คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 153 จิตดารา

            

            วันที่แปดของเดือนสิบสอง

            วันนี้ถือเป็นวันฤกษ์ดี

            ชาวต้าเว่ยเรียกวันนี้ว่า แปดเดือนสิบสอง

            ในวันนี้ ผู้คนจะนำเครื่องสักการะและของเซ่นไหว้ไปคารวะบรรพบุรุษหรือเทพที่ตนเคารพนับถือ เพื่อขอให้ปีหน้าเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาล

            แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะกระตือรือร้นในพิธีครั้งนี้

            ยกตัวอย่างเช่นซูฉางอัน เขานั่งอยู่ในห้องของตัวเองที่มือถือแก้วน้ำชาเอาไว้ ขณะที่สายตาก็กำลังมองไปยังสตรีผู้นั่งประจันหน้าอยู่อย่างจริงจัง

            “หมายความว่า หอดาราไม่ยอมช่วยอย่างนั้นหรือ?” เขาถามออกไป

            สตรีชุดเขียวฝั่งตรงข้ามพยักหน้าด้วยท่าทางราบเรียบ “อืม” นางขานรับ

            “แต่... ทำไมเล่า?” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ“ไหนเจ้าบอกว่า หอดาราตามล่าเผ่าเทพมานานนับพันปี แล้วเหตุใดตอนนี้พวกเจ้าถึงเอาแต่นิ่งเฉยทั้งที่เทพตัวเป็นๆ ผู้หนึ่ง หรืออาจเป็นกลุ่มด้วยซ้ำปรากฏอยู่ตำตาแท้ๆ ?”

            คล้ายจะรับรู้ได้ถึงความกลัดกลุ้มของชายหนุ่ม สตรีผู้นั้นคิดอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่งแต่นางเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน จึงขมวดคิ้วมุ่น แล้วกล่าวขึ้นหลังนิ่งเงียบอยู่นาน“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ท่านประมุขน่าจะ... มีเหตุผลของตัวเองอยู่”

            เห็นได้ชัดว่าชิงหลุนก็กังขาในการตัดสินใจของประมุขท่านนี้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นความเชื่อใจที่มากจนแทบจะไม่ลืมหูลืมตาซึ่งนางมีต่อประมุขท่านนี้มาโดยตลอดก็ยังมีมากกว่าความสงสัยอยู่ดี ดังนั้น นางจึงพยายามอธิบายแทนเขา

            ทว่าซูฉางอันกลับไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้

            เท่าที่รู้มา เขาก็พอเดาได้ว่าหอดาราแห่งนี้ไม่ใช่หอแห่งคุณธรรมที่ทำทุกอย่างเพื่อสรรพชีวิตแต่อย่างใด เหตุนี้เขาจึงไม่เคยคิดขอความช่วยเหลือจากหอดารา จนกระทั่งชิงหลุนเสนอความคิดนี้ขึ้นมาเอง

            แม้ผลสรุปที่ได้รับจะอยู่เหนือความคาดหมาย แต่เขาก็พอจะเข้าใจได้

            เหตุนี้ ซูฉางอันจึงไม่ได้ผิดหวัง หรือเศร้าใจนานนัก

            ทว่าชิงหลุนกลับรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก นางก้มหน้าลงต่ำแล้วพูดด้วยเสียงเบาหวิว “ขอโทษ ข้าช่วยเจ้าไม่ได้เลย”

            ซูฉางอันชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยประกายรอยยิ้มออกมาอย่างไม่ถือสา“ไม่เป็นไร ข้าพอจะคาดการณ์ได้แต่แรกแล้ว ว่าเรื่องนี้ย่อมไม่ราบรื่นเพียงนั้น”เมื่อพูดมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ขมวดคิ้วขึ้น แล้วกล่าวด้วยท่าทางจริงจังอีกครั้ง“แต่มีเรื่องหนึ่ง เกรงว่าคงมีแต่เจ้าที่ช่วยข้าได้”

            “หืม?” ชิงหลุนชะงักไป ก่อนจะถามขึ้น “เรื่องอะไรหรือ?”

            “สร้างจิตดารา!”

            จิตดาราที่เขากล่าวถึง เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นภายในร่างของผู้ฝึกตนที่มีพลังอยู่ในระดับไท่ยีนั่นเอง

            ระดับพลัง ถูกแบ่งออกเป็นเก้าระดับด้วยกัน ได้แก่ หลอมจิต เก้าดาราอรุณรุ่ง ไท่ยี คุมพิภพ สั่งฟ้า ปราบวิญญาณ ศาสตร์แห่งพรต และดาราจักร

            ในระดับที่หนึ่ง ระดับหลอมจิต คือการสร้างปราณดาราขึ้นเมื่อใดที่หลอมปราณดาราจนสำเร็จ ก็ถือว่าหลอมจิตสำเร็จเช่นกัน

            ในระดับที่สอง เก้าดารา คือการสร้างปราณดาราให้ได้เก้าดวงหากมีปราณดาราเก้าดวงแล้ว ก็จะก้าวเข้าสู่ระดับเก้าดาราสำเร็จ

            ระดับที่สาม อรุณรุ่ง หมายถึงการสร้างปราณดาราให้ครบแปดสิบเอ็ดดวงซึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นระดับอรุณรุ่ง นั่นเพราะเมื่อฝึกมาจนถึงขั้นนี้ผู้ฝึกตนจะมีปราณดาราอยู่มากมายราวแสงดาวที่ฉายแสงส่องไปทั่วฟ้าจนนภาสว่างไสวนั่นเอง

            ในระดับนี้ ผู้ฝึกอาจมีพลังที่อ่อนแอ หรือแข็งแกร่งมากจนราวฟ้ากับเหวเลยก็ว่าได้ทั้งหมดล้วนขึ้นอยู่กับความแน่นหนาและปริมาณของพลังวิญญาณที่สะสมอยู่ในปราณดาราทั้งสิ้น

            มาถึงระดับไท่ยี ระดับนี้ผู้ฝึกต้องผสานปราณดาราแปดสิบเอ็ดดวงให้เป็นหนึ่ง เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นจากการผสานนี้ว่า‘จิตดารา’ หลังการผสานเสร็จสมบูรณ์ปราณดาราทั้งแปดสิบเอ็ดดวง จะกลายเป็นจิตดาราเพียงดวงเดียว เมื่อถึงตอนนั้นผู้ฝึกจึงจะสำเร็จในระดับไท่ยีได้อย่างแท้จริง

            เมื่อนำระดับไท่ยีไปเทียบกับระดับอรุณรุ่งแล้ว แม้การเลื่อนระดับในครั้งนี้จะไม่ทำให้พลังวิญญาณเพิ่มมากขึ้นแต่นักรบในสองระดับนี้ ก็แตกต่างกันราวฟ้ากับเหวทีเดียว

            ทุกคนต่างก็รู้ดี ว่าการที่จะก้าวขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้ ผู้ฝึกต้องมีเส้นทางแห่งพลังเป็นของตัวเองไม่ว่าจะเป็นเส้นทางแห่งพลังที่ยืมมาจากผู้อื่น หรือเส้นทางแห่งพลังที่บรรลุเอง ล้วนเป็นเส้นทางแห่งพลังทั้งสิ้นและเมื่อมีเส้นทางแห่งพลัง จึงจะกลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้

            ‘เส้นทางแห่งพลัง’ เกิดจาก ‘แดนอำนาจ’ ‘แดนอำนาจ’ มาจาก ‘อำนาจ’ ‘อำนาจ’ เกิดจาก ‘จิตมั่น’

            และจิตมั่น ก็อยู่ในจิตดารานั่นเอง

            เหตุนี้ เมื่อฝึกจนถึงระดับไท่ยี ผู้ฝึกจำเป็นต้องค้นหาจิตมั่นของตนจากนั้นเก็บไว้ในจิตดารา เมื่อทำสำเร็จผู้ฝึกจะสามารถดึงพลังจากจิตมั่นออกมาใช้ในต่อสู้ได้ นับเป็นความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดก็ว่าได้

            แน่นอนว่าสำหรับซูฉางอัน เขาต่างออกไป... เพราะเป็นผู้โชคดีเพียงหยิบมือที่ได้รับการสืบดาราจากนักรบแห่งดาราจักร เหตุนี้เขาจึงมีพลังแห่งดาบเป็นของตัวเองมาตั้งแต่แรก ยิ่งไปกว่านั้น ยังสร้างจิตมั่นของตนได้เพราะความบังเอิญอีกนอกจากนี้ เขายังทำลายจิตมารของตัวเองสำเร็จแล้ว ด้วยเหตุนี้ จิตมั่นของเขาจึงกลายเป็นอำนาจไปแล้ว

            และแม้เขาจะมีพลังอยู่เพียงระดับอรุณรุ่งทว่าพลังในการต่อสู้ที่มีกลับแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกที่มีพลังอยู่ในระดับคุมพิภพบางคนเสียอีกทว่าหาใช่เพียงเพราะเขามีปราณดาราที่พิเศษไปจากคนอื่น หรือมีพลังวิญญาณที่หนาแน่นและมหาศาลกว่านักรบระดับอรุณรุ่งคนอื่นๆเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเขาสร้าง ‘อำนาจ’ ของตัวเองได้สำเร็จ ซึ่งในข้อนี้ นักรบระดับคุมพิภพบางคนยังทำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ

            แต่ไม่ได้หมายความว่าการเลื่อนเข้าสู่ระดับไท่ยีไม่มีผลต่อเขาอีกต่อไปเพราะเมื่อฝังจิตมั่น หรืออำนาจของตัวเองลงในจิตดาราสำเร็จ ทั้งอำนาจและจิตมั่นจะถูกหลอมจนกลายเป็นหนึ่งกับพลังวิญญาณในตัวเหตุนี้ เมื่อกระตุ้นพลังวิญญาณ จิตมั่นและอำนาจก็จะกระจายออกมาด้วยและเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกกระบวนท่า และทุกการเคลื่อนไหวของผู้ฝึกจะแฝงไปด้วยพลังจากจิตมั่นซึ่งเป็นพลังที่พิศวงทว่าทรงอำนาจ

            ต่างกับตอนนี้ แม้ว่าเขาจะมีจิตมั่นและอำนาจอยู่ในร่างแต่ก็ไม่อาจแสดงพวกมันออกมาระหว่างการต่อสู้ได้ เพราะแค่ขับเคลื่อนพลังแห่งดาบเพลิงศักดิ์สิทธิ์ และพลังแห่งสายฟ้าไปพร้อมกันก็ปวดหัวเต็มทนแล้ว

            ทันทีที่เขาสร้างจิตดาราสำเร็จ พลังจากการสืบดาราหรือก็คือปราณดาราทั้งสามที่ฝังอยู่ในร่างจะหลอมเข้ากับจิตมั่นอย่างสมบูรณ์แบบซึ่งนั่นจะทำให้พลังของนักรบแห่งดาราจักรทั้งสาม กลายเป็นพลังของเขาอย่างสิ้นเชิงเมื่อถึงตอนนั้น พลังในการต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อเป็นเช่นนั้นอย่าว่าแต่ผู้ฝึกระดับคุมพิภพเลย แม้แต่ผู้ฝึกที่มีพลังอยู่ในระดับสั่งฟ้าทั่วไปก็สู้เขาไม่ได้

            เหตุนี้ ซูฉางอันจึงปรารถนาจะสร้างจิตดาราของตัวเองเหลือเกินเพราะมีเพียงทางนี้ เขาถึงจะแข็งแกร่งจนสามารถต้านผู้ฝึกระดับสั่งฟ้าได้

            แม้การมีพลังแข็งแกร่งขึ้น จะไม่อาจแก้วิกฤตของสำนักเทียนหลานได้แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ต้องกังวลกับการท้าทายจากสำนักนอกอันดับห้าสิบของเมืองฉางอันอีกเพราะสำนักระดับนั้น หากผู้ดูแลดูสุดหรือผู้อาวุโสชั้นสูงไม่ลงมือด้วยตนเองต่อให้จะเป็นอาจารย์ในสำนักก็มีพลังอยู่ในระดับสั่งฟ้าเป็นอย่างมากเท่านั้นและด้วยตำแหน่งบวกกับอายุของซูฉางอันกับพวกเกรงว่าผู้อาวุโสและผู้ทรงอำนาจทั้งหลาย คงไม่ทำตัวเป็นอริกับสำนักเทียนหลานอย่างเปิดเผยเพราะนั่นก็ไม่ต่างไปจากการฉีกหน้าและลดฐานะของตัวเองเลย

            ซึ่งการสร้างจิตดารา ผู้ฝึกต้องผสานปราณดาราทั้งหมดในร่างให้กลายเป็นหนึ่งจากนั้นจึงจะสร้างจิตดาราได้ในลำดับต่อไป

            แต่ตอนนี้ พลังวิญญาณอันแสนมหาศาลที่ซูฉางอันมี กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงในการสร้างจิตดาราของเขาเสียแล้ว

            พลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งเกินไป

            ปราณดาราของเขาทรงพลังมาก อย่าว่าแต่แปดสิบเอ็ดดวงเลย เพียงดวงเดียวก็มีพลังวิญญาณมากพอๆ กับพลังวิญญาณทั้งหมดที่ผู้ฝึกระดับอรุณรุ่งคนอื่นๆ มีแล้วไม่สิ อาจมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

            แล้วเช่นนี้ หากนำปราณดาราทั้งแปดสิบเอ็ดดวงมารวมเข้าด้วยกันจะเป็นพลังที่น่าสยดสยองมากขนาดเพียงไหน?

            เหตุนี้ การผสานปราณดาราของเขาจึงสำเร็จได้ยากมากกว่าผู้ฝึกระดับอรุณรุ่งทั่วไปถึงแปดสิบเอ็ดเท่าเลยทีเดียว

            ซูฉางอันเคยลองมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับได้รับความก้าวหน้าเพียงน้อยนิดเหลือเกิน

            เหตุนี้ เขาจึงเก็บตัวอยู่แต่ในหอหนังสือของสำนักนานหลายวันเพื่อคิดหาทางแก้ไข

            แต่สถานการณ์ที่เขาพบในตอนนี้ เป็นสิ่งที่พิเศษและอัศจรรย์อย่างมากก่อนหน้านี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดประสบมาก่อน

            กระทั่งคืนก่อนเดินทางไปร่วมงานร้อยสำนักในที่สุดเขาก็หาวิธีแก้ไขที่แทบจะไม่ถือเป็นวิธีแก้ไขจนเจอ... ยืมพลังจากภายนอก

            ดึงพลังจากภายนอกเข้ามาในร่างกายจากนั้นก็ฝืนผสานปราณดาราเหล่านั้นเข้าด้วยกัน

            นี่เป็นวิธีที่ผู้ฝึกตนผู้หนึ่งในเมืองสู่ตี้เคยใช้ ว่ากันว่า ผู้ฝึกตนผู้นั้นมีพลังมหาศาลและหนาแน่นกว่าคนอื่นมาตั้งแต่เกิดซึ่งพลังของเขา มีมากกว่าคนปกติถึงห้าเท่า เหตุนี้ ระหว่างการสร้างจิตดาราเขาก็เจอสถานการณ์เช่นเดียวกับซูฉางอัน

            ผู้อาวุโสท่านนั้นครุ่นคิดอยู่นาน แต่ก็หาทางออกไม่ได้เสียที

            จนในที่สุด วันหนึ่งเขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น จึงเดินทางไปที่เขาฉางอวิ๋น

            อย่างที่ทุกคนรู้กันดี ว่าเขาฉางอวิ๋นเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำหลีเจียงแห่งแผ่นดินต้าเว่ยที่นั่นมีน้ำตกที่สูงกว่าร้อยจั้งอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งน้ำตกแห่งนั้นจะส่งน้ำเข้าไปในแม่น้ำหลีเจียงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

            ผู้อาวุโสท่านนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้น้ำตกเขาเปลี่ยนแรงของสายน้ำอันแสนเชี่ยวกรากที่กระทบกายให้เป็นพลัง จากนั้นดึงพลังเข้ามาในร่างถือเป็นการยืมพลังจากภายนอกเข้ามาผสานปราณดารานั่นเอง และในที่สุดเขาก็สร้างจิตดาราของตัวเองขึ้นได้ หลังใช้เวลานานเกือบปี

            ด้วยพรสวรรค์อันแสนล้ำเลิศที่มีทำให้ผู้อาวุโสท่านนี้กลายเป็นนักรบแห่งดาราจักรได้ในหลายสิบปีต่อมา และก่อตั้งสำนักกระบี่แห่งสู่ซานขึ้นในที่สุด

            ทว่าสถานการณ์ที่ซูฉางอันพบเจอในตอนนี้ ดูจะหนักหนากว่ามาก

            จริงอยู่ที่น้ำตกมีกระแสน้ำรุนแรงมาก พลังที่ดูดเข้าสู่ร่างกายจึงมากตามไปด้วยแต่พลังวิญญาณที่ซูฉางอันมีในตอนนี้ หาได้มากกว่าคนปกติเพียงสี่ห้าเท่า

            อีกอย่าง ซูฉางอันยังอยู่ในเมืองฉางอันและเมืองฉางอันก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม จึงไม่มีหุบเขาสูงเหมือนที่สู่ตี้และไม่มีน้ำตกที่สูงนับร้อยจั้งให้ยืมแรง ยิ่งไปกว่านั้นฝูงหมาป่าในเมืองฉางอันไม่มีทางให้เวลาเขานานเป็นปีแน่

            ด้วยเหตุนี้ ทำให้เขาคิดวิธีที่รวดเร็วมากกว่าขึ้น

            นั่นก็คือให้ชิงหลุนที่เป็นนักรบแห่งดาราจักรส่งพลังเข้าไปข่มพลังวิญญาณในร่างของเขาเอาไว้เพื่อฝืนผสานปราณดาราเข้าด้วยกัน

            แน่นอน นี่เป็นวิธีที่เสี่ยงมากนักรบแห่งดาราจักรทรงพลังมากถึงเพียงไหนใครๆ ก็รู้ หากพลาดไปแม้แต่น้อยก็ทำให้เขาร่างระเบิดได้ง่ายๆ

            แต่ก็สมดั่งคำที่ว่า โอกาสมักมาพร้อมอันตรายเสมอ เขาไม่มีเวลาพอจะค่อยๆผสานปราณดาราเข้าด้วยกันทีละนิดอีกต่อไป

            ฝูงหมาป่าส่งเสียงคำรามในค่ำคืนแล้ว ลูกแกะอย่างเขาต้องลับเขี้ยวให้คมด้วยเวลาที่รวดเร็วที่สุดเพื่อต้านฝูงหมาป่าจอมอำมหิตที่หิวกระหายให้ได้

            เหตุนี้ เขาจึงเพ่งไปยังชิงหลุนด้วยดวงตาที่เปล่งประกายไปด้วยความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน