บนสนามประลองดาบ
“ไม่เลวๆ อย่างนี้สิค่อยคุ้มค่าที่ข้าอุตส่าห์ยอมลดเกียรติลงมาประลองกับเจ้า ราชาเมืองแซมบอร์ด พลังของเจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ!” 'อัศวินโลหิต' ที่อยู่ท่ามกลางเปลวไฟคลื่นพลังสีเลือดก็ผงกหัวอย่างพอใจ ดวงตาภายใต้หมวกเกราะฉายแววแปลกประหลาดอยู่ครู่หนึ่ง
ซุนเฟยยกมือขึ้นมาคลายปมผ้าคลุมที่รัดตรงคอ ผ้าคลุมด้านหลังกระพือตามสายลมดังพรึ่บๆราวกับมังกรแดงที่กำลังทะยานอยู่กลางอากาศ ซุนเฟยเอียงคอพลางหัวเราะออกมาเบาๆ “ชมเกินไปแล้ว แต่ว่านะ ถ้าเจ้ามีพลังแค่นี้จริงๆ ล่ะก็ ข้าคงต้องพูดว่า...เจ้ามันน่าผิดหวังเสียจริงท่านอัศวิน!”
แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่ได้สนทนากันเสียงดังมากนัก แต่บนสนามประลองกลับติดตั้งวงเวทพิเศษที่สามารถขยายเสียงได้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้านล่างต่างได้ยินบทสนทนาอย่างชัดเจน
“ชิ! สามหาว!” บนที่นั่งพิเศษอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สอง 'อัศวินแห่งการสังหาร' กลับแสยะยิ้มออกมาอย่างเย็นชา เนื่องจากเขาสวมหมวดเกราะปิดบังใบหน้าทำให้ไม่มีใครสามารถมองเห็นสีหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน
“ไม่รู้จักที่ตาย!” อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สี่ 'อัศวินศาสตราวุธ' และอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่ห้า 'อัศวินแห่งความโหดร้าย' พวกเขาต่างพูดขึ้นมาพร้อมเพียงกันด้วยความโมโห
ถึงแม้ว่าอัศวินผู้ตัดสินจะไม่ใช่คนคนเดียวกัน แต่การดูถูกอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ดแบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับยกนิ้วชี้หน้าด่าพวกเขา พวกเขาทั้งสามคนเองก็ไม่ได้นึกพอใจราชาเมืองแซมบอร์ดมาตั้งแต่ต้น ยิ่งมาได้ยินประโยคนี้เข้า พวกเขาก็ยิ่งโมโหมากขึ้นเท่านั้น
แม้แต่อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่สาม 'อัศวินแห่งการลงทัณฑ์' อัศวินผู้ตัดสินลำดับที่หก 'อัศวินแห่งแสง' และอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่แปด 'อัศวินเมฆา' ก็ยังต้องหันมามองหน้ากัน ดวงตาของพวกเขาฉายแววจนใจ ก่อนจะพากันส่ายหัว ราชาเมืองแซมบอร์ดคนนี้ช่างเป็นคนที่ทำให้คนอื่นชอบไม่ลงจริงๆ
ผู้คนที่อยู่รอบๆ สนามประลองดาบนับหมื่นคนต่างได้ยินประโยคที่ซุนเฟยพูดอย่างชัดเจน
เสียงฮือฮาจึงดังกระหึ่มขึ้นมา
นับตั้งแต่ก่อตั้งราชอาณาจักรเซนิทขึ้นมา คนที่กล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าอัศวินผู้ตัดสินไม่ใช่ว่าไม่มี แต่พวกเขาทั้งหมดต่างถูกจับกุมเข้าไปในเรือนจำอัศวินทั้งหมดและไม่มีใครได้กลับออกมาอีกเลย จนถึงตอนนี้ องค์ราชาเมืองแซมบอร์ดได้ท้าทายอำนาจของเหล่าอัศวินผู้ตัดสินทั้งสิบไปเสียแล้ว
บนที่นั่งสำหรับขุนนาง
ทันทีที่นักเวทอัจฉริยะ ดีน กาซอร์ลาได้ยินประโยคนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมา
ในเวลาเดียวกัน ที่นั่งของฝั่งตระกูลบีเกิ้ล ใบหน้าที่เรียบสนิทและเย็นชาดุจภูเขาน้ำแข็งของบีเกิ้ล บียอนเซ่ก็เริ่มเผยรอยยิ้มสนุกขึ้นมา รอยยิ้มของนางดูไม่ต่างอะไรกับเด็กสาวที่หาของเล่นที่ตัวเองชอบเจอ
……
“อ่า? เป็นเขา? เป็นเขาจริงๆ ด้วยที่แท้เขาก็คือราชาเมืองแซมบอร์ด!”
ห่างจากสนามประลองดาบไปทางทิศใต้ประมาณห้าหกร้อยเมตร ราชาหนุ่มแห่งอาณาจักรไบแซนไทน์ก็เผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา การปะทะกันก่อนหน้านี้ประหนึ่งลมพายุฝนฟ้าคะนองไปทั่วลานประลอง ทำให้เขามองไม่เห็นใบหน้าและจับสัมผัสกลิ่นอายของคนที่อยู่บนสนามประลองไม่ได้ แต่เมื่อพวกเขาได้หยุดสู้กัน ราชาแห่งไบแซนไทน์ก็ได้ค้นพบเรื่องที่ไม่คาดฝัน บุรุษที่ช่วยคนรักของเขาจากเงื้อมมือของกองกำลังทหารรับจ้างดาบโลหิต และใช้น้ำยาวิเศษช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตัวเอง บุรุษผู้นั้นก็คือ...ราชาเมืองแซมบอร์ด!
ทันทีที่เขารู้เรื่องนี้ ความตกใจและความปีติก็เอ่อล้นขึ้นมาในหัวใจของเขาจนพูดไม่ออก
“ความจริงแล้ว ราชาเมืองแซมบอร์ดก็อายุห่างจากข้าไม่เท่าไรเอง” เมื่อเห็นสายตาไม่พอใจจากคนที่อยู่ด้านหลัง เขาถึงได้รู้สึกตัวว่ากำลังเสียมารยาทอยู่ ในตอนนั้นเขามัวแต่ตกใจจนลุกขึ้นยืนทำให้บังวิสัยทัศน์คนที่อยู่ด้านหลัง ราชาแห่งไบแซนไทน์จึงรีบนั่งลงแล้วคอยดูการต่อสู้อย่างเงียบๆแต่ในใจของเขายังคงเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นไม่หาย “ได้ยินมาว่า หลังที่ราชาเมืองแซมบอร์ดองค์ก่อนสวรรคต เขาก็ถูกเลขานุการของอาณาจักรยึดอำนาจไป ทำให้เขาจำเป็นต้องแสร้งเป็นคนปัญญาอ่อนต่อเพื่อปกป้องตัวเอง รอจนตัวเองแข็งแกร่งขึ้นจึงแย่งชิงอำนาจกับคืนมา ชะตาชีวิตของเขากับข้าคล้ายกันมาก...ราชาแซมบอร์ดเป็นตัวอย่างที่ดีที่ข้าต้องเอาเยี่ยงอย่าง เขาคือสิ่งที่สวรรค์ประทานลงมาช่วยข้า ข้าจะไม่ยอมตกต่ำลงอีก ข้าจะต้องเป็นแบบราชาแซมบอร์ดให้ได้ ข้าจะสร้างอาณาจักรไบแซนไทน์ขึ้นมาใหม่ด้วยมือของข้า!”
ผู้คนที่อยู่รอบๆ สนามประลองหมายเลขหนึ่งต่างเฝ้าดูการต่อสู้นี้อย่างใจจดใจจ่อ บางคนก็รู้สึกเลือดเดือดพล่าน บางคนก็รู้สึกหวาดกลัว บางคนก็เริ่มวางแผนการขั้นต่อไป และบางคนก็กำลังหลับตาลงและซึบซับพลังที่เหลืออยู่ในอากาศเพื่อนำมาพัฒนาตัวเอง…ไม่มีใครทันสังเกตว่า ราชาจากอาณาจักรบริวารเล็กๆ ที่แสนอ่อนแอกำลังกำหนดเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ไม่มีใครรู้ว่านี่คือจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลงของราชาผู้เรืองอำนาจในอนาคต
บนสนามประลอง
ดวงตาที่โผล่พ้นออกมาจากช่องว่างในหมวกเกราะของ 'อัศวินโลหิต' ฉายแววเกรี้ยวกราดออกมา แต่พริบตาเดียวก็จางหายไป เขาส่ายหัวเล็กน้อย “ปากคอเราะร้ายจริงๆ แต่ปากดีอย่างเดียวมันช่วยคุ้มกะลาหัวของเจ้าไม่ได้หรอกนะ ถ้าคิดว่าคำพูดพวกนั้นจะยั่วยุข้าจนเสียสมาธิได้ล่ะก็ เจ้าคิดผิดแล้วราชาเมืองแซมบอร์ด ไม่ช้าเจ้าก็จะเข้าใจเองว่าพวกเรามันห่างชั้นกันแค่ไหน!”
สิ้นประโยคนี้ 'อัศวินโลหิต' ก็เป็นฝ่ายเริ่มโจมตีอีกครั้ง
เปลวไฟคลื่นพลังที่หมุนวนรอบกายเขายิ่งพลุ่งพล่านขึ้นกว่าเดิม มันค่อยๆ ขยายเป็นวงกว้าง ครอบคลุมไปทั่วสนามประลองดาบ หมอกโลหิตไหลทะลักท่วมร่างของพวกเขาทั้งสองคน ทุกคนที่อยู่รอบๆ สนามประลองดาบต่างไม่อาจมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในหมอกเลือดได้
“ว้าว...นี่คือ 'หมอกโลหิต' หนึ่งในทักษะสังหารของ 'อัศวินโลหิต' ด้วยการควบแน่นของรังสีฆ่าฟันจนกลายเป็นอาณาเขตที่น่ากลัว อาณาเขตนี้จะมุ่งเน้นโจมตีไปที่จิตใจของศัตรู ทำให้ศัตรูเกิดภาพหลอน หากจิตใจไม่เข้มแข็งมากพอก็จะถูกหมอกโลหิตทำลายจิตวิญญาณ...”
ถึงแม้ว่านักพเนจรมาเตรัซซี่จะถูก 'หมอกโลหิต' ปกคลุมร่างไว้เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่นิดเดียว น้ำเสียงของเขายังคงลอยเข้าหูของทุกคนเหมือนเดิม เขามีความรู้กว้างขวางมาก สามารถบรรยายถึงความร้ายกาจของ 'หมอกโลหิต' นี้ได้อย่างชัดเจน
“โอ้ ไม่น่าเชื่อ ดูเหมือนว่าราชาเมืองแซมบอร์ดจะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย อันที่จริงต้องพูดว่าหมอกโลหิตไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้ภายในรัศมีสามเมตรต่างหาก...”
“ครู้ดลงมือแล้ว ร่างของเขาเหมือนภูตผีจริงๆเดี๋ยวเดียวก็ไปโผล่ตรงโน้น สักพักก็มาตรงนี้จับตาดูยากจริงๆ...”
“ในหมอกโลหิตมีแต่เสียงกรีดร้องโหยหวยของดวงวิญญาณเต็มไปหมด และท่ามกลางหมอกโลหิตก็ยังมีคลื่นดาบโลหิตของครู้ดคอยซุ่มโจมตีราชาแซมบอร์ดจากทั่วทุกสารทิศ จะป้องกันอย่างไรก็คงป้องกันได้ไม่หมด...โอ้โห สุดท้ายคลื่นดาบโลหิตที่จู่โจมราชาแซมบอร์ดก็ชนเข้ากับโล่คริสตัลของราชาเมืองแซมบอร์ดจนแตกสลายไปหมดแล้ว...”
“ราชาเมืองแซมบอร์ดกำลังจะเผชิญหน้ากับอันตรายที่ไม่เคยมีมาก่อน...”
“อะไรนะ? ไม่น่าเชื่อ! เขากำลังลืมตาขึ้นมา...ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้เขาหลับตามาโดยตลอด แต่ตอนนี้เขาลืมตาขึ้นมาแล้ว...พระเจ้า ข้าเห็นเขาใช้มือบีบคลื่นดาบโลหิตแตกอีกแล้ว มือของเขาจะทำมาจากเหล็กหรืออย่างไรกัน?”
“ราชาแซมบอร์ดลงมือแล้ว...เขาปล่อยหมัดโปร่งแสงขนาดยักษ์ออกไป...ทำลายหมอกโลหิต!”
บนสนามประลองเต็มไปด้วยหมอกโลหิต นอกจากยอดฝีมือจำนวนน้อยแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่โชคดีที่มีนักพเนจรมาเตรัซซี่คอยบรรยายการต่อสู้ของทั้งสองคนให้ฟังอย่างชัดเจน ทำให้พวกเขาพอจะวาดภาพออกได้บ้าง
ทันทีที่พูดจบ ก็มีเสียงระเบิดดังตูมขึ้นมา หมอกโลหิตที่ปกคลุมทั่วสนามประลองดาบก็หายไปในทันที
เมื่อเห็นฉากนี้ แม้ไม่ต้องมีมาเตรัซซี่มาอธิบายให้ฟังพวกเขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด ราชาเมืองแซมบอร์ดสามารถทำลาย 'หมอกโลหิต' ที่เป็นทักษะสังหารของ 'อัศวินโลหิต' ได้อย่างง่ายดาย!
“เป็นไปได้อย่างไร?”
บนสนามประลอง สีหน้าของ 'อัศวินโลหิต' เต็มไปด้วยความตะลึง ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครทำลายหมอกโลหิตของเขาได้ แต่คนที่ทำได้จะต้องเป็นยอดฝีมือที่มีพลังเหนือกว่าเขา และส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีประสบการณ์ในการต่อสู้สูง แต่ความเร็วในการทำลายหมอกโลหิตนี้ไม่เคยมีใครเร็วเท่าราชาแซมบอร์ดคนนี้มาก่อน
“มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้? หากเจ้ารู้ว่าข้าผ่านอะไรมาบ้าง เจ้าจะเข้าใจเอง ไอ้หมอกสร้างภาพมายาระดับนี้ สำหรับข้าแล้วมันดูหน่อมแน้มเกินไป”
ในโลก Diablo ซุนเฟยเคยผ่านการฆ่าล้างบางมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยเดินย่ำสายธารโลหิตและกองภูเขาศพมาก่อน แม้กระทั่งฉากนรกบนดินก็เคยเห็นมาแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฉากในแผนที่แรกของค่ายโร้ก รังของบลัดเรเว่น หอคอยของเคาน์เตสและอารามใต้ดินของแอนเดเรีย สถานที่เหล่านั้นเต็มไปด้วยฉากที่โหดร้ายเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจินตนาการได้ ไหนจะปีศาจที่ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนคน แล้วไหนจะฉากที่เหล่าโร้กสาวถูกทรมานจนตาย ฉากเลวร้ายเหล่านั้น...ซุนเฟยผ่านมาหมดแล้ว มือของเขาเปื้อนเลือดของปีศาจมานักต่อนัก และหมัดของเขาก็ทะลวงร่างของมอนสเตอร์จนตกตายแล้วนับไม่ถ้วน เทียบกันแล้วภาพมายาที่ 'หมอกโลหิต' สร้างขึ้นมาจะนับเป็นอะไรได้ อย่าว่าแต่จะเขย่าขวัญประสาทของซุนเฟยได้เลย มันยังทำให้ซุนเฟยรู้สึกง่วงขึ้นมาด้วยซ้ำ
“ความอดทนของข้าใกล้จะหมดลงเต็มทีแล้วนะท่านอัศวิน ถ้าฝีมือของท่านมีแค่นี้ เกรงว่าทุกอย่างคงจะจบลงตรงนี้แหละ!”
ซุนเฟยเริ่มแสดงสีหน้าหมดความอดทนออกมา
ซุนเฟยจงใจท้าทายอีกฝ่าย จุดประสงค์หลักของเขาก็คือสั่งสมประสบการณ์ในการต่อสู้กับยอดฝีมือให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้นำไปปรับปรุงแก้ไขทักษะของตัวเองให้เข้ากับตัวละครในโลกDiablo น่าเสียดายที่เมื่อเทียบกันแล้ว แรงกดดันของครู้ดกระจอกกว่าคริส ซัตตันหลายขุม สิ่งนี้แหละที่ทำให้เขารู้สึกผิดหวังมาก
เมื่อถูกหยามกันต่อหน้าต่อตาแบบนี้ 'อัศวินโลหิต' ก็โกรธขึ้นมาถึงขีดสุด
“เจ้ามันไม่รู้จักที่ตาย...ดีจริงๆเจ้าทำสำเร็จแล้ว เจ้าทำให้ข้าโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว!” ดวงตาของเขาแทบลุกเป็นไฟด้วยความโมโห“ทีแรกข้ายังคิดที่จะไว้ชีวิตสุนัขของเจ้า แต่ตอนนี้เจ้า...ต้อง...ตาย!!!”
ชิ้ง!
เสียงชักดาบดังขึ้น
'อัศวินโลหิต' เหวี่ยงดาบในมือเบาๆ เปลวไฟสีเลือดสว่างวาบขึ้นมา ดาบยักษ์ในมือของเขามีใบดาบแบบฟันเลื่อย ร่างของเขาถูกปกคลุมด้วยเปลวไฟคลื่นพลังสีเลือดที่หนาแน่นกว่าครั้งไหนๆกลิ่นเลือดที่ฉุนจมูกลอยออกมาจากร่างของเขา ราวกับว่าพวกเขากำลังอยู่ท่ามกลางลานประหารชีวิต อันเต็มไปด้วยผู้คนนับหมื่นที่กำลังอ้อนวอนขอชีวิต
เห็นได้ชัดว่า อัศวินคนนั้นก็มีแหวนเก็บของเช่นกัน ดาบในมือของเขาก็ถูกดึงออกมาจากแหวนเก็บของนั่น
ซุนเฟยแสยะยิ้มออกมา
ในที่สุด เรื่องน่าสนุกก็เกิดขึ้นแล้ว
“นี่คือดาบ 'กระหายเลือด' ของอัศวินผู้ตัดสินลำดับที่เจ็ด ในตำนานกล่าวไว้ว่าดาบเล่มนี้สามารถเชื่อมต่อกับนรกได้ จักรพรรดิยาซินได้มอบดาบเล่มนี้ให้กับอัศวินผู้ตัดสินตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งอาณาจักร มันมีพลังอำนาจที่น่าเหลือเชื่อ ฮ่าๆ...ในที่สุดการต่อสู้ที่แท้จริงก็กำลังจะเริ่มขึ้นแล้วสินะ?!”
น้ำเสียงตื่นเต้นของนักพเนจรมาเตรัซซี่ลอยเข้ามาในหูของทุกคน
ซุนเฟยเริ่มขยับกายบ้างแล้ว
เขาไม่ได้เรียกใช้ 'ดาบศักด์สิทธิ์แห่งบูลแคทโตส' และ 'ผู้พิทักษ์แห่งบูลแคทโตส' เขาสะบัดมือเบาๆ ก่อนที่บนมือของเขาจะปรากฏถุงมือเหล็กที่มีกลิ่นอายอันทรงพลังและลวดลายประณีตขึ้นมา ถุงมือนี้เต็มไปด้วยเกล็ดที่ซ้อนทับกันอย่างแน่นหนา และถึงแม้ว่าจะสร้างขึ้นจากเหล็ก แต่ถุงมือคู่นี้กลับมีน้ำหนักที่เบามาก
ไอเทมระดับหกของโลก Diablo 'สัมผัสแห่งความตาย'
“ตัดสินแพ้ชนะในครั้งเดียวกันเถอะท่านอัศวิน แสดงฝีมือทั้งหมดของเจ้าออกมา!”
-------------