ชุยต้าเหนียนเริ่มฮึกเหิมขึ้นบ้างแล้ว นางชี้นิ้วมาที่อันเยว่ด้วยสีหน้าแดงก่ำจากความฮึกเหิม และริมฝีปากของนางก็เปลี่ยนเป็นสีม่วง
ท่าทางโกรธจัดประกอบกับเวลาที่ผ่านไปสักพัก ทว่านางก็ยังไม่สามารถกล่าวออกมาเป็นประโยคที่สมบูรณ์ ในขณะนี้นางมองอันเยว่ด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
แต่อันเยว่กลับไม่รู้สึกร้อนใจเลย นางเข็นรถไปข้างหน้า จากนั้นยกขาของตนเองที่ถูกตีจนหักขึ้นมาวางข้างเตียงของชุยต้าเหนียน
“ขาข้าหักอย่างไร เจ้าไม่รู้หรือ?”
“ข้า…ข้าจะรู้ได้อย่างไร”
ชุยต้าเหนียนหันหน้าไปทางอื่นอย่างไม่มั่นใจ ดวงตาตื่นตระหนกของนางมองไปรอบ ๆ โดยไร้จุดหมาย ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับนางจริง ๆ
“คนอย่างข้า ไม่มีข้อดีอะไร นอกจากมีแค้นก็ต้องชำระ”
“อันเยว่ ข้ากับเจ้าเราเคยเป็นพี่น้องกัน ต่อให้เราทะเลาะกันจนแตกหัก และข้าไม่อยากให้เจ้าได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ข้าทำเรื่องอย่างทุบตีเจ้าจนขาหักไม่ลงหรอก”
ยามนี้ชุยต้าเหนียนนอนนิ่งอยู่บนเตียง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายมีอำนาจชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น แต่นางเป็นเหมือนเนื้อบนเขียง หากไม่แก้ต่างให้ตัวเองสักหน่อย ไม่แน่นางอาจรักษาขาข้างนี้ไว้ไม่ได้!
ครั้งนี้กล่าวได้ว่าสามารถสร้างความกดดันให้กับนางได้มากพอ อันเยว่แค่ต้องการให้ชุยต้าเหนียนรู้เช่นกันว่านางอันเยว่ไม่ใช่คนที่ใครจะสามารถยั่วยุได้
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าลองบอกข้าซิว่าใครทำ? โรงบ่อนของสู่เหล่าหวู่มิใช่ว่าเป็นกิจการของครอบครัวเจ้าหรอกหรือ?”
“เหล่าหวู่งั้นหรือ?”
ชุยต้าเหนียนชะงักไปครู่หนึ่ง นางรีบลุกขึ้นนั่ง แต่มือของนางไร้เรี่ยวแรง ยันกายอยู่นานก็ยังลุกไม่ขึ้น นางจึงนอนและกระซิบอยู่ที่นั่นทั้งอย่างนั้น
“สู่เหล่าหวู่เป็นคนของข้าจริง เรื่องในครั้งนี้นางกระทำโดยพลการและไม่เกี่ยวข้องกับข้าเลย ภายหลังข้าถึงได้รู้ว่านางส่งคนไปทุบตีเจ้าจนขาหัก แต่นี่ไม่ใช่ความคิดของข้าจริง ๆ นะ”
นางรีบร้อนอธิบายโดยที่มือทั้งสองข้างสั่นไม่หยุด บางทีเรื่องนี้อาจไม่เกี่ยวข้องกับนางจริง ๆ
หากนางไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความแค้นเรื่องขาหัก ก็ยังมีโอกาสสำหรับธุระเรื่องต่อไป
อันเยว่มองชุยต้าเหนียนแก้ต่างด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่เป็นหลิวฟางที่นั่งต่อไปไม่ไหว นางเอามือตบเตียงอย่างแรงและตะคอก “โรงบ่อนของครอบครัวเจ้าแท้ ๆ เจ้ากลับบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้า ใครจะไปเชื่อ!”
“ก่อนหน้านี้เจ้าไม่พอใจอันเยว่ของเรา ทั้งยังประกาศที่นอกร้านของนางว่าจะไม่ปล่อยให้นางทำสำเร็จโดยเด็ดขาด และจะทำให้นางลำบากใจในทุกด้าน ข้าพูดผิดหรือไม่?”
กล่องคำพูดของหลิวฟางถูกเปิดออก แม้ต้องการจะหยุดนางก็ไม่สามารถทำได้แล้ว
“ก่อนหน้านี้เราปฏิบัติกับเจ้าเหมือนพี่น้องที่ดีต่อกันจริง ๆ แต่เจ้าล่ะทำอะไรลงไป? เจ้าต้องการแย่งสามีผู้อื่น นี่หรือคือสิ่งที่พี่น้องที่ดีเขาทำกัน?”
ระหว่างการสอบสวน แม้ว่าน้ำเสียงที่ใช้พูดจะมีความรุนแรงอยู่บ้าง ทว่าไม่มีคำหยาบคาย และการที่พี่น้องที่ดีต่อกันทำเรื่องแบบนี้ได้ลง ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้ผู้คนดูถูกจริง ๆ
“ช่างเถอะ ถึงแม้นางจะมาที่บ้านข้า แต่ก็ไม่ได้พาตัวซูจือฉือไป ฉะนั้น เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงอีก”
“ไม่พูดถึงแล้วหรือ?”
ชุยต้าเหนียนแทบจะลุกขึ้นนั่งในทันทีที่ได้ยิน แต่ก็ยังคงนอนอยู่บนเตียง นางเพียงถอนหายใจเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะโกรธข้า อย่างไรเสีย ข้าก็เคยทำเรื่องที่เกินเลยไป”
“ตอนนี้แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยน่าจะอยู่ในคุกใช่ไหม?”
จากนั้นก็เห็นมือที่กำลังจับผ้าห่มของชุยต้าเหนียนเกร็งขึ้นมาก และยังเผยสีหน้าเศร้าออกมาให้เห็น นางกัดริมฝีปากอยู่นาน แต่ไม่ได้เอ่ยอะไร
แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยถูกจับได้ที่บ้านของอันเยว่ หากว่ากันตามหลัก ทั้งสองคนมาถึงขั้นเป็นศัตรูกันแล้ว แต่ยามนี้ชุยต้าเหนียนกลับไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“เรื่องสบู่ ข้ายอมรับว่าข้าอิจฉาเจ้าจริง และข้าเป็นคนส่งแม่บ้านใหญ่ไปที่นั่น แต่ไม่ได้ให้นางทำอะไรเจ้า ก็แค่ต้องการให้นางสั่งสอนเจ้านิด ๆ หน่อย ๆ กลับนึกไม่ถึงว่านางจะทำเกินกว่าเหตุขนาดนั้น นางก็แค่ต้องการแสดงความภักดีต่อข้า เห็นแก่มิตรภาพเกือบสิบปีของเราเถอะ ถึงเราจะแตกหักกันในวันเดียว แต่ก็เห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีต่อกัน เจ้าปล่อยข้าไปไม่ได้หรือ?”
ต่อให้ชุยต้าเหนียนร่ำรวยเพียงใด แต่ในเขตแดนของฮวาตู เป็นเรื่องยากมากที่จะตรวจรับไปถึงฝั่งจวนโจว
เจ้าหน้าที่ของเมืองฮวาตูมีชื่อเสียงด้านการยอมรับเฉพาะหลักฐาน จึงไม่มีทางเลยหากจะใช้เงินแก้ปัญหา
ซึ่งหากมิใช่ด้วยเหตุนี้ อันเยว่คงไม่สามารถเปิดร้านได้อย่างราบรื่นเช่นกัน
นี่ถือได้ว่าสวรรค์ช่วยนางไว้โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจในขั้นตอนการสร้างความลำบากให้กับนาง
“หากต้องการให้แม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยปลอดภัย ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี”
“อันเยว่ เจ้าเสียสติไปแล้วรึ? นางเกือบเผาบ้านเจ้านะ เจ้ายังทำเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น นี่เจ้าต้องใจกว้างขนาดไหน!”
อันเยว่อดหัวเราะไม่ได้เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนี้ นึกไม่ถึงว่าหลิวฟางก็คนจริง ขนาดอยู่ที่ตระกูลชุยนางยังกล้าหนุนหลังอันเยว่เช่นนี้ ทำจนอันเยว่อยากยกนิ้วหัวแม่มือให้นางจริง ๆ
“การเป็นคนต้องมีความอดทน ก็แค่ลอบวางเพลิงครั้งเดียวเองไม่ใช่หรือ ซึ่งการจัดการกับการลอบวางเพลิงก็ง่ายนิดเดียว”
อันเยว่พูดจบก็หันหน้ากลับมาและเห็นว่ายามนี้ชุยต้าเหนียนได้ยันกายลุกขึ้นนั่งแล้ว บนหน้าผากของนางมีเม็ดเหงื่อซึม นางดูเหนื่อยล้าและน่าสงสารมาก
“เจ้าหมายความว่าจะจบแต่เพียงเท่านี้ใช่ไหม?”
“แน่นอน เพียงแต่ ข้าก็มีเงื่อนไขเช่นกัน”
“เจ้าว่ามา”
“ข้าต้องการเปิดร้านที่ถนนตะวันตก โดยร้านหนึ่งแห่งแลกกับแม่บ้านหนึ่งคน ไม่ทราบว่าเจ้าเต็มใจหรือไม่”
อันเยว่นั่งอยู่บนรถเข็น ดวงตาของนางค่อยๆ หลุบต่ำลง นางไม่รีบเร่งต่อความคิดเห็นของชุยต้าเหนียน
“ร้านหนึ่งแห่ง…”
การซื้อร้านหนึ่งแห่งจำเป็นต้องใช้เงินมาก หากต้องยกให้อันเยว่จริง เป็นธรรมดาที่นางจะไม่รู้สึกเต็มใจ
อันเยว่เห็นความกังวลในแววตาของชุยต้าเหนียนอย่างชัดเจน ในเมื่อนางต้องการตรึกตรอง เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางตรึกตรองอย่างช้า ๆ
“มีอีกหนึ่งร้านมาเปิดฝั่งตรงข้ามร้านเรา โดยใช้ชื่อว่าไป๋เจี๋ย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่?”
“แน่นอนว่าไม่…”
“คิดให้ดีก่อนพูด สิ่งที่คนอย่างข้าเกลียดที่สุดก็คือการโกหก”
หากมิใช่เพราะมีเรื่องของแม่บ้านใหญ่ตระกูลชุยค้ำคออยู่ ชุยต้าเหนียนคงเอ่ยโต้แย้งอย่างแน่นอน และนางจะไม่ยอมรับเรื่องสบู่เด็ดขาด
ทว่า ยามนี้…
“ข้ายอมรับว่าข้าอิจฉาสบู่ของเจ้า เพิ่งเปิดตัวแท้ ๆ ก็ขายดีขนาดนั้น คนค้าขายอย่างข้า เมื่อเห็นว่ามันขายดีขนาดนั้นก็ต้องการแบ่งน้ำแกงบ้าง”
“ได้ ข้าไม่ห้ามเจ้า เพียงแต่ หากข้าพบว่าเจ้าใช้ชื่อเสียงของสบู่ของครอบครัวเราเพื่อขายสบู่ของเจ้าอีก ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
“ข้าไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้วจริง ๆ!”
เสียงของชุยต้าเหนียนเริ่มมีความสะอื้นบ้างแล้ว นางเองก็ต้องการช่วยแม่บ้านออกมาเช่นกัน ยามนี้ถือได้ว่านางมีความจริงใจแล้วจริง ๆ
“เจ้ายัง…”
อันเยว่จับตัวหลิวฟางไว้เสียก่อน ยามนี้ไม่ควรให้หลิวฟางพูดอะไรเป็นการดีที่สุด มิเช่นนั้น นางอาจทำเรื่องดี ๆ ของอันเยว่เสียก็เป็นได้
ตราบใดที่ชุยต้าเหนียนมีความจริงใจ อันเยว่ก็พอใจแล้ว สิ่งที่นางต้องการคือเห็นชุยต้าเหนียนยังคงมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง