[คุณสยบ ‘บุตรแห่งโชคชะตา’ สำเร็จ ค่าความภักดี 100, โชคชะตาผูกพันกันนับแต่นี้]
[โชคชะตา +5,000]
...
กู้หลานเห็นข้อความแจ้งเตือนจากระบบตรงหน้าแล้วก็ชะงักไปครู่หนึ่ง!
ดูท่าการคุกเข่าของหลินลู่ในครั้งนี้จะไม่ใช่การแสดง แต่เป็นการแสดงความต้องการที่จะยอมสยบต่อเขาอย่างแท้จริง
ยอมเป็นทาสรับใช้เพื่อช่วยชีวิตญาติสนิท เห็นได้ชัดว่าหลินถานเอ๋อร์มีความสำคัญต่ออีกฝ่ายเพียงใด...
แต่ว่า
‘เจ้าไม่ใช่คนไร้ความสามารถเสียหน่อย... เจ้าคือบุคคลในตำนานของโลกใบนี้ เป็นขุนศึกในชุดขาวลู่ฉิวเซียนเชียวนะ’
‘ยิ่งพี่สาวของเจ้าเป็นสตรีแห่งโชคชะตา ขอเพียงนางฟื้นตัวขึ้นมา ย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถครอบครองดินแดนได้ในอนาคต!’
“น้องหลิน รีบลุกขึ้นเถิด”
กู้หลานประคองเขาขึ้นมาอย่างใจเย็น พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า “ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ยินดีช่วยแม่นางถานเอ๋อร์อยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าจะยอมรับข้าเป็นนายหรือไม่”
‘เกี่ยวก็แค่... นางเป็นทางลัดที่ง่ายที่สุดในการปั๊มโชคชะตาต่างหาก!’
กู้หลานคิดในใจ
ถูกต้องแล้ว ต่อให้หลินลู่ไม่แสดงท่าทีอะไร กู้หลานก็ต้องหาทางรับงานรักษานี้มาไว้กับตัวอยู่ดี
ในฐานะตัวประกอบ โอกาสที่จะได้ ‘ดูดโชคชะตา’ จากสตรีแห่งโชคชะตาแบบนี้มีไม่บ่อยนักหรอกนะ!
อีกอย่าง ยาที่ใช้บำรุงนาง เขาก็มีเหลือเฟือ
สมุนไพรฤทธิ์เย็นระดับสามัญที่กวาดต้อนมาจากสำนักฮวาเจี้ยนและตระกูลหลิว หากไม่นำมาใช้กับนางก็ถือว่าเสียเปล่า นับเป็นการลงทุนที่ได้กำไรมหาศาลโดยแท้...
“คุณชายกู้มีจิตใจเมตตาและฝีมือล้ำเลิศยิ่งนัก นับเป็นผู้ที่ข้าเพิ่งเคยพบพานเป็นครั้งแรกในชีวิต!”
หมอเทวดาซุนกล่าวชื่นชมพลางครุ่นคิด
“ไม่ทราบว่าคุณชายสนใจจะไปเมืองหลวงหรือไม่ ข้าพอจะมีเส้นสายในราชสำนักอยู่บ้าง...”
กู้หลานรู้ดีว่าหมอเทวดาซุนกำลังหวังดี และอยากหาลู่ทางทำมาหากินให้เขา
ทว่ากู้หลานกลับส่ายหน้าปฏิเสธทันที “ขอบคุณหมอเทวดาซุน แต่ข้ามีครอบครัวอยู่ที่หลางโจว ชีวิตนี้... คงไม่จากที่นี่ไปไหนแล้ว”
เมืองหลวงน่ะหรือ?
สถานที่ที่มีแต่คลื่นใต้น้ำเชี่ยวกราก และเต็มไปด้วยการห้ำหั่นเช่นนั้น ใครจะอยากไปกัน!
‘แถมยังต้องเป็นหมอหลวง คอยปรนนิบัติจักรพรรดินีผู้สูงส่งทุกวัน... แบบนั้นสู้ทำการค้าอยู่ที่บ้าน และคอยอยู่เคียงข้างฮูหยินไม่ดีกว่าหรือ!’
“เอาเถิด คนเรามีทางเลือกต่างกัน คุณชายกู้เป็นคนจิตใจดี อนาคตย่อมสดใส” หมอเทวดาซุนประสานมือลา
จนถึงตอนนี้ ในห้องจึงเหลือเพียงกู้หลานและหลินลู่
“พี่กู้ จากนี้ข้าต้องทำอย่างไรบ้าง?”
หลินลู่เอ่ยถามด้วยความร้อนรน
แม้จะได้รับคำมั่นสัญญาจากกู้หลานแล้ว แต่เขาก็ไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์ และไม่อยากติดค้างน้ำใจกู้หลานไปมากกว่านี้ จึงปรารถนาจะทำสิ่งใดสักอย่างเพื่อตอบแทนบุญคุณ
กู้หลานมองเขาพลางส่ายหน้า “เรื่องของถานเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว ข้าจะดูแลจัดการทั้งหมดให้เอง”
“อีกอย่างนะน้องหลิน พวกเราเป็นสหายกัน ไม่ใช่เจ้านายกับทาส”
“ข้าจะไม่สั่งให้เจ้าทำอะไรทั้งนั้น... แต่ถ้าให้แนะนำล่ะก็ ข้าอยากให้เจ้าไปทำตามความฝันของตัวเองเสีย”
“ความฝัน... ของข้า?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินลู่ก็ตกตะลึง!
นานแค่ไหนแล้ว... ที่เขาไม่ได้ยินคำที่งดงามเช่นนี้!
เขาไม่เคยคาดหวังเลยว่า ปัญญาชนที่ไร้ความสามารถอย่างเขา จะมีวันที่ได้ทำตามคำว่าความฝัน…
“ตอนที่พวกเราเจอกันวันแรก เจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือว่าอยากจะไปท่องโลกในสนามรบ? จากนี้ไป เจ้าก็จงไปเสียเถิด เจ้ามีอิสระแล้ว”
กู้หลานยิ้มบาง ๆ มอบให้
การจะกักตัวผู้ที่มีโชคชะตาเช่นนี้ไว้เป็นทาสย่อมเป็นเรื่องน่าสนุก แต่ถ้าทำแบบนั้นจะทำให้โครงเรื่องในนิยายต้นฉบับพังทลายลง
หากลินลู่ถูกขังไว้ที่เมืองหลางโจว เขาก็จะไม่มีวันได้เป็น ‘ลู่ฉิวเซียน’
สมรภูมิแดนตะวันตก นั่นแหละคือที่ที่เขาจะโบยบินและก้าวขึ้นสู่ระดับจักรพรรดิได้!
เพราะนั่นคือโอกาสและวาสนาของเขาที่รออยู่
เพียงชั่วพริบตา หลินลู่ก็นิ่งอึ้ง น้ำตาไหลพราก เตรียมจะคุกเข่าให้กู้หลานอีกครั้ง แต่กลับถูกคว้าไว้ได้ทัน
“ถ้าคุกเข่าอีก ข้าไม่รักษานางให้เจ้าแล้วนะ”
กู้หลานจ้องเขาพลางเหลือบมองหญิงสาวบนเตียง
“ได้ ๆ ไม่คุกเข่าแล้ว...”
หลินลู่ร้องไห้ด้วยความดีใจพลางรีบเช็ดน้ำตา “พี่กู้ ข้าจะทำตามที่ท่านบอก พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางเพื่อไปเดินบนเส้นทางของข้าเอง... หากวันหน้าข้าได้ดิบได้ดี ข้าจะกลับมาติดตามท่านแน่นอน”
“หากข้าไม่ตาย... ข้าจะไม่ทำให้พี่กู้ต้องผิดหวังเด็ดขาด!”
กู้หลานตบไหล่เขาเบา ๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้ม
“ดี ข้าจะรอเจ้า”
...
ยอดเขาเทียนจี หอเทียนจี
ณ ศาลาแห่งหนึ่งบนยอดเขา
ร่างเล็ก ๆ ในชุดนักพรตตัวโคร่ง ยืนหันหน้าเข้าหาหุบเขาที่ปกคลุมด้วยหมอก โดยหันหลังให้กับนักพรตหนุ่มผู้นำทางและสตรีสองนาง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือมู่อวี่เยียน
“ศิษย์พี่ใหญ่ แขกจากแคว้นจิ้งมาถึงแล้วขอรับ!”
นักพรตหนุ่มตะโกนเรียกนักพรตน้อยตรงหน้าอย่างนอบน้อม
นักพรตน้อยไม่ได้ตอบกลับ
นักพรตหนุ่มเห็นเป็นเรื่องปกติ จึงหันไปบอกสตรีทั้งสองว่า “นั่นแหละศิษย์พี่ใหญ่ แต่ตอนนี้เขากำลังเข้าสู่สภาวะหยั่งรู้เต๋าอยู่ ทั้งสองคงต้องรอสักครู่”
เมื่อได้เห็น ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ผู้ลึกลับแห่งหอเทียนจี มู่อวี่เยียนและหลิ่วเย่ซีก็ถึงกับตาเบิกกว้าง!
นึกว่าเป็นนักพรตวัยกลางคนที่พลังตบะล้ำลึกรองจากเจ้าหออวิ๋นหลง ที่ไหนได้กลับเป็นเด็กเล็กที่ยังทำผมจุกอยู่เลย!
“รบกวนท่านนักพรตแล้ว”
มู่อวี่เยียนเก็บความสงสัยไว้ในใจ พลางพยักหน้าขอบคุณ
นักพรตหนุ่มโค้งคำนับ ก่อนจะใช้กระบี่เหาะจากไป
ตรงนี้คืออาณาเขตบำเพ็ญเพียรของศิษย์สายตรงหอเทียนจี ศิษย์ภายนอกอย่างเขาไม่มีสิทธิ์อยู่ที่นี่นาน
เมื่อเขาจากไป หลิ่วเย่ซีก็กระซิบข้างหูจักรพรรดินี
“ฝ่าบาท เด็กคนนี้กำลังหยั่งรู้เต๋าอย่างตั้งใจ... เช่นนี้พวกเราไม่ต้องรอเก้อหรือเพคะ?”
“อืม”
มู่อวี่เยียนพยักหน้าพลางกำชับอย่างตั้งใจ “พวกเรามาคารวะ ต้องให้เกียรติเรียกเขาว่าท่านนักพรต...”
“เพคะ” หลิ่วเย่ซีรับคำ
มู่อวี่เยียนมองดูร่างเล็กที่ดู ‘โดดเดี่ยว’ ในศาลาแล้วก็สงสัยขึ้นมา...
‘เจ้าเด็กคนนี้กำลังหยั่งรู้เต๋าจริงหรือ เหตุใดรอบ ๆ ถึงไม่มีคลื่นพลังของกฎเกณฑ์อะไรเลย?’
“ฝ่าบาท เช่นนั้นพวกเราฝึกตนไปพลาง ๆ เถิดเพคะ กว่านักพรตน้อยจะตื่นคงอีกนาน”
หลิ่วเย่ซีสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันบริสุทธิ์บนยอดเขาเทียนจี แล้วก็น้ำลายสอ นางเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะถึงระดับราชาแล้ว
หากสามารถอาศัยสถานที่วิเศษของหอเทียนจีในการทะลวงระดับได้ แคว้นจิ้งย่อมมียอดฝีมือระดับราชาที่จงรักภักดีเพิ่มขึ้นอีกคน
และจะไม่เกิดเหตุการณ์น่าอับอายเหมือนตอนที่มาคารวะสำนักครั้งก่อน ที่ถูกพวกผู้มีอำนาจดูแคลนจนฝ่าบาทต้องออกหน้าปกป้องอีก
“อืม พูดมีเหตุผล”
มู่อวี่เยียนมองดูนักพรตน้อยอีกครั้ง ด้วยแววตาสั่นไหว
จากนั้นทั้งสองก็เริ่มนั่งขัดสมาธิดูดซับพลังปราณอันบริสุทธิ์ของสถานที่แห่งนี้
ตะวันคล้อยต่ำ
เวลาผ่านไปสามชั่วยามโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น หลิ่วเย่ซีก็ขมวดคิ้ว วังวนพลังก่อตัวขึ้นข้างกาย เริ่มดูดซับพลังปราณของยอดเขาเทียนจี
กร๊อบ!
เสียงกระดูกในร่างลั่น
นางลืมตาขึ้นด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะรีบหันไปมองข้าง ๆ
“ฝ่าบาท หม่อมฉันทะลุระดับราชะ...”
ยังไม่ทันพูดจบ นางก็พบว่าองค์จักรพรรดินีหายตัวไปเสียแล้ว!
แต่เมื่อเงยหน้ามองไปยังศาลา ก็พบว่ามู่อวี่เยียนเข้าไปสนทนากับ ‘ศิษย์พี่ใหญ่’ ผู้นั้นเรียบร้อยแล้ว
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ มู่อวี่เยียนกลับนั่งอยู่ในตำแหน่งที่ศิษย์พี่ใหญ่ใช้หยั่งรู้เต๋าเมื่อครู่ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่กลับยืนฟังนางพูดอยู่เสียอย่างนั้น!
‘สวรรค์ เกิดอะไรขึ้นกัน เหตุใดสถานะของทั้งคู่ถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้?’
หลิ่วเย่ซีเดินเข้าไปหาด้วยความงุนงง
“พวกเรามาเพื่อขอบคุณท่านเจ้าหออวิ๋นหลงที่หอเทียนจี ไม่ทราบว่าท่านเจ้าหออยู่ที่ใดหรือ?”
“ท่านอาจารย์กำลังหลอมโอสถให้ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์อยู่ ไม่ว่างพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เจ้ามาต้อนรับพวกเรา เป็นคำสั่งของอาจารย์เจ้าหรือ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าแกล้งทำเป็นหยั่งรู้เต๋า นั่งหลับให้พวกเรารอ นี่ก็เป็นคำสั่งของอาจารย์เจ้าหรือ?!”
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ...”
ศิษย์พี่ใหญ่ผู้นี้ดูเหมือนจะสูญเสียความมั่นใจไปในทันที เมื่อถูกจักรพรรดินีจ้องมองด้วยสายตาเย็นยะเยือก ก็ทำได้เพียงก้มหน้าเขี่ยนิ้วมือตนเองอย่างประหม่า
หลิ่วเย่ซีถึงกับพูดไม่ออก
นางงงงวยไปหมด นึกว่าศิษย์พี่ใหญ่ของหอเทียนจีจะเป็นยอดฝีมือที่เข้าถึงสัจธรรมที่แท้จริง ที่ไหนได้กลับเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งเท่านั้น!