดปณิธานการบำเพ็ญพรตได้ดียิ่ง คนดูไปท่าทางบ้าๆ บอๆไม่คาดว่าจะมีจิตปณิธานแน่วแน่ถึงปานนี้"
เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็ไม่อาจพบเห็นเงาร่างฉินจิ่วเกออีกแล้วนับว่ามีท่วงท่าของยอดคนสลัดผ้าพรางกายอยู่บ้าง
เมื่อพบว่าเ้าอ้วนและศิษย์น้องไม่อยู่กับที่รอคอยมันตามนัดหมายฉินจิ่วเกอต้องเดือดขึ้นมา
ประเสริฐมาก เพื่อไม่ให้พวกเ้าต้องนอนตากลมหนาวข้าขายออกกระทั่งหน้าตาของตนเอง พวกเ้ากลับไปเสวยสุขอยู่ที่ใดแล้ว
ตรงหัวมุมผู้คนแห่หลั่งไหลกันมาเหมือนสายน้ำในนั้นยังมีเงาร่างของเ้าอ้วนน่าตาย โดดเด่นท่ามกลางฝูงชน
ดูแล้วเหมือนซากหนูที่ไปโผล่อยู่ในชามข้าวต้มร้อนๆ
ไม่ว่าโลกไหน ตลาดก็ยังครื้นเครงไม่สร่างพอเห็นว่าคนยังคงไปออกันอยู่ตรงนั้นโดยที่ไม่มีวี่แววว่าจะซบเซาลงง่ายๆแสดงว่าต้องมีอะไรน่าสนใจ ลองดูก็ไม่เสียหาย
“เกิดอะไรขึ้น” ฉินจิ่วเกอถามเ้าอ้วน
“โอ๊ะ ศิษย์พี่พอดีมีคุณชายท่าทางมีกะตังค์ข่มเหงรังแกแม่หญิงบ้านไหนอยู่ก็ไม่รู้ข้าเห็นแล้วอยากเข้าไปช่วยใจจะขาด” เ้าอ้วนน่าตายแม้มีจิตใจรักความถูกต้องแต่ไม่มีกำลัง จึงได้แต่ยืนชมอยู่วงนอก พร้อมส่งสายตาให้กำลังใจไปให้
“เอ๋”และแล้วฉินจิ่วเกอก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าชายที่กำลังลวนลามหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้นก็คือเ้าแพะอ้วนที่ตนยกให้เป็เหยื่อเมื่อสักครู่คลับคล้ายคลับคลาว่ามาจากบ้านสกุลเฉิน ตระกูลผู้ดีที่มีสิทธิ์เดินกร่างไปทั่วเมืองซวนอู่
กำปั้นใครแข็งกว่าคนนั้นก็เป็เ้า ผู้เข้มแข็งคือผู้ตรากฎเื่อารมณ์ความสงสารล้วนไม่สำคัญ
“สมแล้วที่เป็ลูกพวกมีกะตังค์ งานก่อเื่นี่เื่ถนัดเชียวล่ะ”ฉินจิ่วเกอเอ่ยเสียงแ่ มองตรงไปที่เหยื่อ
หญิงสาวนางนี้หน้าตาถือว่าดีอาภรณ์ที่สวมใส่ผ่านการซักฟอกมาแล้วหลายครั้งจนสีตกตรงเท้าคือแผงขายสินค้าที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป
ถูกคนลวนลามขัดขวางการทำมาหากินสตรีผู้เคราะห์ร้ายร้องไห้จนตาบวมแดง ดูแล้วน่าเห็นใจเป็ที่สุด
แต่เห็นใจก็ส่วนเห็นใจ คนดูได้แต่ยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียงเบาด้วยเกรงในอำนาจของตระกูลเฉิน
ฉินจิ่วเกอทอดถอนใจ สมกับที่เป็โลกปลาใหญ่กินปลาเล็กดูท่ากำปั้นใครใหญ่กว่าก็ถือสิทธิ์ขาดสินะ
“หุๆๆ แม่นาง เ้าไปกับข้าดีกว่า ไปเป็อนุของข้าเถอะ”
รอยยิ้มเกลื่อนหน้าเ้าเด็กขี้โอ่ ลิ่วล้อทางด้านข้างเองก็เข้ามาฉุดกระชากลากถู
หญิงสาวนางนี้ทันทีที่เปิดตัวก็ถูกกำหนดแล้วว่าต้องเป็ต้นตอของปัญหาแน่นอน
“อย่านะ” ใบหน้าของนางเปื้อนคราบน้ำตาสองสายเอ่ยอย่างสิ้นหวังไร้ทางออก “ข้ายังมีบิดามารดาที่ป่วยหนักขอร้องท่านปล่อยข้าไปเถอะ”
ประโยคเดียวเท่านั้น ต้นตอปัญหาเช่นนางก็มีที่หยัดยืน
เ้าอ้วนน่าตายเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเส้นผมบนหนังศีรษะที่ห่อกระโหลกอ้วนกลมล้วนลุกชี้ชัน สองตาเบิกกว้างแทบฉีกขาด“ชั่วช้าน่าชังนัก ศิษย์พี่ พวกเราใช่สมควรสอดมือเข้าช่วยหรือไม่?”
“ไม่ต้อง ข้าดูแล้วรูปการณ์ไม่ธรรมดา มิใช่เรียบง่ายเช่นที่เรามองเห็นภายนอก” ฉินจิ่วเกอสั่นศีรษะ มันตายมาแล้วสองรอบ อยู่มาสามชีวิตเื่อื่นไม่กล้าเอ่ย แต่ด้านประสบการณ์และสายตายังไม่เลวร้ายเื่ราวนี้ไม่ปรกติธรรมดา
ศิษย์น้องเล็กปล่อยฉินจิ่วเกอรั้งมือน้อยไว้สีหน้าล้วนเรียบเฉยเช่นเดียวกับชายหนุ่ม
“ศิษย์พี่ใหญ่กล่าวถูกต้อง” หญิงสาวเขย่าแขนฉินจิ่วเกอ“สตรีนางนั้นมีปัญหา นางมิใช่คนดี”
“ดูสิ แม้แต่ศิษย์น้องเล็กยังมองออก” ฉินจิ่วเกอแบมือออกเ้าอ้วนน่าตายเลเวลต่ำเกินไปแล้ว กระทั่งเด็กหญิงอายุสิบกว่าปียังสามารถจับไต๋ได้ไยต้องร้อนรนถึงปานนั้น
“อา อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา” ฉินจิ่วเกอจู่ๆ ก็บีบเสียงเล็กคล้ายเลียนเสียงสตรี
“อา อย่าเข้ามา อย่าเข้ามา”หญิงสาวนางนั้นร่ำร้องด้วยความตื่นตระหนก เรียวนิ้วยาวพยายามขัดขวางชายฉกรรจ์
ฉินจิ่วเกอที่มองออกถึงแก่นของเื่ราวเอ่ยต่อว่า “อย่าได้เข้ามาต่อให้ต้องตายข้าก็ไม่มีทางให้เ้าแตะต้องตัวข้า”
ทางด้านนั้น หญิงสาวกระทืบเท้า วาจาที่ร่ำร้องออกมาเพียงเชื่องช้ากว่าฉินจิ่วเกอเล็กน้อยเท่านั้น
“ศิษย์พี่ใหญ่ ยอดคนแท้ๆ”เ้าอ้วนน่าตายคารวะฉินจิ่วเกอด้วยความเลื่อมใส
“เฮอะ เื่ราวมีปัญหาดูท่าเ้าคุณชายขี้เบ่งนั่นต้องได้รับความลำบากแน่นอน”ฉินจิ่วเกอแม้มองออกว่าเื่ราวมีจุดบอด หากทว่าไม่คิดสอดมือก่อเื่วุ่นวายคอยดูอยู่ด้านข้างก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อันใดมิใช่หรือ?
เ้าลูกเศรษฐีขี้เบ่งกระทำการเยี่ยงสัตว์ป่าบีบคั้นทีละก้าวหญิงสาวอ่อนแอยากไร้ผู้น่าเวทนาถอยจนสุดทาง
สุดท้าย เมื่อถึงทางตันพระผู้ช่วยให้รอดก็ปรากฏกายออกมาราวสายฟ้าฟาด
“พี่เฉิน อย่างไรก็เป็ทายาทมีชาติมีตระกูลในเมืองซวนอู่กระทำการใดไม่สมควรไร้มารยาทปานนี้กระมัง? หากเื่ถึงหูของท่านหัวหน้าตระกูลเฉิน ท่านคงไม่อาจหลบพ้นอาญาทั้งยังจะเป็สาเหตุให้ตระกูลอื่นเข้ากำจัดเล่นงานได้ตระกูลเฉินย่อมเสียหายอย่างสาหัส”
“นี่….” คุณชายสำรวยเกิดกลัวขึ้นมา ที่มันพึ่งพาทุกวันนี้ก็คืออิทธิพลอำนาจของตระกูล
หากก่อเื่ราวใหญ่โตถึงตระกูลเฉินแน่นอนว่าย่อมเป็เื่ไม่ชาญฉลาด นอกจากนี้อีกฝั่งเป็ซ่งเล่อ มิอาจไม่ไว้หน้า
“พี่ซ่งกล่าววาจามากมารยาท เป็ผู้น้อยมุทะลุเกินไป”อันธพาลน้อยข่มเหงลวนลามหญิงสาวไร้กำลังพริบตาเดียวแปรเปลี่ยนเป็สุภาพบุรุษอันสง่างาม ทำการคารวะก่อนจากไป
หญิงสาวอ่อนแอนางนั้นถูกทำให้แตกตื่นจนมือเท้าอ่อนเปลี้ยอนิจจาดันล้มลงใส่ร่างของคุณชายลูกเศรษฐีนั้น
จู่ๆ มีลมหอมหอบหนึ่งโถมเข้าหา ทว่าคุณชายลูกเศรษฐีถูกไล่ผีไปแล้ว หลังตกตะลึงชั่วครู่ก็คืนสติผลักร่างอีกฝ่ายออกไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจเท่าใด
สตรีนางนี้นับว่าเป็ของชั้นเลิศ ทว่านามอย่างประตูหายนะไม่ใช่สิ่งที่อันธพาลน้อยเมืองซวนอู่จะมองข้ามได้
“ขอบคุณคุณชาย”หญิงสาวย่างเท้าดอกบัวพาร่างอ้อนแอ้นราวหยกของนางเคลื่อนย้ายโผเข้าสู่อ้อมอกของบุรุษขี่ม้าขาวอย่างซ่งเล่อ
สถานการณ์พลิกผันเช่นนี้ แม้แต่ซ่งเล่อเองยังต้องเหม่อลอยตะลึงลาน
ชั่วครู่ ใบหน้าของบุรุษหนุ่มเห่อร้อนขึ้นเล็กน้อยมีเพียงฉินจิ่วเกอที่มองดูอยู่ด้านข้างเก็บรายละเอียดการเคลื่อนไหวทั้งหมดไว้ในสายตา ริมฝีปากวาดเป็รอยยิ้มเยาะเย้ย