ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    การสอบของสาขาปรุงโอสถ 5

            “พวกเขาอยู่กันเป็นกลุ่มไม่ค่อยพูดคุยกับใครแต่มีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่จะเข้าป่า พวกเขาเข้ามาพูดคุยกับซูซูด้วยนะเจ้าคะฟังจากน้ำเสียงค่อนข้างยโสไม่น้อย ทำท่าทางไม่พอใจอยู่ตลอดเวลาเลยเจ้าค่ะ”ไห่จินจูนึกถึงตอนนั้นแล้วเล่าท่าทางให้บิดาฟัง นอกจากนี้ยังจำได้ว่ามีคนรอดูพวกเขาอยู่โดยรอบก่อนจะจากไปตอนที่พวกเขาทั้งหมดสอบเสร็จสิ้น

            “ดูท่าจะไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือเสียแล้ว”นายท่านไห่กังวลเล็กน้อย หากข่าวลือเรื่องนี้เป็นความจริงพวกเขาก็ต้องเตรียมการไว้หากมีการเปิดเส้นทางการค้าในแคว้นโจว สกุลไห่จะต้องได้เข้าไปเป็นเจ้าแรกๆ

            “เรื่องนี้พวกเจ้าสองคนรีบจัดการ”นายท่านไห่บอกกับบุตรชายทั้งสองคน

            “ท่านพ่ออย่าห่วงเรื่องนี้ข้ากับน้องรองจะจัดการเรื่องนี้ทันที”

            “อย่าบุ่มบ่ามจัดการเรื่องนี้อย่างรอบคอบ”

            “ทราบแล้วขอรับ”บุตรชายทั้งสองคนรู้ดีว่าควรทำอย่างไรนอกจากนี้ยังต้องรอฟังข่าวความเคลื่อนไหวอีกสี่แคว้นที่เหลือด้วยเช่นกัน

            “นายท่าน เมื่อครู่มีสาวใช้เข้ามารายงานว่าเหล่าสหายของคุณหนูรองมาถึงเรือนกลางแล้วขอรับ” พ่อบ้านรายงาน

            นายท่านไห่เพิ่งนึกได้พับเก็บเรื่องเครียดเอาไว้ก่อน แล้วพาครอบครัวไปยังเรือนกลางอย่างอารมณ์ดีถึงอย่างไรบุตรสาวของเขาก็สอบเข้าสำนักสวรรค์ผ่านเป็นเรื่องน่ายินดีสมควรเลี้ยงฉลองอย่างยิ่ง

             

            “นายท่านไห่”ซูเจินย่อคำนับให้เจ้าบ้านเช่นสตรีเมืองหลวงอย่างงดงามเหล่าผู้ติดตามก็ทำความเคารพเจ้าบ้านอย่างพร้อมเพรียง

            “มาถึงแล้วเหตุใดถึงไม่เข้าไปพวกเจ้าให้แขกมายืนด้านนอกเช่นนี้ได้อย่างไร” นายท่านไห่หันไปตำหนิสาวใช้โดยรอบ

            “อย่าโทษพวกเขาเลยเจ้าค่ะ พวกข้าเพิ่งจะมาถึงอีกอย่างพวกข้าเป็นแขกสมควรรอเจ้าบ้านมาถึงก่อน ไม่ใช่หรือเจ้าคะ” ซูเจินตอบยิ้มๆก่อนจะมองเลยไปยังบุรุษสองคนที่อยู่ด้านหลังนายท่านไห่ เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน

            ไห่ฮูหยินเห็นนางมองยังบุตรชายทั้งสองคนนางจึงก้าวเข้ามาหมายแนะนำบุตรชายทั้งสองคนทันที

            “คุณหนูเฉิน นี่บุตรชายทั้งสองคนของน้าเองคนโตชื่อ จินหลู่ คนรองชื่อ จินหมิง” นางแนะนำอย่างยิ้มแย้ม

            “อ่อ ที่แท้เป็นคุณชายทั้งสองนี่เองข้าเฉินซูซูเจ้าค่ะ” ซูเจินทักทายตามมารยาทก่อนจะหลุบตาลงเมื่อเห็นสายตาที่พวกเขาทั้งคู่มองมาคิดว่านางไม่รู้เป้าหมายของนางหรืออย่างไรกัน

            คุณชายทั้งสองคนนั้นต่างตกอยู่ในภวังค์ ตั้งแต่พวกเขาเดินตามบิดามาจนถึงหน้าเรือนกลางก็เห็นกลุ่มของพวกนางยืนอยู่ก่อนแล้ว เห็นสตรีทั้งสามคนไกลๆยังตกตะลึงพอมาเห็นใกล้ๆก็ราวกับต้องมนต์

            พวกนางทั้งสามคนต่างงดงามคนละแบบคนหนึ่งน่ารักจิ้มลิ้ม อีกคนมีก็เสน่ห์ ส่วนอีกคนราวกับเป็นเซียนสาวตกสวรรค์งดงามอย่างหาใดเปรียบ นางสวมใส่ชุดสีน้ำเงินอ่อนเป็นสีที่คุณหนูอายุน้อยต่างไม่ชื่นชอบสวมใส่ เพราะทำให้ดูแก่ทว่านางสวมใส่แล้วกลับดูสง่างดงามอย่างบอกไม่ถูก

            ไห่ฮูหยินมองปฏิกิริยาของบุตรชายทั้งสองคนแล้วก็ลอบยิ้มในใจเป็นอย่างไรเล่า ก่อนหน้านี้นางพยายามให้พวกเขามาพบพวกนางแทบตายมาตอนนี้กลับนิ่งค้าง เห็นบุตรชายนิ่งค้างไปนานก็สะกิดเรียกสติเล็กน้อย

            “แฮ่ม...ยินดีที่ได้รู้จักคุณหนูเฉินแล้วพวกนาง...เอ่อ...” ไห่จินหลู่เอ่ยถามถึงคนอื่นๆที่เหลือทำให้พวกเขาต้องแนะนำตัวเองอย่างช่วยไม่ได้

            “ข้าเฉินหนิงจูเจ้าค่ะ”

            “เฉินเสวี่ยซูเจ้าค่ะ”

            สองสาวใช้แนะนำตัวแล้วตามด้วยจือเหลียงสองพี่น้องสกุลซิ่น และตบท้ายด้วยเหลียงจือ

            “ท่านพ่อ เขาเป็นผู้ปรุงโอสถเจ้าค่ะเก่งกาจมากเลยด้วย พรุ่งนี้จะสอบหลอมโอสถหากผ่านก็จะได้เป็นศิษย์ของสาขาปรุงโอสถเจ้าค่ะ” ไห่จินจูเอ่ยเสริมหลังจากเหลียงจือแนะนำตัวเองเสร็จ

            นายท่านไห่หันมองเด็กหนุ่มทันที ลอบสำรวจเล็กน้อยเขาไม่โดดเด่นเอาเสียเลย ก่อนหน้านี้เขาจึงไม่ให้ความสนใจอีกฝ่ายนายท่านไห่ยิ้มกว้างเดินมาทางเด็กหนุ่มทันที

            “ท่านเหลียง ก่อนหน้านี้ข้าเสียมารยาทแล้วอย่าถือสาตาเฒ่าเช่นข้าเลยนะ ให้ข้าจัดเรือนแยกให้อีกเรือนดีหรือไม่เรือนรับรองอยู่กันหลายคนคงอึดอัดไม่น้อย” นายท่านไห่กล่าวยิ้มแย้มเปลี่ยนท่าทีราวพลิกฝ่ามือเลยทีเดียว

            เหลียงจือตามไม่ทันเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวก่อนจะหยุดตัวเองเอาไว้ได้ เขาหันมองซูซูเล็กน้อยเห็นนางพยักหน้าให้เขาจึงตอบนายท่านไห่

            “อย่าลำบากเลยขอรับ เรือนนั้นมีหลายห้องอยู่กันได้ไม่อึดอัดเลย”

            “อย่างนั้นหรือๆ พวกเจ้าคอยรับใช้คุณชายให้ดีมีอะไรเรียกใช้พวกนางได้เลยอย่าได้เกรงใจ”นายท่านไห่หันไปสั่งความกับสาวใช้อยู่หลายรอบ

            ผู้ปรุงโอสถเป็นผู้มีสถานะพิเศษแม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ดูท่าทางไม่โดดเด่นแต่เขาก็ไม่อาจละเลยอีกฝ่ายได้ ยังดีที่บุตรสาวเอ่ยแนะนำไม่เช่นนั้นเขาอาจเสียมารยาทกับอีกฝ่ายได้หากไม่ระวัง

            ก่อนหน้านี้เขาสังเกตเห็นอีกฝ่ายเหลือบมองเด็กสาวสกุลเฉินแวบนึงก่อนจะเอ่ยกับเขาต่อไปต้องระวังเรื่องมารยาทกับนางให้มากขึ้นอีก แม้แต่ผู้ปรุงโอสถยังต้องมองหน้านางอย่างไรก็ไม่อาจทำให้สหายของบุตรสาวผู้นี้ขุ่นเคืองใจได้

            หนิงจูลอบเบ้ปากในใจพอรู้ว่าเหลียงจือเป็นผู้ปรุงโอสถนายท่านไห่ผู้นี้ก็เปลี่ยนท่าทีจากหลังมือเป็นหน้ามือแทบไม่ทันไม่รู้ว่าหากทราบว่านายหญิงของนางเป็นผู้เยียวยาจะมีท่าทีเช่นไร

            “อย่ายืนอยู่ตรงนี้เลย เข้าไปข้างในกันเถอะเชิญๆ” นายท่านไห่ยิ้มแย้มอารมณ์ดีอย่างยิ่งเชื้อเชิญสหายของบุตรสาวทุกคนอย่างสุภาพไม่กล้าละเลยอีก

            เมื่อครู่เขาได้รับบทเรียนเล็กๆน้อยๆแล้วจึงไม่กล้าที่จะเมินเฉยต่อผู้ใดสักคนแม้แต่สองพี่น้องสกุลซิ่นก็ได้รับการปฏิบัติอย่างดีแม้พวกเขาจะสวมใส่เพียงชุดเก่าซีดที่ดูดีน้อยกว่าบ่าวรับใช้ก็ตามใครจะรู้ว่าพวกเขายังมีคนเช่นใดซุกซ่อนตัวตนเอาไว้อีกดังนั้นนายท่านไห่จึงไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย

            ครอบครัวสกุลไห่นำพวกนางเข้ามายังภายในห้องทานอาหารภายในห้องมีบรรดาภรรยารองและอนุรวมถึงบุตรสาวก่อนหน้านี้พวกนางได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงไม่บ่อยนักที่พวกนางจะได้รับคำเชิญอย่างให้เกียรติ พวกนางต่างแต่งกายอย่างงดงามเมื่อนายท่านไห่เข้ามาพวกนางต่างทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง

            “ลุกขึ้นๆ วันนี้เป็นวันดีเสี่ยวจูกับสหายสามารถสอบเข้าสำนักสวรรค์ได้ ดื่มกินกันให้เต็มที่”นายท่านไห่อารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด นั่งลงที่โต๊ะตัวหน้าด้วยใบหน้าเบิกบาน

            “ยินดีกับคุณหนูรองและสหายด้วยเจ้าค่ะ”เหล่าภรรยาน้อยต่างกล่าวคำยินดี ชื่อเสียงของนางย่อมส่งผลต่อชื่อเสียงของจวนบุตรสาวของพวกนางก็พลอยได้ผลประโยชน์ไปด้วย หลังจากนี้เรื่องแต่งงานล้วนไม่ยากเย็นแล้ว

            “ยินดีกับพี่หญิงรองและสหายด้วยเจ้าค่ะ”ต่อมาเป็นคำยินดีจากเหล่าน้องสาวเด็กสาวหลายคนยังอายุน้อยพวกนางยินดีกับพี่สาวรองอย่างจริงใจทว่าเด็กสาวที่โตขึ้นมาหน่อยต่างรู้สึกอิจฉาริษยาต่างหลุบตาลงเก็บซ่อนประกายในดวงตาให้พ้นฮูหยินใหญ่