ฮูหยินผู้ถูกลืมเลือน ณ. เรือนเหมันต์

    บทที่ 8 เล่นงานคน

            ยามที่ชุ่ยเหมยกลับมาก็เป็๲เวลาใกล้ค่ำแล้วเมื่อนางพบว่ามีศพนอนรออยู่สามศพนางก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด

            “ฮูหยินเ๯้าคะทางเรือนใหญ่ลงมือกับท่านอีกแล้วหรือเ๯้าคะ”เมื่อนางถามเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็พยักหน้า

            “เป็๲สุ่ยอี้โหรวน่ะเพียงแต่คราวนี้ข้าจะทำเป็๲ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้แล้ว”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยจบก็ยื่นถุงสมุนไพรในมือให้ชุ่ยเหมยยามที่เงินไม่ขาดมือชีวิตช่างดีนัก จะซื้อสมุนไพรมาตุนไว้สักเท่าใดก็ไม่เดือดร้อนตอนที่ท่านพ่อของนางสิ้นจวนสกุลโม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่ไม่มากเท่าไหร่ส่วนใหญ่ล้วนเป็๲สินเดิมที่เหลืออยู่ของท่านแม่ของนางนางจึงต้องใช้ชีวิตอย่างประหยัด พอแต่งเข้าจวนโหวแม้ว่าสามีจะมั่งคั่งแต่ในเมื่อแม่สามีไม่โปรดปรานเงินทองที่จะใช้สอยย่อมไม่มีตกมาถึงมือนางจะไปแบมือขอกับแม่สามีก็ไม่ได้ ส่วนสามีแค่ได้พบหน้าก็ยังจะไม่พบพอได้เจอหน้ากันนางจะอ้าปากถามเ๱ื่๵๹เงินก็ใช่ที่มาตอนนี้พอมีเงินที่หามาได้ด้วยตนเองแล้วนางย่อมจะมือเติบอยู่บ้างเป็๲ธรรมดา

            “ผงสมุนไพรนี้แค่โปรยไปในอากาศจะทำให้คนที่สูดดมหลับใหลไม่ได้สติ เ๯้าใช้อย่างระมัดระวังเอาศพของสามคนนี้ไปโยนไว้บนเตียงของสุ่ยอี้โหรวในเมื่อนางอยากยุแยงให้แม่สามียัดเยียดคำครหาเ๹ื่๪๫มีชายอื่นให้ข้ามากนักเช่นนั้นข้าก็จะขอส่งคืนคำครหานี้ให้นางก็แล้วกัน เพียงแต่วิธีการของข้าย่อมจะต้องเห็นผลกว่าหากระบี่สักเล่มเอาไปวางไว้ในมือของนางด้วย”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้าแล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา

            “ท่านน่าจะทำเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว”

            “ตอนนั้นข้ายังหลงคิดว่าเมื่อท่านโหวกลับมาข้าก็จะพ้นมลทินถึงยามนั้นข้าอาจจะยังต้องทนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกนางอีกก็เลยไม่ได้คิดจะต่อสู้แย่งชิงอะไรกับพวกนาง อีกทั้ง…ข้าไม่มีเงินจะซื้อผงสมุนไพรมากักตุนไว้เช่นนี้ ต่อให้คิดได้ก็คงไม่อาจจะลงมือทำ”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยพยักหน้า

            “ข้าก็หลงคิดว่าที่ท่านสู้อดทนมาสองปีจนจะครบสามปีอยู่แล้วเป็๲เพราะท่านคำนึงถึงคำสอนของโม่ฮูหยินเสียอีกที่แท้ก็เป็๲เพราะท่านไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอนี่เอง…”

            “ใช่ที่ไหนกันหากข้าจะลงมือใช้กำลังรังแกพวกนางก็ได้แล้วเพียงแต่หากท่านโหวรู้ว่าข้ารังแกพวกนางแล้วข้าจะหาที่พึ่งพิงใหม่ได้จากที่ใดกันลำพังแค่สามีไม่โปรดปรานข้าก็อยู่ยากแล้วหากทำให้สามีรังเกียจอีกข้าคงไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยขมวดคิ้ว

            “แล้วตอนนี้เล่าเ๽้าคะถ้าท่านโหวกลับมาแล้วสืบเ๱ื่๵๹นี้ย้อนหลังเล่า”

            “ก็ให้เขาสืบไป นางคิดจะฆ่าข้ากับลูกก่อนเขาปกป้องข้าไม่ได้ก็แย่แล้วหากยังคิดจะเล่นงานข้าเพราะเ๹ื่๪๫นี้อีกเช่นนั้นก็ทางใครทางมันเถอะข้าไม่ได้คิดจะฝากชีวิตของตนเองเอาไว้ที่เขาอีกแล้ว”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้สุ่ยอี้โหรวยิ้มออกมา

            “พวกเราก็แค่พาคุณชายน้อยและคุณหนูน้อยกลับจวนแม่ทัพ…”เมื่อพูดจบชุ่ยเหมยก็หน้าเสียจวนแม่ทัพคือจวนพระราชทานยามนี้มีแม่ทัพคนใหม่แล้วจวนแห่งนั้นก็ย่อมจะกลับไปไม่ได้อีก

            “ไปพึ่งพาสกุลเจียงคงจะได้แล้วกระมังฮูหยินสร้างชื่อให้ผ้าปักพวกเขาได้ถึงขนาดนี้”เมื่อชุ่ยเหมยเอ่ยเช่นนี้โม่ชิงเยว่ก็ทอดถอนใจออกมา

            “เ๽้าลงมือไปเถิดคงอีกนานกว่าท่านโหวจะกลับ การศึกสงบแล้วใช่ว่าแม่ทัพจะได้กลับมาได้ง่ายๆจากประสบการณ์การรอท่านพ่อเวลานำทัพไปชายแดนของข้าคงอีกหลายเดือนกว่าจะสะสางทุกอย่างจนจบสิ้นมิสู้จัดการสุ่ยอี้โหรวเสียให้นางได้รับความอับอายและต้องทนแบกรับคำครหาไปก่อนด้วยสติปัญญาของคนในจวนแห่งนี้ยังจะมีผู้ใดสืบหากันเล่าว่าสุ่ยอี้โหรวถูกใส่ความ”เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้ชุ่ยเหมยก็พยักหน้า

            “สกุลสุ่ยย่อมจะต้องส่งคนมาสืบแน่”

            “เช่นนั้นก็ให้พวกเขามากับบุตรสาวที่ถูกทิ้งให้แต่งเข้ามาเป็๲อนุเช่นนี้พวกเขาจะทุ่มเทเพื่อนางสักเพียงใดกันข้าเองก็อยากจะรู้เช่นเดียวกันว่าสุ่ยอี้โหรวจะมีค่าสักแค่ไหนในสายตาของท่านเ๽้ากรมพิธีการ”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้ชุ่ยเหมยยิ้มออกมา นักฆ่าที่นายหญิงจัดการได้อย่างง่ายดายเช่นนี้สกุลสุ่ยไม่น่าจะช่วยหนุนหลังสุ่ยอี้โหรวเท่าใดนักหากพวกเขาอยากช่วยสุ่ยอี้โหรวอย่างเต็มกำลังคนที่มาช่วยงานนางจะต้องมีฝีมือมากกว่านี้

            “รอดึกกว่านี้อีกสักหน่อยแล้วเ๯้าค่อยลงมือยามนี้ไปกินมื้อเย็นกันก่อนเถอะข้าทำอาหารไว้รอเ๯้าแล้ว”เมื่อโม่ชิงเยว่พูดจบชุ่ยเหมยก็เก็บถุงสมุนไพรเอาไว้อย่างระมัดระวังแล้วเดินไปล้างมือเพื่อเตรียมตัวกินข้าวมื้อเย็นในวันนี้เด็กๆ เงียบกว่าทุกครั้ง สายตาของพวกเขาวนเวียนไปจ้องมองศพของบุรุษสามคนนั้นด้วยความหวาดหวั่นชุ่ยเหมยจึงได้ยิ้มออกมา

            “ข้าถึงได้บอกพวกท่านอย่างไรเล่าว่าควรจะตั้งใจเรียนกับข้าเมื่อเติบใหญ่แล้วก็เรียนรู้จากฮูหยินให้ดี นางฝีมือดีกว่าข้าเสียอีก”เมื่อชุ่ยเหมยพูดเช่นนี้เด็กทั้งสองก็พยักหน้า

            "แต่เมื่อเรียนแล้วก็อย่าได้โอ้อวดฝีมือของตนเองต่อให้เก่งกาจแค่ไหนก็ย่อมจะมีผู้ที่อยู่เหนือกว่ามิสู้เก็บงำประกายซ่อนคมเอาไว้นำวรยุทธ์มาใช้แค่ป้องกันตนก็พอ"โม่ชิงเยว่เอ่ยพลางคีบกับข้าวให้แก่ลูกๆ ของนาง

            "เมื่อก่อนท่านยายของพวกเ๽้ามักจะตำหนิที่แม่ร่ำเรียนวิชาการต่อสู้และป้องกันตัวกับท่านตานางอยากให้แม่เป็๲เช่นนางเป็๲คุณหนูผู้บอบบางมีชีวิตอยู่แต่ในเรือนหลังอย่างเรียบง่ายแต่ชีวิตขอคนเราไหนเลยจะเรียบง่ายดังที่ใจคิดมิสู้มีความสามารถรอบด้านเพื่อเอาไว้หาหนทางรอดให้แกตนเองดีกว่า ดังนั้นหากมีโอกาสพวกเ๽้าก็จงเรียนรู้ให้มากเข้าไว้โอ้อวดให้น้อยลง ยามผู้อื่นรังแกจะได้สามารถเอาตัวรอดได้"เมื่อโม่ชิงเยว่เอ่ยเช่นนี้เด็กทั้งสองก็พยักหน้าแล้วก้มหน้าก้มตาลงมือกินข้าวโดยไม่หันไปมองยังทิศที่มีศพสามศพนอนกองรวมกันอยู่ตรงนั้นอีก

            พอเห็นว่าดึกมากแล้วสมควรลงมือเสียเสียทีชุ่ยเหมยก็ใช้เพียงมือข้างเดียวหิ้วศพที่นอนตายอยู่กับพื้นขึ้นมาหนึ่งศพแล้วพาร่างนั้นออกไปจากเรือนอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าไปใกล้เรือนของสุ่ยอี้โหรวได้นางก็ทิ้งศพของคนผู้นั้นเอาไว้ในพงหญ้านอกเรือนของสุ่ยอี้โหรวก่อนเข้าไปโปรยผงสมุนไพรใส่คนในเรือนอย่างระมัดระวังเมื่อทุกคนบนเรือนหลับสนิทดีแล้วนางจึงลากศพที่ทิ้งเอาไว้ด้านนอกเข้าไปวางเอาไว้บนเตียงของสุ่ยอี้โหรวพอลงมือเสร็จนางก็รึบกลับไปขนอีกสองศพมาจัดการดึงทึ้งเสื้อผ้าของสุ่ยอี้โหรวและศพทั้งสามศพออกให้อยู่ในสภาพที่ไม่เรียบร้อยแล้วจึงได้นำกระบี่เล่มหนึ่งเอาไปวางไว้ในมือของสุ่ยอี้โหรวเมื่อเห็นว่าจัดฉากเรียบร้อยดีแล้วนางก็รีบเร้นกายหายออกไปจากเรือนของสุ่ยอี้โหรว