ภายในเวลาเพียงยี่สิบวันหลังจากเริ่มฝึก ร่างกายที่เคยผอมแห้งไม่มีกล้ามเนื้อของอูหลินเฟิง ตอนนี้เริ่มที่จะมีกล้ามเนื้อสมกับเป็นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ตอนนี้ระดับลมปราณของอูหลินเฟิงสามารถบรรลุระดับห้าชั้นต้นได้แล้ว เรียกได้ว่าการที่อูหลินเฟิงโดนตีจนบอบช้ำไปทั้งตัวแล้วโดนถูกรักษาซ้ำไปมาทำให้ร่างกายขอเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่วิธีนี้ก็ต้องแลกมาด้วยการเจ็บตัวซ้ำๆ ไปมา เป็นหนึ่งในวิธีการสุดโต่งของการฝึกระดับชั้นกาย จริงๆ แล้วปราชญ์วิญญาณไม่ได้ต้องการฝึกระดับชั้นทางกายของอูหลินเฟิงโดยวิธีนี้ แต่เมื่ออูหลินเฟิงบอกว่าจำเป็นจะต้องแข็งแกร่งให้ไวที่สุดภายในสี่เดือน เขาจึงเลือกวิธีสุดโต่งเช่นนี้
“ข้าสามารถทะลวงลมปราณระดับห้าได้แล้วขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงกล่าว หลังจากที่ปราชญ์วิญญาณเห็นว่า อูหลินเฟิงสามารถทะลวงขั้นลมปราณได้แล้ว จึงกล่าวว่า
“หลังจากนี้จะเป็นการฝึก สมรรถภาพร่างกายควบคู่ไปกับลมปราณจนกว่าเจ้าจะสามารถ ทะลวงสู่ลมปราณระดับหกได้ ข้าถึงจะสอนวิชายันต์ภูตรับใช้ให้เจ้า” เมื่อพูดจบปราชญ์วิญญาณก็ได้ ใช้ค่ายกลออกมาอีกครั้ง ครั้งนี้มีหุ่นเชิดถึงสี่ตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยแต่ละตัวถืออาวุธที่แตกต่างกันและธาตุของปราณที่อยู่บนอาวุธแต่ละชิ้นยังแตกต่างกันอีกด้วย แต่ครั้งนี้อูหลินเฟิงไม่จำเป็นจะต้องหลบเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เขาได้รับอนุญาตให้ใช้กระบี่ของตนในการต่อสู้
ลมปราณไร้ธาตุ อาณาเขตไร้ธาตุ
อูหลินเฟิง ใช้อาณาเขตไร้ธาตุของตนบังคับให้ปราณธาตุต่างๆ ที่อยู่บนอาวุธของสี่หุ่นเชิดก็หายไป จากนั้นเขาได้ผนึกปราณไปยังเท้าพุ่งตัวออกไปฟัน หุ่นเชิดทั้งสี่แต่ว่าแม้หุ่นเชิดทั้งสี่จะไม่อาจใช้ปราณธาตุได้ เนื่องจากเป็นหุ่นกระบอกจึงไม่ได้มีอาการตกใจกับปราณธาตุที่หายไป สามารถรับมือกระบี่ของอูหลินเฟิงได้อย่างง่ายดาย
“ชิ” อูหลินเฟิงส่งเสียงออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ ปกติแล้วถ้าเป็นคนเขามักจะสามารถหลอกล่อให้อีกฝ่ายพลาดท่าได้โดยง่ายแต่พอเป็นหุ่นเชิดที่ไม่มีการตกใจแล้วเขากลับโดนตีอยู่ฝ่ายเดียว
“ลมปราณไร้ธาตุธาตุกับพลังวิญญาณสีขาวอย่างนั้นหรือ” ปราชญ์วิญญาณที่สังเกตลมปราณของอูหลินเฟิง ได้สั่งหยุดค่ายกลทันที
“มีอะไรงั้นหรือขอรับท่านอาจารย์” อูหลินเฟิงถามทันทีที่เห็นว่าปราชญ์วิญญาณสั่งอยู่ค่ายกล
“เจ้ามีสายเลือดตระกูลเนี่ยสินะ”
อูหลินเฟิง ที่ได้ยินดังนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ เขาไม่นึกว่าอาจารย์ของตนจะรับรู้ได้ไวขนาดนี้
“ทะ ท่านรู้ได้อย่างไรขอรับ” อูหลินเฟิงถามอย่างตื่นตระหนก เขาจ้องไปในดวงตาของปราชญ์วิญญาณนัยน์ตาสีทองของปราชญ์วิญญาณนั้นราวกับสามารถมองทะลุได้ทุกสิ่ง
น่าแปลกที่เรื่องนี้พอเป็นปราชญ์วิญญาณสัญชาตญาณบางอย่างของเขาบอกว่าสามารถที่จะเล่าทุกเรื่องให้กับชายตรงหน้า
“สีของพลังวิญญาณจะสามารถบอกความบริสุทธิ์ของพลังวิญญาณได้ สีเขียว สีฟ้า สีเหลือง สีทองและสีขาว ก่อนที่เจ้าจะกระโดดลงไปยัง เหวหมื่นศพ ยันต์ที่เจ้าสร้างออกมามีสีฟ้า แต่หลังจากขึ้นมากลับมีสีขาว พลังวิญญาณสีขาวคือพลังวิญญาณที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเจ้าพบเจออะไรใต้หุบเหวหมื่นศพ
แต่ว่า หลังจากเจ้าขึ้นมาพลังวิญญาณที่ออกมาจากตัวเจ้ามีสีขาว พลังวิญญาณสีขาวนั้น สามารถมีได้เพียงสองทาง คือฝึกไปจนถึงขั้นที่สามารถทำให้พลังวิญญาณบริสุทธิ์เต็มร้อยส่วน หรือเป็นสายเลือดของตระกูลเนี่ย “ปราชญ์วิญญาณค่อยๆ อธิบาย
“และสิ่งสำคัญของสายเลือดตระกูลเนี่ย นอกจากพลังวิญญาณสีขาวบริสุทธิ์ ก็คือ ผู้ที่มีสายเลือดภายในตระกูลเนี่ยทุกคนจะมีลมปราณไร้ธาตุ” ปราชญ์วิญญาณอธิบายหลายสิ่งที่อูหลินเฟิงก็เพิ่งทราบ
“หมายความว่าปราณไร้ธาตุของข้าไม่ได้เกิดจากแก่นลมปราณความเสียหายตอนเกิด แต่เป็นเพราะข้ามีสายเลือดของตระกูลเนี่ย” เรื่องนี้เองอูหลินเฟิงก็เพิ่งรู้ตลอดมาเขานึกว่าที่เขามีปราณไร้ธาตุเป็นเพราะว่าเขาแก่นลมปราณเสียหายแต่กำเนิด
“การฝึกวันนี้ก็พอเท่านี่ก่อน ดูเหมือนว่าเจ้ามีหลายสิ่งที่อยากถามข้า ข้าเองก็มีหลายสิ่งอยากถามเจ้าเช่นกัน” ปราชญ์วิญญาณกล่าว จากนั้นได้เดินนำอูหลินเฟิงออกไป
“ขอรับ” อูหลินเฟิงรับคำจากนั้นก็เดินตามอาจารย์ออกไป
จากนั้นคนทั้งสองก็ย้ายจากสนามฝึก ไปเป็นห้องดื่มชาของปราชญ์วิญญาณ
“เจ้าลองเล่าเรื่องของมารดาที่เจ้ารู้มาให้ข้า ไม่แน่ว่า ข้าอาจจะรู้ว่าเจ้าคือบุตรของใคร” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแต่จริงๆ แล้ว เขากลับสามารถเดาได้ว่าอูหลินเฟิงเป็นบุตรของผู้ใด เพราะว่าในบรรดาเชื้อสายของตระกูลเนี่ยมีเพียงผู้เดียวที่เขาไม่สามารถยืนยันการเสียชีวิตได้
“เรื่องเป็นเช่นนี้ขอรับ..” อูหลินเฟิงได้เล่าเรื่องที่ ท่านพ่อของเขาได้พอกับท่านแม่ที่สลบอยู่ ริมชายฝั่งของมหาสมุทรไร้เกราะ เล่าทุกอย่างตามที่ท่านพ่อเคยเล่าให้เขาฟัง
“เช่นนั้นมารดาของเจ้าคงจะเป็นเนี่ยอันหลิง” ปราชญ์วิญญาณกล่าว
“ท่านรู้จักแม่ของข้าด้วยงั้นหรือขอรับ” อูหลินเฟิงถามด้วยความตื่นเต้นในที่สุดเขาก็ได้พบคนที่รู้เรื่องของมารดา ไม่คิดเลยว่าคนผู้นั้นจะเป็นอาจารย์ของเขาเอง
“นางคือศิษย์น้องของข้า ข้ากับนางมีอาจารย์คนเดียวกันคือเทพวิญญาณยามาโตะ” ปราชญ์วิญญาณกล่าว แดนศักดิ์สิทธิ์หอคอยวิญญาณนั้นมีการปกครองรูปแบบพรรค ทำให้มีชนชั้นเทวะคนอื่นนอกจากตระกูลเนี่ยคือ เทพวิญญาณยามาโตะ
“เหตุใดท่านถึงมั่นใจว่านางคือมารดาของข้า เหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือขอรับ” อูหลินเฟิงถาม
“ที่ข้ามั่นใจว่าเป็นนางเพราะในบรรดาคนตระกูลเนี่ยทั้งหมด มารดาของเจ้าคือผู้เดียวที่ ไม่อาจระบุได้ว่าเป็นหรือตาย” ปราชญ์วิญญาณกล่าว เขามองไปยังศิษย์ของตนที่มองอย่างตั้งใจฟัง แล้วกล่าวต่อว่า
“เมื่อยี่สิบปีที่แล้วเกิดข่าวลือในคนระดับสูงของแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหกว่าได้มีสมบัติเทพหนึ่ง ชิ้นปรากฏขึ้นที่มหาสมุทรไร้เกราะ ทำให้เกิดการแย่งชิงระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์ห้าแดน มีเพียงสถาบันเทพราชันเท่านั้นที่ไม่ได้เข้าร่วมศึกนี้
ในศึกครั้งนั้น แม่ของเจ้าที่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิมีลมปราณระดับเก้าขั้นสูง ก็ได้เข้าร่วมในศึกนั้นด้วย จากข่าวที่ข้าได้ยินมา นางคือคนสุดท้ายที่สามารถสัมผัสกับสมบัติเทพนั่นได้ เพียงแต่ทันทีที่นางแย่งชิงสมบัติเทพมาได้ นางกลับถูกศรของจ้าวสมุทรตงฟาตี้ทะลวงร่าง จมลงสู่มหาสมุทรไร้เกาะ ว่ากันว่าศรของจ้าวสมุทรตงฟางตี้เป็นสมบัติเทพของแดนเทพสมุทรมีพลังในการสังหารดวงวิญญาณโดยตรง
แม้ว่าคนจากตระกูลเนี่ยจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง แต่สมบัติเทพที่ถูกใช้โดยหนึ่งในเก้าจ้าวสมุทรที่เป็นชนชั้นจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ย่อมสามารถสังหารดวงจิตของคนตระกูลเนี่ยได้ เพียงแต่ว่าศรนั้นมีผลกับดวงวิญญาณเท่านั้น ทำให้ทางตระกูลเนี่ยและข้าไม่ปักใจเชื่อว่านางตายไปแล้ว"
"หากว่าศรนั่นมีผลกับทางวิญญาณเท่านั้นแล้วเหตุใดท่านถึงคิดว่านางถึงรอดมาได้"อูหลินเฟิงถาม ถ้าหากว่าโดนโจมตีรุนแรงขนาดนั้นคงรอดได้ยาก
"เพราะขีดจำกัดของสายเลือดตระกูลเนี่ย นอกจากปราณไร้ธาตุ พลังวิญญาณที่บริสุทธิ์แล้ว วิญญาณของสายเหลือตระกูลเนี่ยทุกคนจะเกิดมาพร้อมกับ จิตวิญญาณแฝด"ปราชญ์วิญญาณกล่าว
"จิตวิญญาณแฝด??"
"ดวงวิญญาณพิเศษที่จะพบเพียงสายเลือดเลือดตระกูลเนี่ยเท่านั้น แต่ละคนจะมีรูปแบบของจิตวิญญาณแฝดต่างกัน บางคนอาจเป็นรูปแบบของภูตวิญญาณ หรือ อาวุธวิญญาณ แต่ของเนี่ยอันหลิง ของวิญญาณแฝดของนางเป็นรูปแบบของคนสองบุคลิก ดวงวิญญาณแบ่งออกเป็นสองดวงในร่างเดียว ดวงแรกมีนามว่าเนี่ยอันหลิง ดวงวิญญาณที่สองนามว่าเนี่ยหลิงอัน
ดวงวิญญาณทั้งสองของนางยังถนัดการใช้วิชาคนละประเภท เนี่ยอันหลังถนัดวิชายันต์วิญญาณ ส่วนเนี่ยหลิงอันถนัดวิชาเนตรสะกดวิญญาณ บางทีดวงวิญญาณที่โดนสังหารไปคือเนี่ยหลิงอัน ส่วนดวงวิญญาณที่รอดไป อาจเป็นเนี่ยอันหลิงที่ถนัดศาสตร์แห่งยันต์ เมื่อดวงวิญญาณถูกสังหารไปหนึ่งดวง มีความเป็นไปได้ที่ระดับพลังของนางอาจตกสู่ระดับหก ร่างกายที่ตกลงสู่มหาสมุทรไร้เกาะได้ถูกพัดไปจนถึงชายหาดของทวีปปราณฟ้า"ปราชญ์วิญญาณกล่าว
"เพราะแบบนั้น นางคือมีอาการบาดเจ็บสาหัสและไร้ความทรงจำ"อูหลินเฟิงกล่าว ถ้าเป็นอย่างที่ท่านอาจารย์พูดทั้งช่วงเวลาสถานที่และระดับพลังของท่านแม่ที่ท่านพ่อพบในตอนนั้น และความสามารถในพลังวิญญาณของเขาก็สามารถอธิบายได้ทั้งหมด
" ข้าคิดว่านางบาดเจ็บสาหัสจริง แต่นางคงแกล้งไร้ความทรงจำ เพราะว่าดวงวิญญาณของเนี่ยอันหลิง ตั้งแต่เกิดนางต้องการออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ ออกไปท่องยุทธภพอย่างอิสระ หลังจากที่นางได้เจอพ่อของเจ้า จึงได้ติดตามพ่อของเจ้าออกท่องยุทธภพอย่างง่ายดาย" ปราชญ์วิญญาณกล่าว เพราะว่าเขารู้จักนิสัยของศิษย์น้องเขาเป็นอย่างดี เนี่ยอันหลิง ชื่นชอบการท่องเที่ยว อยากออกไปผจญภัยตั้งแต่เด็ก ส่วนเนี่ยหลิงอัน ภักดีต่อตระกูลเนี่ยยอมทำทุกอย่างตามคำสั่งของตระกูล
เมื่อไร้ซึ่งดวงวิญญาณของเนี่ยหลิงอัน ดวงวิญญาณของเนี่ยอันหลิงที่เป็นอิสระ จึงไม่คิดกลับไปยังตระกูลเนี่ยอีก ได้ติดตามผู้ที่นางรักกลับไปยังตระกูลอู
"ข้าคิดว่าตัวของเจ้าเองก็สมควรมีดวงจิตวิญญาณแฝดเช่นกัน" ปราชญ์วิญญาณกล่าว หากว่าอูหลินเฟิงเป็นสายเลือดของตระกูลเนี่ยย่อมต้องมีดวงจิตวิญญาณแฝดตั้งแต่เกิด
อูหลินเฟิงไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มแต่ว่า สิ่งที่เขารับรู้ในวันนี้ ทำให้เขารู้ว่า ดวงจิตทั้งสามของตัวเขา เรน และ ลุค คงเป็นรูปแบบจิตวิญญาณแฝดแบบเดียวกับของมารดา เนี่ยอันหลิงและเนี่ยหลิงอัน เพราะแบบนั้นต่อให้ดวงจิตจะอยู่ห่างไกล กันคนละโลก แต่ทุกครั้งที่นอนหลับฝันเขาทั้งสาม จึงได้มาเจอกันในฝันทุกครั้ง
เท่านี้ก็เหลืออีกเพียงเรื่องเดียวที่คาใจ คือเหตุใดจิตวิญญาณแฝดของเขา จึงไปอยู่คนละโลกได้
..
..
">จบตอน