ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อน ศิษย์คนโตและคนรองของสำนักอู่ตังสร้างชื่อเลื่องลือในยุทธจักร พวกมันทั้งสองได้รับฉายาจากชาวยุทธ์ว่า‘สองเซียนเทิดฟ้า’
พลังฝีมือของทั้งสองสูงเยี่ยม โดดเด่นเหนือศิษย์รุ่นเดียวกันอย่างเทียบไม่ติด กระทั่งยังกล่าวกันว่า พลังฝีมือทั้งสองมิได้เป็นรองเจ้าสำนักอู่ตังในขณะนั้นเสียด้วยซ้ำ
สองเซียนเทิดฟ้าผดุงคุณธรรม ขจัดมารร้ายให้ยุทธจักร อย่างต่อเนื่องยาวนานท่องเที่ยวระเหเร่ร่อน ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ไปทุกสารทิศ ไม่ว่าไปถึงที่ใดล้วนได้รับความนับถือ ยำเกรงจากทุกค่ายสำนัก ตลอดถึงตระกูลใหญ่ทั้งห้าทุกคนล้วนคาดหมายว่า หนึ่งในพวกมันต้องได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าสำนักรุ่นต่อไปอย่างแน่นอน...
มิคาด หลังพ่ายแพ้ให้ฟางเสวี่ยเฟยในครั้งนั้น นักพรตทั้งสองขอร้องท่านอาจารย์เจ้าสำนัก ให้ปลดพวกมันจากตำแหน่ง ว่าที่ผู้สืบทอดเจ้าสำนักอู่ตังทั้งมิยอมใช้ฉายา สองเซียนเทิดฟ้าอีกต่อไป
นักพรตทั้งสองถือว่า ในฐานะศิษย์คนโตและคนรองพวกมันต้องรับผิดชอบความปราชัย ซ้ำยังลงโทษตัวเองด้วยการขังตัวอยู่แต่ในห้องศิลาหลังเขาอู่ตัง เป็นเวลาถึงเจ็ดปีเต็ม...
ครั้นทราบว่า เหตุการณ์บานปลายถึงเพียงนั้นฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง มันค่อยได้สำนึก
เพราะความคึกคะนองชั่ววูบ กลับทำลายชีวิตสองนักพรตคุณธรรมผู้มุ่งประกอบแต่ความดีจนพินาศสิ้น ทั้งยังได้สร้างความอัปยศแก่สำนักคุณธรรมเช่นอู่ตัง อย่างมิอาจลบเลือน
ฟางเสวี่ยเฟยสูดลมหายใจลึกยาวคล้ายรู้สึกหนาวเหน็บจนร่างสะท้าน นักพรตเฉินซื่อเมื่อกาลก่อน แม้อายุสี่สิบเศษหากผมเผ้ายังดำขลับ ไม่มีสีขาวแซมสักเส้น เวลานั้นมันดูอ่อนเยาว์ยิ่งราวสามารถคงความหนุ่มแน่น อยู่ได้ตลอดกาลนาน
ประมุขตระกูลฟาง ไม่อยากเชื่อว่า ผู้ซึ่งอยู่เบื้องหน้ามันเป็นคนเดียวกับนักพรตเฉินซื่อคนนั้น!
นักพรตเฉินซื่อในเวลานี้ แม้ใบหน้าเปี่ยมราศี หากแต่โรยรายิ่งปรากฏรอยยับย่นเกลื่อน เส้นผมขนคิ้วทุกเส้นล้วนขาวโพลนสุดที่ฟางเสวี่ยเฟยจะจดจำมันได้ ในคราวแรกจริง ๆ
ผ่านไปแปดปี เวลานี้มันมีอายุ เพียงแค่ห้าสิบเศษไฉนกลายสภาพคล้ายคนชราเช่นนี้!
นักพรตเฉินซื่อกล่าวอย่างเฉื่อยชา
“คุณชายฟาง แปดปีนี้ท่านสบาย”
ฟางเสวี่ยเฟยฝืนยิ้มกล่าวว่า
“อย่างที่ท่านนักพรตเห็น สารรูปข้าพเจ้าตอนนี้ย่ำแย่จริง ๆ”
นักพรตเฉินซื่อส่ายหน้า กล่าวอย่างเฉื่อยชา
“ท่านถ่อมตัวไปแล้ว รูปกายภายนอกเป็นเช่นไร ทองคำย่อมเป็นทองคำเพียงฝีมือที่ท่านแสดงออกก็ทราบได้”
“ท่านนักพรตชมเกินไป”
“เรามิได้พูดเกินเลยเวลานี้หากนับด้านการฝึกปรือพลังลมปราณ คงมีเพียงมหาสมณะเส้าหลินไม่กี่รูปกับท่านอาจารย์อาของเรา เพียงไม่กี่ท่านเท่านั้น มีระดับการฝึกปรือถึงขั้นนี้”
เสียงอี่ไป๋เฮ่อดังสอดขึ้น จากภายในรถม้า
“ไฉนท่านนักพรตจึงถ่อมตัว ไม่นับตนเองเข้าไปด้วย...”
นักพรตเฉินซื่อลูบเคราตนเองเบา ๆ
“เราไหนเลยกล้าอวดอ้างเช่นนั้น ความสูงต่ำของลมปราณเราได้แต่ให้คุณชายฟางช่วยชี้แนะแล้ว...”
มิทันสิ้นประโยค! ฟางเสวี่ยเฟยพลันรู้สึกถึงความผิดปกติอันเกิดขึ้นรอบตัวมัน!
กระแสอากาศโปร่งเบารอบตัวบัดนี้เริ่มหดตัวบีบรัด เข้ามาจากทุกทิศทุกทาง!
ยิ่งมายิ่งหายใจ อย่างยากลำบาก ราวกระแสอากาศ ได้กลายสภาพเป็นยางเหนียวสกัดลมหายใจ แทบจะปิดกั้นทุกรูขุมขน!
ที่แท้นักพรตเฉินซื่อ กำลังค่อย ๆ ปลดกระบี่อีกเล่มหนึ่งซึ่งสะพายอยู่บนหลังลงมา
ท่วงท่าปลดกระบี่ เชื่องช้าเนิบนาบ ทว่าทุกการเคลื่อนไหวแฝงด้วยลีลาแห่งฝ่ามือไท่จี๋ บังเกิดลมปราณหมุนวน ครอบคลุมกระแสอากาศรอบบริเวณไว้จนสิ้น!
ฟางเสวี่ยเฟยตื่นตะลึง สีหน้าเคร่งเครียด พลังลมปราณนักพรตผู้นี้ช่างล้ำลึกอย่างยิ่งจริง ๆ เพียงวาดมือขยับเท้า กระแสลมปราณยังคุกคามผู้คนได้ถึงเพียงนี้
แน่นอนส่วนหนึ่งย่อมเพราะ สำนักอู่ตังโดดเด่นด้านลมปราณ มาแต่ไหนแต่ไร
กระนั้นผู้มีระดับการฝึกปรือ ล้ำลึกถึงขั้นนี้ มันแทบไม่เคยพบเจอมาก่อนเลย!
ประมุขตระกูลฟาง รีบโคจรลมปราณต่อต้านทันที รอบตัวคล้ายปรากฏเกราะไร้สภาพชนิดหนึ่ง ตรึงต้านกระแสอากาศ ซึ่งจู่โจมคุกคามไว้จึงค่อยหายใจเป็นปกติ
“ท่านนักพรตข้าพเจ้า...”
“ท่านยังมีสิ่งใดจะกล่าว...”
“ข้าพเจ้าเพียงต้องการ รับตัวพี่ไป๋เฮ่อ...ไม่ต้องการ”
นักพรตผู้นั้น ส่ายหน้าทอดถอนใจ กระบี่กลางหลังวาดมาอยู่เบื้องหน้าทว่ายังมิได้ถูกชักออกจากฝัก
เพียงแตะด้ามกระบี่ ลีลาฝ่ามือพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นกระบวนท่าในเพลงกระบี่ไท่จี๋
พลังลมปราณยิ่งหนาแน่น ตรงเข้าคุกคามบีบรัดฝ่ายตรงข้าม!
“คุณชายฟาง...ท่านก็ทราบ เรื่องระหว่างเรา ช้าเร็วย่อมต้องสะสาง มีโอกาสดีเช่นนี้ไยท่านต้องบ่ายเบี่ยง”
“เรื่องนี้...ข้าพเจ้า...” คำพูดที่คิดกล่าวต้องหยุดชะงักฟางเสวี่ยเฟยรู้สึกอากาศ ยิ่งเพิ่มความกดดัน จนลมหายใจเริ่มติดขัดอีกครั้งจำต้องเร่งโคจรลมปราณ เข้าต่อต้านอย่างเต็มที่
แม้กระบี่ยังมิได้ถูกชักจากฝัก ทว่าลมปราณกระบี่กลับพุ่งถาโถมเข้าใส่ประมุขตระกูลฟางมิขาดสาย
ฟางเสวี่ยเฟยตั้งสติมั่น ใช้ลมปราณเข้าต่อต้าน จากการปะทะลมปราณเมื่อครู่มันทราบชัด ลมปราณของมันมิได้เหนือล้ำ กว่าฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นเมื่อเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนจึงตกเป็นรองในทันที
ยามนี้ได้แต่ตั้งรับสถานเดียว ยากยิ่งจะพลิกสถานการณ์ตีโต้ได้
มันสำนึกตัวว่าพลาดเสียแล้ว...
ไม่คิดว่านักพรตผู้นี้ จะชิงเป็นฝ่ายรุกตั้งแต่ต้น ใช้ลมปราณไท่จี๋บังคับกระแสอากาศ เข้ากดดันจู่โจม
เวลานี้ร่างของมันถูกครอบคลุม ด้วยลมปราณหยุ่นเยียบดุจยืนกลางมหานทีกว้างใหญ่ คล้ายถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากถาโถมเข้าปะทะระลอกแล้วระลอกเล่า
แม้ยังไม่ถูกคลื่นใหญ่โหมกระหน่ำ แต่มันทราบหากเมื่อไรลมปราณไท่จี๋ผนึกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสอากาศ มันต้องเผชิญสถานการณ์ หนักหนาสาหัสยิ่ง!
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวแทรกขึ้น
“เรื่องระหว่างสำนักอู่ตังท่าน กับน้องเสวี่ยเฟยย่อมต้องสะสางแต่เวลาและสถานที่ไหนเลยเป็นขณะนี้ น้องเสวี่ยเฟยเพิ่งต่อสู้กับท่านไป๋และท่านหมิง ออกจะเสียเปรียบอยู่ไม่น้อย”
นักพรตหัวร่อจนเคราปลิวไสว มือค่อย ๆ ขยับกระชับด้ามกระบี่มากขึ้นตระเตรียมชักกระบี่
“การประลองเมื่อครู่ นับเป็นอย่างไรได้ คุณชายฟางอาศัยพลังลมปราณซ่อนกระบี่เอาชัยด้วยปฏิภาณ ยังมิทันได้แสดงกระบวนท่า ฝ่ามืออันสูงส่งใดเลย เรากลับเห็นว่าเป็นโอกาสของคุณชายฟาง ได้ซ้อมมือก่อนการประลองจริงจัง”
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวเสียงเคร่งเครียด
“เฮอะ...ท่านย่อมรู้แก่ใจ ผู้ใช้พลังภายในเป็นหลักไหนเลยถือการต่อสู้เป็นดั่งซ้อมมือได้ ท่วงท่ายิ่งปลอดโปร่งเรียบง่ายยิ่งต้องอาศัยพลังลมปราณ อันเต็มเปี่ยมผลักดัน แม้การประมือชั่วครู่ก็สูญเสียพลังแท้ไปมิใช่น้อย ท่านฉกฉวยโอกาสเช่นนี้ ทำราวกับมิใช่สองเซียนเทิดฟ้าผู้ทรงคุณธรรม”
สีหน้านักพรตเฉินซื่อ ปรากฏแววโกรธขึ้ง โต้กลับทันที
“เรากับศิษย์ผู้พี่ มิได้ใช้ฉายานั้น มาแปดปีแล้ว!อย่าว่าแต่เรามิใช่เซียนผู้วิเศษ ความคิดและการกระทำ ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้”
อี่ไป๋เฮ่อถึงกับนิ่งอึ้ง ทอดถอนใจ ไม่คิดว่าสองเซียนเทิดฟ้าผู้เปี่ยมความทระนง กลับยอมรับว่าตนเอง เปลี่ยนแปลง ไป แล้วง่ายดายเช่นนี้ความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งนักพรตผู้นี้ได้รับ รุนแรงกว่าที่มันคิดไว้มากนัก
น้ำเสียงมันจึงอ่อนลง ถึงกับรู้สึกเห็นใจโชคชะตาอันพลิกผันของนักพรตผู้นี้ขึ้นมา
“ท่านทราบ แต่ยังเปลี่ยนแปลงตนเอง?”
“เราไม่เพียงทราบ ทั้งพอใจการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ยิ่ง เจ็ดปีในห้องศิลาทำให้เรากับศิษย์พี่ สามารถขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากหลาย”
อี่ไป๋เฮ่อนิ่งเงียบไปพักใหญ่
“เวลาเจ็ดปี เพาะบ่มความแค้นได้ล้ำลึกจริง ๆ...แต่นี่ไม่มีผู้ใดสามารถว่ากล่าวท่านได้...”
“จอมยุทธ์อี่ท่านผิดแล้ว คุณชายฟางท่านทราบหรือไม่เรากับศิษย์พี่ตกลงสลายความแค้นในใจทันที เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องศิลาเชื่อหรือไม่เพียงไม่กี่เดือน เราศิษย์พี่น้องก็ตัดความขุ่นข้องทิ้งได้ทำให้พวกเราสามารถขบคิดเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่งครั้งนี้เราต้องการประลองกับคุณชายฟาง มิใช่เพราะแค้น เราเพียงต้องการขจัดข้อข้องใจบางประการ...”
ความจริงยามยอดฝีมือ ประลองพลังภายในกัน ดังเช่นนักพรตเฉินซื่อกับฟางเสวี่ยเฟยในขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายไม่อาจแบ่งสมาธิแม้เล็กน้อยไปใส่ใจสิ่งรอบข้าง เรื่องสนทนาโต้ตอบกับผู้อื่น ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้
นั่นเพราะยามส่งกระแสเสียง ย่อมต้องสูญเสียพลังแท้ ลมปราณกระจายออกทำให้ไม่อาจโคจรผนึก รวมลมปราณเป็นหนึ่งเดียวได้ หากร้ายแรงอาจถึงขั้นลมปราณโคจรย้อนกลับ สูญสิ้นพลังฝีมือกลายเป็นคนพิการไป หรืออาจเสียชีวิตได้
แม้สามารถคุมลมปราณไว้ได้ ทว่าเมื่อต้องแบ่งสมาธิไปสนทนาย่อมเสียเปรียบฝ่ายตรงข้ามอักโข เช่นนั้นต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
อี่ไป๋เฮ่อแม้ได้รับบาดเจ็บ นั่งอยู่ภายในรถม้าทว่าก็ทราบความสูงต่ำของพลังฝีมือ และระดับการฝึกปรือ ของคนทั้งสองกระจ่างดังนั้นจงใจชวนนักพรตเฉินซื่อสนทนา เพื่อลิดรอนลมปราณมิคาดวิธีนี้ไม่เกิดผลกับนักพรตผู้นี้
ตลอดเวลาซึ่งสนทนากับอี่ไป๋เฮ่อ นักพรตเฉินซื่อแม้สูญเสียลมปราณไปบ้างกระนั้นท่วงท่ายังปลอดโปร่ง น้ำเสียงสงบนิ่งเยือกเย็นมือทั้งสองข้างวาดไปมาเชื่องช้า เป็นท่าตระเตรียมชักกระบี่
ทุกการเคลื่อนไหว ล้วนแฝงด้วยลีลาเพลงกระบี่ไท่จี๋อันล้ำลึก เชื่องช้าแผ่วพลิ้ว หากหนักแน่นดุจขุนเขาสภาพเช่นนี้ไม่ว่าผู้ใด ไม่อาจจู่โจมคุกคามมัน ได้โดยเด็ดขาด!
อี่ไป๋เฮ่อยิ่งสนทนา ยิ่งร้อนใจ แม้มันไม่เห็นสภาพการต่อสู้ของทั้งสองแต่ย่อมสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผันผวนของคลื่นอากาศ ซึ่งเกิดจากการประลองลมปราณของทั้งสองได้ ครุ่นคิดในใจ
‘หากเป็นวิชาลมปราณของสำนักอื่น ป่านนี้คงถูกน้องเสวี่ยเฟย ฉกฉวยโอกาสชิงตีโต้ได้นานแล้ว วิชาลมปราณของสำนักอู่ตังช่างล้ำเลิศจริง ๆ !’
อี่ไป๋เฮ่อกล่าวถามขึ้น
“ที่แท้ท่านข้องใจเรื่องใด...หรือไม่ยินยอมพร้อมใจ ว่าพ่ายแพ้น้องเสวี่ยเฟย?”
“พ่ายแพ้ก็คือพ่ายแพ้ เมื่อแพ้เราล้วนยอมรับ แต่เราต้องการให้ทุกผู้ทราบชัดการพ่ายแพ้ของพวกเรา เจ็ดศิษย์พี่น้องในคราวนั้น เพียงเป็นความพ่ายแพ้ด้านกลยุทธ์เท่านั้น!”
“ท่านพูดเช่นนี้ แสดงว่าแม้ยอมรับว่าพ่ายแพ้ แต่กลับไม่ยอมรับว่าพลังฝีมือน้องเสวี่ยเฟย เหนือกว่าพวกท่าน?”
นักพรตเฉินซื่อพยักหน้ากล่าวว่า
“เป็นเช่นนั้นจริง เรายอมรับว่าค่ายกระบี่เจ็ดดาว ไม่อาจเอาชนะคุณชายฟางได้แต่นั่นไม่เกี่ยวกับความสูงต่ำ ของพลังฝีมือแต่อย่างใด”
อี่ไป๋เฮ่อแค่นเสียงกล่าวว่า
“เฮอะ สิ่งที่ท่านกล่าว คล้ายขัดกันอย่างยิ่ง ยอมรับว่าพ่ายแพ้แต่กลับไม่ยอมรับว่า พลังฝีมือสู้ไม่ได้ ในโลกไหนเลยมีเรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้”
“หลังการประลองคราวนั้น เราขุ่นแค้นอย่างมากไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเราเจ็ดพี่น้อง จึงพ่ายแพ้คนเพียงคนเดียว ยิ่งไม่เข้าใจว่าวิชาของสำนักอู่ตังซึ่งตกทอดต่อกันมาอย่างยาวนานเป็นร้อยปี ไฉนแพ้วิชาของตระกูลฟางที่เพิ่งมีชื่อเสียงขึ้นมาหลายสิบปีหลังนี้เท่านั้น ยิ่งแทบขบคิดไม่ออกว่าเราเหล่าพี่น้องฝึกวิชาลมปราณขนานแท้ของสำนัก อย่างยากลำบากหลายสิบปีไฉนพ่ายแพ้บุรุษหนุ่ม ผู้ฝึกวิชาเพียงสิบกว่าปีได้อย่างไร”
“เวลาเจ็ดปีในห้องศิลา ทำให้ท่านคิดคำตอบเหล่านี้ได้?”
“ไหนเลยต้องใช้เวลาถึงเจ็ดปี เฮอะ เมื่อคิดได้เรากับศิษย์พี่รู้สึกนับถือสติปัญญา พวกท่านสี่กงจื่ออย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกปลอดโปร่งใจเพราะทราบแล้วว่า วิชาของสำนักอู่ตัง และการฝึกปรือของพวกเรามิใช่สาเหตุของความพ่ายแพ้ จอมยุทธ์อี่...ไฉนท่านซึ่งแทบไม่ปริปาก ตลอดการเดินทางจึงกล่าววาจามากมายปานนี้...”
อี่ไป๋เฮ่อสงบถ้อยคำ ไม่กล่าวต่อ...
รอยยิ้มอย่างมีชัย ปรากฏบนใบหน้านักพรตเฉินซื่อ มันกล่าวต่อว่า
“ครั้งนั้น...พวกท่านทั้งสี่ เข้าคารวะท่านอาจารย์เจ้าสำนักคุณชายฟางยืนกราน ต้องการประลองกับค่ายกระบี่เจ็ดดาวให้ได้ท่านอาจารย์เสนอให้คุณชายฟาง เลือกเราหรือศิษย์พี่หรือหลานศิษย์ซึ่งมีอายุใกล้เคียงคุณชายฟาง เพียงคนหนึ่งคนใดเป็นคู่ทดสอบฝีมือ
“เฮอะ...ครั้งนั้นพวกท่านทั้งสี่ต่างหัวเราะร่วนกล่าววาจาปรามาสพวกเรา ศิษย์พี่น้องทั้งเจ็ดสารพัด ยิ่งพูดยิ่งพาดพิงถึงกับดูแคลนวิชาสำนักเรา หนักเข้าพวกเราไหนเลยทนต่อไปได้ ไม่คำนึงถึงไมตรีระหว่างตระกูลฟางกับสำนักเราอีกต่อไป คิดสั่งสอนคุณชายฟาง ให้หลาบจำสักครั้ง...คิดไม่ถึงเพราะโทสะจึงหลงกลพวกท่าน...”
กระแสอากาศรอบข้าง ยิ่งทวีความรุนแรง กดดันคุกคามฟางเสวี่ยเฟยหนักแรงขึ้นทุกที
กระแสลมปราณ ดุจคลื่นใหญ่โถมซัดกระหน่ำ พุ่งใส่ร่างจากทุกทิศทางมิหยุดยั้งดุจตกเข้าไปอยู่ในกระแสน้ำวนเชี่ยวกราก แม้ฟางเสวี่ยเฟยรักษาความปลอดโปร่งไว้ได้หากก็ต้องทุ่มเทพลังลมปราณมหาศาล เพื่อใช้สลายลมปราณกดดันอันหนักอึ้ง
ยามนี้นักพรตเฉินซื่อ เพียงต้องการใช้ลมปราณผูกรั้งกดดันมันไว้ บังคับให้มันต้องใช้พลังลมปราณเข้าต่อต้านเป็นการลิดรอนพลังลมปราณ ของมันให้อ่อนล้า จากนั้นค่อยโหมจู่โจมขั้นแตกหัก