ในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านย่อมหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งไม่พ้น
โดยเฉพาะเวลาที่กลุ่มคนหนุ่มสาวที่ต่างวัฒนธรรมต่างภาษา และต่างสีผิวมาอยู่รวมกัน
แค่เรื่องแย่งห้องฝึกฝนก็สามารถบานปลายกลายเป็นเหตุวิวาทหมู่ขนานใหญ่ได้แล้ว
แม้แต่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่เก็บตัวอยู่ในห้องฝึกฝนมาตลอดยังต้องยอมออกมาดูสถานการณ์
แต่ยังไม่ทันจะรู้เรื่องชัดเจนว่าต้นสายปลายเหตุคืออะไรก็ถูกบรรดาอาจารย์ที่รุดมาถึงระงับเหตุเอาไว้ซะก่อน
แค่ประโยคเดียวที่ว่า"หากใครเริ่มยั่วยุก่อนถ้าเป็นนักศึกษาจากสถาบันอื่นจะถูกตัดสิทธิ์แข่งส่วนนักศึกษาสุ่ยมู่จะถูกลงโทษสถานหนัก" เท่านี้ก็พอจะทำให้ความสงบสุขกลับคืนสู่รั้วสุ่ยมู่อีกครั้ง
ส่วนสาเหตุของความขัดแย้งนั้นพวกเขาเพิ่งมารู้ทีหลังผ่านคำบอกเล่าของซินซวง
พอได้ยินว่าเป็นแค่เรื่องแย่งห้องฝึกฝนระดับอี่เพียงห้องเดียวทั้งเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงต่างก็รู้สึกงง ๆ อย่างบอกไม่ถูก
แม้ทางมหาวิทยาลัยจะกดดันนักศึกษาเอาไว้ได้ชั่วคราวแต่ใคร ๆ ก็ดูออกว่าตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มขิงก็ราข่าก็แรงใส่กันแล้วและเมื่อเวลาผ่านไป ความตึงเครียดก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆราวกับรอวันระเบิดออกในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกที่จะถึงนี้
และในที่สุดวันนั้นก็มาถึงจนได้
ตามกฎการแข่งตัวแทนจากสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดไม่จำเป็นต้องลงแข่งรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนน
นั่นก็เพราะด้วยระดับพลังของนักศึกษาสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดถ้าลงแข่งรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนจริง ๆ ใครจับสลากมาเจอก็ถือว่าซวยไปตาม ๆ กันและนั่นจะส่งผลกระทบต่อผลคะแนนรวมในรอบแบ่งกลุ่มด้วย
ความจริงแล้วการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนมีไว้เพื่อให้มหาวิทยาลัยระดับเดียวกับมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจได้ช่วงชิงอันดับกันซะมากกว่า
ถ้าไม่มีเหรียญรางวัลหรือมีเหรียญเท่ากัน ก็จะตัดสินอันดับด้วยคะแนนสะสมนี่แหละ
ตั้งแต่เริ่มพิธีเปิดการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกก็ถูกถ่ายทอดสดไปพร้อมกันทั่วโลก
แค่วันแรกกระแสตอบรับก็พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ทำเอาไป๋ฉางเซิงแอบรู้สึกเหมือนได้ดูงานกีฬาระดับโลกในชาติที่แล้วของเขาไม่มีผิด
แต่เจียงจืออวี๋เข้าร่วมแค่พิธีเปิดในวันแรกเท่านั้นจากนั้นเธอก็กลับไปจมดิ่งอยู่กับจังหวะการฝึกฝนของตัวเองต่อ
จะมีก็แต่ไป๋ฉางเซิงที่แอบตามซินซวงไปดูการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนอยู่สองสามนัดแต่พอเห็นว่าบนลานประลองมีแต่พวกที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับสามหรือบางคนยังไม่ถึงระดับสามด้วยซ้ำ ไป๋ฉางเซิงก็หมดความสนใจทันที
การมานั่งวิเคราะห์คู่ต่อสู้ระดับนี้ถือว่าเสียเวลาเปล่าสู้เอาเวลาไปขัดเกลา 'ไม้ตายก้นหีบ' ที่เขาซุ่มศึกษามาตั้งนานยังจะดีกว่า
รอบแบ่งกลุ่มสะสมคะแนนแข่งกันทั้งหมดเจ็ดวันหลังจากผ่านไปเจ็ดวันผู้ที่มีคะแนนสูงสุดสามสิบหกอันดับแรกของแต่ละชั้นปีจะได้ผ่านเข้ารอบรวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสี่สิบสี่คน
นั่นหมายความว่ามีโรงเรียนที่ลงแข่งถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ถูกคัดออกเรียบร้อยแล้ว
มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่ตั้งแต่วันแรกจนจบการแข่งรอบแบ่งกลุ่มทำคะแนนได้แค่หลักหน่วย หรือบางแห่งแทบจะไม่ได้คะแนนเลยสักแต้มเดียวแถมมหาวิทยาลัยแบบนี้ก็มีอยู่ไม่น้อย
ถ้าไม่ติดว่ารู้ว่าพวกเขาพยายามกันสุดความสามารถแล้วไป๋ฉางเซิงคงนึกว่าพวกนี้แค่พากันมาทัวร์อาณาจักรเทียนเฉาเฉย ๆ ด้วยซ้ำ
ช่างประเมินยาก...ประเมินยากจริง ๆ
นักศึกษาทั้งหนึ่งร้อยสี่สิบสี่คนนี้พอรวมกับบรรดาตัวแทนจากสี่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ชั้นยอดแล้วจะแบ่งลงแข่งในแต่ละชั้นปีได้สี่สิบแปดคนพอดีทำให้ไม่มีใครต้องตกค้างหรือผ่านเข้ารอบไปฟรี ๆโดยจะแข่งรอบคัดออกจนเหลือสามคนสุดท้ายเพื่อสู้แบบพบกันหมด ตัดสินอันดับหนึ่ง สองและสาม
หลังจากเว้นช่วงพักไปสองวันการแข่งขันรอบคัดออกก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ
จับคู่ดวลตัวต่อตัวใครแพ้คือตกรอบทันที
ฟังดูเหมือนจะไม่ค่อยแฟร์เพราะการจับสลากมันขึ้นอยู่กับดวงล้วน ๆ
ถ้าดวงซวยจับไปเจอของแข็งก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านตั้งแต่รอบแรก แต่ถ้าดวงดีก็อาจจะไหลตามน้ำเข้าไปถึงรอบลึก ๆ ได้เลย แต่ในโลกใบนี้ดวงก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของฝีมือไม่ใช่เหรอ?
สำหรับไป๋ฉางเซิงเขาเองก็บอกไม่ถูกว่าตัวเองดวงดีหรือดวงซวยกันแน่ แต่ที่แน่ ๆคือคู่ต่อสู้ที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ ดวงกุดอย่างเห็นได้ชัด
"โยชิ! แม่นางคนสวย!"
คนบางคนแค่อ้าปากพูดก็ทำให้คนรู้สึกเอ็นดู แต่กับคนบางประเภทแค่เปิดปากออกมาก็ทำให้คนรู้สึกอยากจะพุ่งไปกระทืบซะเหลือเกิน
อย่างเช่นไอ้หมอนี่ที่เอาผ้าดำคลุมหน้าในมือถือดาบซามูไรหนึ่งเล่ม
มันพ่นภาษาเทียนเฉาสำเนียงแปร่งๆ ปนเปไปกับภาษาต่างประเทศที่ไป๋ฉางเซิงพอจะเดาความหมายได้ลาง ๆ
ใจความประมาณว่าดีใจที่ได้มาเจอผู้หญิงสวย ๆ อย่างเจียงจืออวี๋แล้วก็ขู่ให้เจียงจืออวี๋รีบยอมแพ้ไปซะ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ยั้งมือให้
เจียงจืออวี๋ที่ฟังออกเหมือนกันมีสีหน้าขรึมลงเล็กน้อยเธอหันไปสบตากับไป๋ฉางเซิงที่อยู่ข้างกาย
และแค่สบตากันไป๋ฉางเซิงก็รู้ใจเจียงจืออวี๋ทันที เขาฟาดหางสะบัดออกไปแบบเรียบ ๆ แต่เด็ดขาดหวดร่างของคู่ต่อสู้ปากดีคนนั้นปลิวหวือไปไกลหลายสิบเมตรก่อนจะไปนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างลานประลองแบบไม่ไหวติงอีกเลย
ด้วยระดับพลังของไป๋ฉางเซิงตอนนี้คู่ต่อสู้ที่มีค่าพลังเลือดราว ๆ หกพันหน่วยถ้าโดนเข้าไปเต็ม ๆ แบบนั้นโอกาสสูงมากที่จะต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลอีกหลายเดือน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพไป๋ฉางเซิงก็เลื้อยกลับเข้าถุงกักวิญญาณส่วนเจียงจืออวี๋ก็เดินลงจากเวทีด้วยสีหน้าเรียบเฉยหลังจากกรรมการประกาศผลการแข่งโดยที่เธอไม่ปรายตามองไอ้หน้ากากนั่นอีกเลย
แต่การปิดฉากการต่อสู้ที่ไวปานวอกและดูเหมือนจะไม่เสียเหงื่อเลยสักหยดแบบนี้ก็หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นเป้าสายตา
บนอัฒจันทร์รอบลานประลองตอนนี้มีสายตาหลายคู่จ้องมองตามแผ่นหลังของเจียงจืออวี๋ที่เดินจากไปด้วยความสนใจเป็นพิเศษ
"โซเฟีย เห็นหรือยัง?"
"นั่นแหละเจียงจืออวี๋ ผู้นำของชั้นปีหนึ่งแห่งสุ่ยมู่แล้วก็เป็นคนที่อาจารย์เตือนเอาไว้ว่าเราควรระวังมากที่สุดจากฝั่งสุ่ยมู่"
ท่ามกลางฝูงชนบนอัฒจันทร์มีชายหญิงผมทองตาฟ้าคู่หนึ่งกำลังนั่งอยู่ด้วยกัน ฝ่ายชายมีโหนกคิ้วที่นูนสูงสันจมูกโด่งคมชัด ให้ความรู้สึกดุดันและก้าวร้าว
ในทางกลับกันผู้หญิงที่ชื่อโซเฟีย ถึงจะมีผมสีทองแต่ใบหน้าของเธอกลับไม่ได้ดูคมเข้มแบบชาวตะวันตกจ๋าแต่กลับมีความสวยแบบละมุนตาของชาวเอเชียผสมอยู่
ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันแม้จะไม่ได้ทำอะไรเป็นพิเศษแต่ความหน้าตาดีของทั้งคู่ก็ถือเป็นจุดสนใจที่ดึงดูดให้คนรอบข้างต้องเหลียวมองครั้งแล้วครั้งเล่า
"การประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลกปีนี้การแข่งขันของปีหนึ่งดุเดือดกว่าชั้นปีอื่น ๆ มาก"
"ทั้งเจียงจืออวี๋จากสุ่ยมู่ ปาฟลอฟจากมหาวิทยาลัยสงครามจอร์ชจากมหาวิทยาลัยเสรี แล้วก็พวกเราสองคนด้วย"
"ถ้าเป็นปีก่อน ๆ พวกนี้ก็คือตัวเต็งแชมป์กันทั้งนั้น แต่ปีนี้...ต้องมีใครบางคนร่วงไปก่อนเวลาอันควรแน่ ๆ"
"พรสวรรค์และฝีมือของเธอเหนือกว่าฉัน ถ้าฉันต้องเจอใครสักคนในสามคนนั้นก่อนฉันจะพยายามสุดความสามารถเพื่อบีบให้พวกนั้นต้องงัดไพ่ตายออกมาให้หมด"
พูดจบฝ่ายชายก็หันไปมองโซเฟียที่ยังมีสีหน้าสงบนิ่งเหมือนเดิม
"หวังว่าเธอคงไม่ทำให้ความเชื่อมั่นของอาจารย์สูญเปล่าหรอกนะอย่าลืมล่ะว่าอาจารย์เป็นคนออกตัวค้ำประกันให้แม่ของเธอได้เข้าไปรักษาตัวในวารีศักดิ์สิทธิ์ก่อนเวลา"
พอได้ยินคำว่า'แม่' แววตาที่เคยสงบนิ่งของโซเฟียก็เริ่มสั่นไหวเล็กน้อยก่อนที่เธอจะพยักหน้าช้า ๆ แล้วยกมือขึ้นทาบตรงตำแหน่งหัวใจ "ทุกอย่างเพื่อท่านเทวทูตศักดิ์สิทธิ์"
"ทุกอย่างเพื่อท่านเทวทูตศักดิ์สิทธิ์"
ฝ่ายชายที่อยู่ข้างๆ ก็ทำท่าแบบเดียวกัน
ภาพเหตุการณ์ทำนองนี้ยังคงเกิดขึ้นตามจุดต่างๆ บนอัฒจันทร์ แต่เรื่องพวกนี้ยังไม่สำคัญสำหรับเจียงจืออวี๋ในตอนนี้อย่างน้อยก็ในวินาทีนี้
เพราะระหว่างทางที่เธอเดินกลับห้องฝึกฝนเธอได้รับวิดีโอคอลจากพ่อและแม่ของเธอ
พอเห็นใบหน้าตื่นเต้นดีใจของพ่อแม่บนหน้าจอเจียงจืออวี๋ก็เผยรอยยิ้มที่หาดูได้ยากออกมาความเครียดที่สะสมมาจากการฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืนก็ดูจะหายไปไม่น้อยเลยทีเดียว