คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    รุ่งอรุณแห่งสยาม

    [19 พฤษภาคม]

    ณ ค่ายเชลยศึกชั่วคราว ชายแดนสระแก้ว

    เสียงฝีเท้าของอคินดังกังวานผิดปกติในความเงียบสงัดยามราตรี 

    ตึก... ตึก... 

    ทุกก้าวที่เหยียบลงบนแผ่นไม้กระดานซึ่งตอกทับลงบนเถาวัลย์ยักษ์นั้นให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับเดินอยู่บนหลังมังกรไม้ที่หลับใหล 

    ปราการพฤกษาที่เขายืนอยู่ไม่ใช่สิ่งก่อสร้างจากปูนหรือเหล็ก แต่มันคือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่ถูกปลุกขึ้นด้วยเจตจำนงของ 'เพทาย' 

    รากไม้ขนาดเท่าลำตัวมนุษย์นับพันเส้นถักประสานกันแน่นหนาจนแสงจันทร์แทบไม่อาจลอดผ่าน 

    ความสูงสามสิบเมตรจากพื้นดินทำให้ลมหนาวเบื้องบนพัดกรรโชกอยู่ตลอดเวลา 

    แต่อคินกลับสัมผัสได้เพียงแรงปะทะของอากาศ เขาไม่รู้สึกถึงความเย็นที่ควรจะบาดผิว หรืออาการสั่นสะท้านที่มนุษย์ทั่วไปควรจะเป็น

    ภารกิจ 'ผู้คุมกฎแห่งรัตติกาล' ของเขาเริ่มขึ้นตอน 20:00 น. และสิ้นสุดที่ 02:00 น. มันคือช่วงเวลาที่โลกทั้งใบดูเหมือนจะหยุดหายใจ

    บนไหล่ของเขามี 'บัวลอย' แมวสามทีนั่งอยู่ และข้างกายของเขามี ‘เจ้าโบ้’ หมาไทยหลังอานเดินเคียงคู่ 

    เสียงเล็บโลหะของมันขูดไปกับไม้ดัง ครืด... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ 

    อคินยื่นมือที่สวมถุงมือหนังไปลูบขนคอที่แข็งกระด้างของมัน 

    เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากจังหวะการหายใจของโบ้ แต่มือของเขานั้น... นิ่งสนิทและไร้ไออุ่น

    “ดูพวกเขาสิโบ้...” 

    อคินพึมพำขณะชะโงกหน้ามองลงไปเบื้องล่าง

    แสงนวลตาจากตะเกียงพลังเวทที่แขวนอยู่ตามปมรากไม้เผยให้เห็นค่ายเชลยศึกกัมพูชาที่จัดระเบียบอย่างน่าฉงน 

    ในสายตาของอคินผู้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาตลอดหลายเดือนด้วยตัวเองกับเหล่าสัตว์

    แต่ภาพที่อาณาจักรมหาพฤกษาจัดระเบียบเชลยเหล่านี้อย่างน่าทึ่ง เต็นท์ที่พักคุณภาพดีถูกกางเป็นระเบียบ

    หมอในชุดคลุมสีขาวเดินตรวจตราตามแถว พร้อมกับมอบยาสมานแผลสีเขียวใสที่กลิ่นหอมฟุ้งกระจายขึ้นมาถึงจมูกของอคิน

    ภาพที่พวกหมอชุดขาวทา ‘ยาสมานแผลเขียวใส’ ให้เชลย ภาพการช่วยเหลือโดยไม่แบ่งแยกมิตรหรือศัตรู 

    ภาพนั้นค่อยละลายน้ำแข็งที่เกาะกินจิตใจของอคินมาเนิ่นนานออกอย่างช้าๆ

    เขาเห็นเด็กสาวเชลยคนหนึ่งนั่งอยู่หน้าเต็นท์ พลางรับผลไม้เรืองแสงมาจากทหารพฤกษาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มจางๆ 

    แม้ที่ข้อเท้าจะมี ‘โซ่ตรวนเวทมนตร์’ ล่ามไว้ 

    แต่มันกลับดูเหมือนสายใยที่เชื่อมต่อพวกเขาเข้ากับระเบียบใหม่มากกว่าจะเป็นเครื่องพันธนาการที่มุ่งเอาชีวิต

    อคินหยุดยืนที่ริมสันกำแพง ชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่าง แสงจากตะเกียงพลังเวทที่แขวนอยู่ตามจุดต่างๆ 

    เผยให้เห็นสภาพภายในค่าย เชลยศึกชาวกัมพูชานับพันชีวิตเดินขวักไขว่อยู่ด้านล่าง 

    แม้พวกเขาจะเป็น 'มนุษย์ปลุกพลัง' ที่มีสกิลและอาชีพหลากหลาย 

    แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงร่างกายที่บอบช้ำและโซ่ตรวนเวทมนตร์ที่ล่ามข้อเท้าไว้ 

    เสียงโลหะลากไปตามพื้นดินดังแว่วขึ้นมาถึงข้างบนเตือนให้รู้ว่าพวกเขาไม่มีอิสระที่จะก้าวเดินได้เกินหนึ่งช่วงตัว

    "พวกเขาสะบักสะบอมมาก็จริง... แต่ดูเหมือนจะดูดีขึ้นทุกวันเลยนะ" 

    อคินพูดกับระบบในใจ 

    "มันดูไม่เหมือนคุกเลย เหมือน... สถานรับเลี้ยงเสียมากกว่า"

    ติ๊ง!

     

     [นั่นคือวิธีการของ 'เพทาย' ... การครอบครองร่างกายนั้นง่าย แต่การครอบครองใจคนนั้นต้องใช้ยาและการดูแล เจ้าควรตั้งใจเฝ้ายามต่อไปเถอะ อย่ามัวแต่สงสัยในเมตตาของผู้นำอาณาจักรเลย]

     

    อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำตอบของระบบ

    ลมหนาวปะทะใบหน้า แต่เขากลับไม่รู้สึกสั่นสะท้าน มือที่กำด้ามดาบนั้นนิ่งสนิทและเย็นเยียบกว่าอากาศรอบตัว

    'เราคืออัศวิน...' 

    อคินย้ำกับตัวเองในใจ 

    'หน้าที่ของอัศวินคือการปกป้อง... แต่ในโลกที่ศัตรูกำลังถูกเยียวยาด้วยอาหารและยาแบบนี้ ดาบในมือของฉันมันยังมีที่ทางให้กวัดแกว่งอยู่อีกไหม?'

    เขาหยุดเดินแล้วพิงหลังเข้ากับเถาวัลย์หนาม หลับตาลงเพื่อฟังเสียงป่า 

    แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับมีเพียงจังหวะหัวใจของเจ้าโบ้ที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ 

    ส่วนหน้าอกของเขา... กลับเงียบงันและว่างเปล่าเหมือนถ้ำที่ไร้ลมหายใจ

    ...

    ในคืนที่สี่ เขาเห็นภาพที่สะดุดตา ทหารพฤกษากำลังแบกถังน้ำและผลไม้เรืองแสงส่งให้เด็กหญิงเชลยคนหนึ่ง 

    เด็กน้อยรับไปพลางยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้มที่เริ่มกลับมามีชีวิตชีวา 

    และเหล่าเชลยผู้ใหญ่หลายคนเริ่มเข้ามาช่วยทหารแจกจ่ายน้ำและอาหารให้กับคนอื่นๆ

    ดูเหมือนค่ายเชลยแห่งนี้กำลังค่อยๆพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันมีค่า และมอบคุณค่าให้กับทุกคน

     

     

    [23 พฤษภาคม]

     

    ติ๊ง! 

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 23 พฤษภาคม]

    [เฮ้! ตื่นได้แล้วเจ้าคนขี้เซา! วันนี้มีแขกมา!]

     

    อคินสะดุ้งตื่นขึ้นมาในความสลัวของเต็นท์พรีเมียมบนสันกำแพงพฤกษา 

    ร่างกายของเขายังคงรู้สึกเบาหวิวราวกับขนนก ทันทีที่เขาลุกขึ้นนั่ง 

    สัมผัสจากปลายนิ้วที่แตะลงบนท่อนแขนตัวเองกลับให้ความรู้สึกเหมือนแตะลงบนรูปปั้นหินที่เย็นเฉียบ 

    ผิวหนังของเขาดูซีดจางกว่าวันก่อนๆ แต่ชุดเกราะออฟฟิศที่วางอยู่ข้างตัวกลับดูสะอาดเอี่ยมและมีกลิ่นหอมของแดดอ่อนๆ 

    ราวกับมีใครบางคนเฝ้าดูแลมันอย่างดีในช่วง 16 ชั่วโมงที่เขาสลบไสลไป

    เขาก้าวเท้าออกไปรับลมแรงบนความสูงสามสิบเมตร มามาเลดยืนรออยู่ตรงนั้น 

    ชุดเกราะสีเงินของอัศวินดูหมองลงเล็กน้อยจากฝุ่นผงจากการเดินทาง แต่แววตาของเขาซะสว่างจ้าด้วยความตื่นเต้น

    "อคิน! นายตื่นมาทันเวลาเปลี่ยนประวัติศาสตร์พอดี" 

    มามาเลดตบไหล่เขาจนเกิดเสียงดังกังวาน แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ 

    "เครูม่า... เต่ายักษ์นั่นถูกพิชิตเรียบร้อยแล้วเมื่อตอนกลางวัน! ที่เขาใหญ่น่ะ เป็นการประสานงานที่เหนือชั้นที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลย"

    "เขาใหญ่เหรอครับ? แล้วพลังพฤกษาของท่านเพทาย..." 

    อคินถามด้วยความฉงน

    "เปล่าเลยเพื่อน ครั้งนี้ต้องยกเครดิตให้พวกอาณาจักรรุ่งอรุณ!" 

    มามาเลดเล่าพลางชี้มือไปทางทิศตะวันตกราวกับเห็นภาพเหตุการณ์ 

    "พวกนั้นขน 'โกเล็ม' รุ่นพิเศษออกมานับร้อยตัว เป็นยูนิตพลีชีพที่ติดตั้งระเบิดเวทมนตร์แรงสูง พวกเขาบังคับให้พวกมันมุดลงไปใต้ท้องของเครูม่า แล้วจุดชนวนระเบิดพร้อมกัน!"

    มามาเลดทำมือขยายออกเพื่อสื่อถึงแรงระเบิด 

    "บึ้ม! แรงอัดจากใต้ท้องทำให้เจ้าเต่ายักษ์นั่นหงายหลังตึงทันที! นายจินตนาการออกไหม? หลังของมันที่แบกภูเขาทั้งลูกไว้ทำให้มันพลิกตัวกลับไม่ได้เลย เครูม่ากลายเป็นแค่เต่าที่นอนขาชี้ฟ้าอยู่บนยอดเขาใหญ่ แล้วพวกกองทัพผสมที่นำโดย 'ปกป้อง' กับ 'สัตยา' ก็รุมถล่มท้องของมันที่เป็นจุดอ่อนเพียงแห่งเดียวจนมันสิ้นฤทธิ์... สงครามจบลงตรงนั้นแหละ"

    อคินนิ่งฟัง ภาพความน่าเกรงขามของเทคโนโลยีจากอาณาจักรรุ่งอรุณทำให้เขารู้สึกถึงความเล็กลูกของดาบในมือ

    "แล้วท่านเพทายล่ะครับ?"

    "ท่านเพทายเพิ่งถอนทัพกลับมาจากชายแดนกัมพูชา ตอนนี้กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ" 

    มามาเลดลดเสียงลงพลางยื่นซองจดหมายประทับตรามณีพฤกษาให้อคิน 

    "แต่ไม่ต้องห่วง ที่ศูนย์กลางอำนาจน่ะ 'ท่านปกป้อง' ไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจรจาแทนท่านเพทายอยู่ การประชุมร่วมกับอาณาจักรพันธมิตรที่ร่วมตีรัฐบาลกลางเป็นไปด้วยดีอย่างเหลือเชื่อ..."

    ความยินดีแผ่ซ่านไปทั่วค่าย ทหารหลายคนกอดกันร้องไห้ 

    แต่อคินกลับรู้สึกเหมือนความยินดีนั้นเป็นกำแพงที่กันเขาออกไปข้างนอก 

    ...

    [20:00 น.] 

    ในขณะที่อคินกำจะเดินไปเข้าเวรเฝ้ายามของเขา ข่าวที่ทำให้เขาชะงักงันก็มาถึง

    เสียงประกาศกังวานผ่านเครือข่ายพลังเวทที่เชื่อมต่อทั่วอาณาจักรดังขึ้นพร้อมกันประหนึ่งเสียงสวรรค์ 

    เนื้อหาประกาศถึงการสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งความแตกแยก 

    และการสถาปนา 'อาณาจักรสยาม' อย่างเป็นทางการภายใต้การนำของสภาจอมทัพ

    อคินนั่งอยู่บนขอบสันกำแพงไม้ที่สูงจากพื้นดินสามสิบเมตร ขาของเขาห้อยแกว่งอยู่ในอากาศที่เย็นจัด 

    แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความหวาดเสียวหรือความหนาวเย็นที่ควรจะเป็น 

    ข้างกายมีเจ้าโบ้ที่นอนเอาคางเกยเข่าเขาไว้ และบัวลอยที่เกาะอยู่บนบ่า 

    พลางจ้องมองลงไปดูขบวนเชลยด้านล่างที่เริ่มถูกถอดตรวนออก

    "ประเทศไทยกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวแล้วงั้นเหรอ..." 

    อคินพึมพำ เสียงของเขาลอยหายไปในลมราตรี 

    "ถ้าบ้านเมืองสงบสุขแบบที่ประกาศจริงๆ ... แล้วพวกเราล่ะโบ้? นักผจญภัยที่ถูกปลุกพลังมาเพื่อฆ่าอสูรอย่างพวกเรา จะมีงานอะไรให้ทำในโลกที่ไม่มีอสูรให้ล่า?"

    เจ้าโบ้ครางหงิงในลำคอ ราวกับมันเองก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าใจหาย

    "อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปหน่อยเลยน่า อคิน" 

    เสียงสดใสของ ส้มซ่า ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเดินมาพร้อมกับมามาเลดที่ดูผ่อนคลายขึ้นกว่าทุกวัน 

    "ต่อให้ในเขตอาณาจักรมหาพฤกษาจะปลอดภัยจนแทบจะนอนหลับกลางทุ่งหญ้าได้ แต่นอกรั้วปราการนี้ออกไป โลกกว้างน่ะยังเต็มไปด้วยความมืดมิดที่มนุษย์ยังเข้าไม่ถึงอีกตั้งเยอะ"

    "ยังเหลือป่าในเทือกสอยดาวไม่ใช่เหรอ ที่ยังมีพื้นที่ตกสำรวจ" 

    อคินหันไปแย้ง

    "ก็นั่นมันแค่ป่าหลังบ้าน! ตอนนี้พวกอะนีมาเนียน่าจะจัดการเรียบร้อยแล้วมั้ง" 

    ส้มซ่ากอดอก ยิ้มกว้าง 

    "ยังมีพื้นที่สีแดงที่แผนที่ยังเข้าไม่ถึงอีกนับไม่ถ้วนที่รอให้นักล่าอย่างพวกเราไปปักธง ทั่วโลกยังไม่ได้เป็นเหมือนที่นี่สักหน่อย"

    ...

    [21:00 น.]

    ท่ามกลางบทสนทนาที่พยายามปลอบประโลมใจ 

    เงาของร่างหนึ่งก็โดดข้ามเถาวัลย์หนามขึ้นมาบนสันกำแพงด้วยความคล่องแคล่ว 

    ปลาเผา ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกวนๆ ตามฉบับหน่วยพิทักษ์รัตติกาล 

    ในมือของเขาชูซองจดหมายสีเขียวเข้มที่มีตราประทับขี้ผึ้งรูปใบไม้ศักดิ์สิทธิ์

    "เฮ้! อคิน รับไปซะ คำสั่งด่วนจากท่านบุษบา" 

    ปลาเผาส่งจดหมายปลดประจำการให้ 

    "สำนักงานเมืองและสำนักสันติบาลกำลังจะเข้ามายึดพื้นที่คุกพฤกษาคืนแล้ว หน้าที่ 'ผู้คุมกฎรัตติกาล' ของนายจบลงที่นี่อย่างเป็นทางการ"

    อคินรับจดหมายมาด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย... ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนเครื่องจักรที่จู่ๆ ก็ถูกถอดปลั๊กออก

    "จบแล้วจริงๆ สินะ..." 

    อคินนั่งลงล้อมวงกับมามาเลด โบ้ บัวลอย และปลาเผา ท่ามกลางแสงไฟจางๆ จากตะเกียงพลังเวท 

    "พรุ่งนี้ฉันไม่ต้องเฝ้าที่นี่แล้วสินะ... รู้สึก... เคว้งยังไงไม่รู้แฮะ"

    "นายเสพติดการอยู่เฉยๆไปแล้วล่ะสิ ได้เวลาออกล่าแล้ว" 

    ปลาเผาหัวเราะพลางตบหลังอคิน

    แต่เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อรู้สึกว่าแผ่นหลังของอคินมัน 'นิ่ง' และ 'เย็น' จนผิดมนุษย์ 

    "ฟังนะอคิน อย่าเพิ่งรีบถอดใจไป คลื่นอสูรลูกที่ห้าน่ะ... มันกำลังจะมา ความสงบนี้มันก็แค่ช่วงพักยกเท่านั้นแหละ"

    "ใช่" 

    ส้มซ่าเสริม น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น 

    "ต่อให้เรากู้โลกใบเดิมคืนมาได้ในตอนนี้ แต่นายดูรอบๆ สิอคิน ต้นไม้ยักษ์ที่สูงเทียมฟ้า โกเล็มที่เดินเพ่นพ่าน มนุษย์ที่มีสกิลแปลกๆ ... โลกมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และไม่มีทางกลับไปเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาที่นั่งรถไฟฟ้าไปทำงานได้อีก"

    "เราไม่ได้ล่าเพื่อทำลายอย่างเดียว แต่ออกล่าเพื่อเพิ่มเลเวลและเตรียมตัวสู้เพื่อวันพรุ่งนี้" 

    มามาเลดพูดสมทบด้วยเสียงทุ้มต่ำ 

    "ถ้าไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลังในอาณาจักรมหาพฤกษา นายก็ต้องแกร่งขึ้นไปอีก"

    อคินก้มมองมือตัวเองที่ขาวซีดภายใต้แสงจันทร์ เขาพยายามจะกำมือ 

    แต่เขากลับรู้สึกเหมือนนิ้วมือเหล่านั้นไม่ใช่ของเขาเอง... มันเบาและว่างเปล่า 

    แต่เมื่อได้ยินคำว่า 'คลื่นอสูรลูกที่ห้า' ประกายไฟในดวงตาที่เกือบจะดับมอดของเขาก็ลุกโชนขึ้นมาใหม่

    "โลกที่ไม่เหมือนเดิม... กับอัศวินที่ต้องแกร่งขึ้น" 

    อคินพึมพำ 

    "งั้นพรุ่งนี้ ผมจะไปสอยดาว ไปดูซิว่าที่นั่นยังเหลือความลับอะไรให้ผมค้นหาอีกบ้าง"

    เขาลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง บัวลอยส่งเสียงร้องรับคำอย่างร่าเริง ส่วนเจ้าโบ้ก็ยืนขึ้นส่ายหางรอรับคำสั่ง 

    แม้ความจริงที่ถูกบิดเบือนจะยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืด 

    แต่สำหรับอคินในคืนนี้... เป้าหมายของเขาชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง 

    ไม่ใช่ในฐานะ 'ผู้คุมกฎ' แต่ในฐานะ 'นักล่า' ที่จะสลักชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของอาณาจักรสยาม

    อัศวินรุ่นพี่ทำท่าจะเดินจากไป แต่แล้วเขาก็ชะงักฝีเท้า หันกลับมามองอคินด้วยแววตาที่ซับซ้อน 

    มันมีความสงสารแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น 

    "วันนี้เจ้าก็ลองคิดดูแล้วกันว่าจะทำอะไรต่อ ส่วนข้าต้องไปประชุมวางแผนอนาคตของแคลนนัดล่าราตรีกับท่านศรีนิล... ดูแลตัวเองด้วยนะ อคิน ไปกันเถอะปลาเผา"

    มามาเลดหันกลับไปเรียกปลาเผา แล้วทั้งคู่ก

    อคินยืนนิ่งอยู่กลางค่ายที่กำลังถูกรื้อถอน 

    เขามองดูโลกที่กำลัง 'เยียวยา' ตัวเองผ่านมุมสูงจากป้อมยามที่เหลืออยู่ 

    เขาปรึกษากับโบ้และบัวลอยเรื่องการไปออกล่าครั้งใหม่ 

    ความกระหายที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองยังมี 'ค่า' ในฐานะอัศวินพลุ่งพล่านอยู่ในอก 

    เขาตัดสินใจจะกลับไปที่เทือกเขาสอยดาวอีกรอบ ที่นั่นคือถิ่นที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษ

    เขากลับเข้าไปในเต็นท์ นอนลงบนฟูกเดิม รอคอยให้เวลาการเชื่อมต่อหมดลงด้วยความหวังที่ริบหรี่...

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน