มารสยบฟ้า

    บทที่ 33 : ศึกระหว่างสองตระกูล

    ภายในห้องโถงประมูล ฟางเยว่กำลังอธิบายถึงลักษณะคุณคุณสมบัติสุดพิเศษของสิ่งที่กำลังประมูลในลำดับต่อไป  

     

    “สิ่งที่ทุกท่านเห็นอยู่ในขณะนี้คือดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนาม ถึงแม้จะเป็นแค่ดวงจิตของลูกมังกรปฐพีหางหนามที่ยังเยาว์วัย มีระดับพลังเพียงแค่ขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่หก แต่พวกท่านคงจะทราบถึงความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรประเภทมังกรกันดีอยู่แล้ว แม้จะเป็นแค่ขอบเขตหลอมดวงจิต แต่ความแข็งแกร่งของมันเทียบได้กับความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรในขอบเขตผสานวิญญาณเลยทีเดียว”

     

    “หากผู้ที่อยู่ในสายสถิตวิญญาณธาตุดินได้มันไป ความแข็งแกร่งของคนผู้นั้น จะล้ำหน้าเกินกว่าระดับพลังที่มีอยู่ ดังนั้นราคาของมันจึงเริ่มต้นที่สองร้อยเหรียญทอง”

     

    “ข้าให้สองร้อยกับอีกสิบเหรียญทอง!”

     

    “ข้าสองร้อยยี่สิบเหรียญทอง!”

     

    หลายคนเริ่มตะโกนแข่งกันเสนอราคา โดยเฉพาะจิ่วฉีที่อยู่ในสายสถิตวิญญาณธาตุดิน เขายิ่งต้องการดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนาม “สองร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”

     

    โม่เฟิงกวาดสายตาไปรอบ ๆ บริเวณโถงประมูลเพื่อสังเกตบรรยากาศในการแข่งขันของผู้เข้าประมูล ก่อนจะหันไปหาตงห่าวที่เอาแต่สนใจของกินตรงหน้า ไม่แม้แต่จะชายตามองดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามแต่อย่างใด กร๊วม กร๊วม กร๊วม!

     

    แม้ตงห่าวจะไม่ได้สนใจดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนาม แต่โม่เฟิงต้องการให้ตงห่าวได้มันมาครอบครอง “สามร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”

     

    ราคาดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามดีดขึ้นไปทันทีอีกหนึ่งร้อยเหรียญทอง ผู้เข้าประมูลต่างหันพูดคุยกันด้วยเสียงเอ็ดอึง “ตระกูลปิงไม่คิดจะแบ่งให้คนอื่นประมูลบ้างเลยหรือยังไงกัน? แทบจะกวาดเอาของทุกอย่างไปจนหมดอยู่แล้ว!”

     

    “เป็นเจ้าเด็กนั่นอีกแล้ว…กร๊อดดด!” จิ่วฉีถึงกับกัดฟัน เขาไม่อาจเสนอราคามากไปกว่านี้ได้ เพราะเขาต้องเก็บเงินเอาไว้เพื่อประมูลโอสถที่จะถูกนำเข้าประมูลต่อจากนี้

     

    ไม่มีใครเสนอราคาแข่งกับโม่เฟิง ฟางเยว่จึงปิดการประมูล “ดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามตกเป็นของผู้เข้าประมูลหมายเลขเจ็ด”

     

    เมื่อดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนามถูกประมูลออกไป ดวงจิตของสัตว์อสูรอีกตนหนึ่งได้ถูกนำเข้ามา

     

    “นี่คือดวงจิตสัตว์อสูรตนที่สอง มันคือดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผา มีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตระดับที่สิบ ถึงจะไม่ได้มีความพิเศษเท่ากับดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนาม แต่ก็ถือว่าเป็นดวงจิตของสัตว์อสูรที่กำลังจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผสานวิญาณ”

     

    “อินทรีกลีบบุบผานั้น ถึงจะไม่ใช่สัตว์อสูรที่เหมาะสำหรับการต่อสู้ ไม่มีความจำเป็นต่อสายสถิตวิญญาณธาตุไม้ แต่ดวงจิตของมัน..กลับมีพลังลมปราณธาตุไม้อันบริสุทธิ์ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ธาตุไม้สายอะไรก็ตามแต่ หากได้ดูดกลืนพลังลมปราณธาตุไม้จากดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผาตนนี้ ความบริสุทธิ์ของพลังลมปราณธาตุไม้ในร่างจะก้าวหน้าไปอีกหลายระดับเลยทีเดียว”

     

    ฟางเยว่แตะไปที่ลูกแก้วดวงจิต “ราคาประมูลของมันเริ่มต้นที่หนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญทอง!”

     

    แม้อินทรีกลีบบุบผาจะด้อยกว่าดวงจิตของมังกรปฐพีหางหนาม แต่ผู้เข้าประมูลหลายคนก็ยังคงเสนอราคาออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสองตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลินและตระกูลยินที่ยังไม่มีที่ท่าว่าจะยอมถอยให้กัน

     

    หลันเทียนนั้นต้องการดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผาดวงนี้มาเป็นของขวัญให้กับหลันหลันผู้ แต่ตระกูลยินที่ทราบเรื่องนี้ พวกเขาจึงไม่ยอมปล่อยให้หลันเทียนได้มันไปง่าย ๆ

     

    “สามร้อยเหรียญทอง!”

     

    หลันเทียนมิได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเท่าไหร่นัก เนื่องจากทราบข่าวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ว่าจะมีดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผาถูกนำเข้าประมูล เขาจึงได้ตระเตรียมเงินมาเผื่อเอาไว้ ถึงแม้ต้องสู้ราคากับตระกูลยิน เขาก็พร้อมที่จะสู้ เพื่อนำมันมามอบให้กับหลานสาว

     

    “สามร้อยยี่สิบเหรียญทอง!”

     

    ดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผาเริ่มสูงกว่าราคาขายในท้องตลาด ตระกูลยินจึงไม่กล้าที่เพิ่มราคาขึ้นอีก เพราะมีโอกาสที่หลันเทียนจะไม่ประมูลต่อ พวกเขาจึงต้องหยุดเอาไว้เพียงแค่นี้

     

    “ดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผา ถูกประมูลออกไปด้วยราคาสามร้อยยี่สิบเหรียญทอง ขอแสดงความยินดีกับตระกูลหลินที่ประมูลดวงจิตของอินทรีกลีบบุบผาไปได้!”

     

    ภายในห้องโถงของโรงประมูลกวงเยว่ที่กำลังครึกครื้น ฟางเยว่กล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม “ต่อไป! ฟางเยว่ขอพาทุกท่าน ไปพบกับโอสถวิเศษทั้งสามชนิดที่ทุกท่านรอคอย”

     

    บ่าวรับรับใช้ร่างบึกบึนจำนวนสามคน พากันเข็นรถลากสามคันซึ่งถูกคลุมเอาไว้ด้วยผ้าสีดำสนิทออกมาที่กลางโถงประมูล

     

    “โอสถชนิดแรกที่จะนำออกมาประมูลในค่ำคืนนี้ก็คือ โอสถระดับหนึ่งขั้นกลางที่มีชื่อว่าโอสถทับทิมแดง”

     

    ผ้าคลุมของรถเข็นคันแรกถูกดึงออก โอสถทับทิมแดงเม็ดหนึ่งถูกโชว์เอาไว้บนแท่นสูง บริเวณด้านล่างของแท่นโชว์ยังมีถุงโอสถถูกวางเอาไว้อีกจำนวนสิบถุง

     

    “โอสถทับทิมแดงเม็ดนี้ถูกสร้างขึ้นจากโลหิตของหนูดินเขาหอก สรรพคุณของมัน สามารถช่วยบำรุงโลหิตในร่างกาย หากผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางได้กินโอสถเม็ดนี้เข้าไปจะหายขาดในทันที”

     

    “นอกจากจะช่วยบำรุงโลหิตแล้ว โอสถทับทิมแดงยังช่วยเพิ่มพูนพลังลมปราณให้แก่บุตรหลานของท่านที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตหลอมกายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถเพิ่มพูนพลังลมปราณได้มากกว่าโอสถระดับหนึ่งขั้นกลางอย่างโอสถจิตลมปราณที่ตระกูลของพวกท่านใช้กันอยู่ตอนนี้ ได้มากถึงหนึ่งส่วนสี่เท่า”

     

    “ข้าเชื่อว่าตอนนี้ พวกท่านน่าจะอยากได้มันกลับไปให้ลูกหลานใช้กันแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มประมูลที่ถุงแรกกันเลย”

     

    ฟางเยว่ยกโอสถถุงแรกขึ้นมา “ในแต่ละถุง จะมีโอสถทั้งทิมแดงถูกบรรจุเอาไว้ด้วยกันทั้งหมดหนึ่งร้อยเม็ด ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ห้าสิบเหรียญทอง เริ่มประมูลได้”

     

    “ห้าสิบห้าเหรียญทอง”

     

    “หกสิบเหรียญทอง”

     

    ….

    “ข้าให้หกสิบเหรียญทอง”

     

    ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ปิงหยวนและปิงมู่ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเหมือนกับผู้เข้าประมูลคนอื่น ๆ พวกเขานั่งดูทุกคนแข่งกันเสนอราคาด้วยความสนุกสนาน

     

    เห็นสีหน้าที่อมยิ้มของผู้เป็นบิดา ปิงหยุนจึงพอเดาได้ว่า ทั้งสองคงจะได้โอสถพวกนี้มาครอบครองแล้ว “ท่านพ่อ ตระกูลเฉียนได้นำโอสถทั้งสามชนิดนี้มาขายให้กับตระกูลปิงของเราในราคาพิเศษใช่หรือไม่?”

     

    ปิงหยวนประหลาดใจ ที่ปิงหยุนรู้เรื่องการซื้อขายระหว่างตระกูลปิงและตระกูลเฉียน “นี่เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

     

    ปิงหยุนเริ่มเล่าถึงสาเหตุที่ตระกูลเฉียนนำโอสถทั้งสามชนิดนี้มาขายให้ในราคาที่แสนจะถูก

     

    หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวทุกอย่าง ปิงหยวนกับปิงมู่ต่างหันมามองโม่เฟิงด้วยสีหน้านิ่งอึ้งอย่างคาดไม่ถึง พวกเขาไม่คิดเลยว่า ตระกูลปิงที่ตกต่ำลงทุกวี่วัน กลับถูกช่วยไว้โดยเด็กรุ่นหลังอย่างโม่เฟิง ดูแล้วการตัดสินใจรับโม่เฟิงเข้ามาอยู่ด้วย ดูจะเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

     

    ปิงหยวนกล่าวด้วยสีหน้าที่ขอบคุณ “โม่เฟิง ข้าคงต้องกล่าวขอบคุณเจ้าอีกครั้ง ที่ทำเพื่อตระกูลปิงของพวกเราถึงขนาดนี้ ข้าไม่รู้จะตอบแทนเจ้าอย่างไรดี”

     

    เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความขอบคุณของปิงหยวน โม่เฟิงจึงกล่าวออกมาอย่างถ่อมตัว “ท่านปิงหยวนอย่าได้คิดมาก ปิงหยุนเป็นสหายของข้า ครอบครัวของเขาก็เปรียบเสมือนกับครอบครัวของข้า เมื่อมีโอกาส ข้าย่อมต้องช่วยเหลือ”

     

    “หนึ่งร้อยเหรียญทอง!”

     

    ราคาของโอสถทับทิมแดงพุ่งสูงถึงหนึ่งร้อยเหรียญทอง ก่อนจะจบลงที่หนึ่งร้อยกับอีกห้าเหรียญทอง โดยผู้ที่ประมูลมันไปได้ก็คือคนของตระกูลเฟิง

     

    ฟางเยว่ประกาศผลของการประมูล ก่อนจะนำโอสถถุงที่สองเข้าประมูลต่อ “ยินดีกับตระกูลเฟิงด้วยค่ะที่ได้โอสถทับทิมแดงถุงแรกไป งั้นเรามาต่อกันด้วยถุงที่สอง ราคาเริ่มต้นของมันยังคงเป็นห้าสิบเหรียญทองเช่นเดิม เริ่มได้เลยค่ะ”

     

    ในการประมูลโอสถทับทิมแดงถุงที่สอง สามและสี่  ราคาสูงที่สุดของพวกมันอยู่ที่เก้าสิบห้า เก้าสิบ และหนึ่งร้อยห้าเหรียญทอง ซึ่งคนที่ประมูลได้ไปก็ยังเป็นคนจากตระกูลเฟิงเช่นเดิม

     

    ส่วนถุงที่ห้าไปจนถึงถุงที่สิบ ตกเป็นของตระกูลหลินและตระกูลยินที่ขับเคี่ยวกันมาอย่างดุเดือด ก่อนจะจบลงที่ตระกูลยินได้ไปสี่ถุงและตระกูลหลินได้ไปสองถุง

     

    ด้วยความแค้นของทั้งสองตระกูลที่มีให้กัน ราคาของโอสถทับทิมแดงที่ทั้งสองประมูลไปได้ จึงอยู่ที่หนึ่งร้อยสิบเหรียญทองไปจนถึงหนึ่งร้อยสามสิบเหรียญทอง มากกว่าราคาของโอสถทับทิมแดงที่ตระกูลเฟิงนั้นประมูลไปได้

     

    ส่วนตระกูลอื่นที่หมายตาโอสถทับทิมแดงเอาไว้ แม้จะมีกำลังทรัพย์ในการประมูล แต่ก็ไม่มีใครกล้าพอ ที่จะเข้ามาประมูลแข่งกับตระกูลใหญ่ทั้งสาม

     

    โอสถทับทิมแดงทั้งสิบถุงถูกประมูลออกไปจนหมดแล้ว ฟางเยว่จึงให้บ่าวรับใช้เปิดผ้าคลุมรถลากคันต่อไป

     

    ยามที่ผ้าคลุมถูกดึงออก โอสถเม็ดสีฟ้าขาว ดูเหมือนกับท้องนภาที่มีมวลหมู่เมฆล่องลอยอยู่ก็ปรากฏแก่ทุกสายตา กลิ่นที่โชยออกมานั้น ทำให้บรรยากาศภายในห้องโถงรู้สึกราวกับมีสายลมอ่อน ๆ พัดผ่าน ทั้งเย็นสบายและปลอดโปร่ง

     

     “โอสถระดับหนึ่งขั้นสูงที่พวกท่านเห็นอยู่ตรงหน้า มีชื่อว่าโอสถลายคราม ปรุงขึ้นจากวารีหมอกนภาที่นำไปผสมกับผลวายุหมื่นลี้ คุณสมบัติของโอสถเม็ดนี้ จะช่วยเพิ่มพูนระดับพลังลมปราณในร่างให้กับผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตหลอมกายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

     

    “ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ขอบเขตกำเนิดลมปราณได้ใช้ จะสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับถัดไปได้ในทันที ข้าเชื่อว่ามันจะต้องมีประโยชน์กับลูกหลานของพวกท่านอย่างแน่นอน”

     

    ฟางเยว่เริ่มเปิดการประมูลโอสถลายคราม “เรามาเริ่มกันที่ถุงแรก สองร้อยเหรียญทอง เริ่มได้เลยค่ะ”

     

    จิ่วฉีจากตระกูลยินได้เสนอราคาเป็นคนแรก “สองร้อยยี่สิบเหรียญทอง”

     

    เมื่อตระกูลยินเริ่มเสนอราคา หลันเทียนก็ไม่ยอมน้อยหน้า “สองร้อยสามสิบเหรียญทอง”

     

    ตระกูลยินและตระกูลหลินกำลังเสนอราคาแข่งกัน ตระกูลเฟิงย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขาได้โอสถลายครามไปเช่นกัน “สองร้อยห้าสิบเหรียญทอง”

     

    ทั้งสามตระกูลต่างก็เสนอราคาตัดกันไปตัดกันมา เป็นการแข่งขันกันระหว่างตระกูลใหญ่ทั้งสาม ราคาของโอสถลายครามจึงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะหยุดอยู่ที่สามร้อยแปดสิบเหรียญทอง

     

    ฟางเยว่จึงประกาศชื่อผู้ชนะ “โอสถลายครามถุงแรกตกเป็นของตระกูลเฟิง ด้วยราคาสามร้อยแปดสิบเหรียญทอง”

     

    ราคาที่สูงถึงสามร้อยแปดสิบเหรียญทอง นอกจากห้าตระกูลใหญ่แล้ว คงจะไม่มีตระกูลไหนกล้าใช้เงินมากมายขนาดนั้นในคราเดียว พวกเขาได้แต่เฝ้าดูการเชือดเฉือนกันระหว่างตระกูลใหญ่ทั้งสาม

     

    มันเป็นการแสดงอำนาจทางการเงินให้กับฝั่งตรงข้ามได้เห็น ว่าตระกูลของตนนั้นมั่งคั่งและร่ำรวยขนาดไหน หรืออาจเรียกได้ว่าการประมูลในค่ำคืนนี้ คือสนามประลองจัดอันดับสถานะความแข็งแกร่งของพวกเขาเลยก็ว่าได้

     

    โอสถลายครามทั้งสิบถุงที่ถูกนำออกมาประมูล ตระกูลเฟิงประมูลไปได้ห้าถุง ตระกูลยินประมูลไปได้สี่ถุง ส่วนตระกูลหลินประมูลไปได้แค่หนึ่งถุงเท่านั้น โดยราคาของโอสถหลายครามแต่ละถุงที่ถูกประมูลออกไปนั้น อยู่ราว ๆ สามร้อยห้าสิบเหรียญทองไปจนถึงสี่ร้อยเหรียญทอง

     

    เมื่อจิ่วซาสามารถประมูลโอสถทั้งสองชนิดได้มากกว่าตระกูลหลิน จิ่วซาจึงได้ส่งเสียงหัวเยาะเย้ยออกมา  “ไม่คิดว่าตระกูลหลินจะใจดีถึงขนาดยอมยกโอสถเหล่านี้ให้ข้า ช่างมีน้ำใจเสียเหลือเกิน ฮ่ะๆๆๆ”

     

    หลันเทียนได้ยินเสียงหัวเราะของจิ่วซาแววมา เขาไม่ได้ตอบโต้กลับอย่างใด นั่งทำหน้านิ่ง เพื่อรอให้ถึงการประมูลโอสถชนิดถัดไป

     

    เห็นอีกฝ่ายไม่ยอมตอบโต้จิ่วซากับจิ่วฉีจึงเอ่ยขึ้น “ตอนที่ได้ยินข่าวว่าตระกูลเฉียนจะนำโอสถชนิดใหม่เข้าประมูล แหล่งข่าวที่แฝงตัวอยู่ในตระกูลหลิน ได้แจ้งจำนวนเงินที่ตระกูลหลินพกมาเข้าร่วมงาน ดังนั้นข้าเลยดึงเงินจากส่วนอื่นเข้ามาเพิ่ม ไม่มีทางที่ตระกูลหลินจะประมูลโอสถไปได้มากกว่าพวกเราได้แน่นอน ฮึๆๆ”

    ---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

    ด้วยอานิสงส์ของพี่โม่ ปิงหยวนนั่งชิลเลย ไม่ต้องไปแข่งประมูลกับใคร (ซัดกันโลด 5555+)

    ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ

    คล้ายกับเรื่องมารสยบฟ้า ที่คุณอ่าน