บทที่ 26
ข้อมูลของตระกูลโม่
หลังจากที่เดินทางมาสนทนาแล้วก็บอกกล่าวเกี่ยวกับเื่สำคัญเสร็จพ่อบ้านตระกูลโม่ก็ได้เดินทางกลับไปทิ้งไว้แต่เพียงแค่จางหยวนที่เต็มไปด้วยความสงสัย
หลังจากที่ส่งแขกที่เดินทางมาเสร็จเข้ามายืนคิดอยู่บริเวณด้านหน้าบ้านด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม
ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังพร้อมกับนิ้วมือยกขึ้นมาลูบปลายคางพลางคิดในใจ“ นี่มันอะไรกันในตอนแรกอยากจะขายงานศิลปะเหล่านี้ให้กับคนพวกนั้นในราคาสูง เห็นว่าพวกคนที่ชั้นสูงหรือว่าพวกเศรษฐีต่างพากันสนใจในงานศิลปะ”
“ แต่อยู่ๆอีกฝ่ายก็เรียกเข้าไปพบเช่นนี้อยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ทำให้จางหยวนกำลังคิดหนักคือคำตอบของอีกฝ่ายที่ไม่เคยคาดคิดเอาไว้
คนผู้นั้นเป็ผู้นำของตระกูลโม่เป็พ่อค้าที่มีความมั่งมีและเป็เศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองจินหยวน
เห็นว่าแม้แต่ขุนนางภายในเมืองแห่งนี้อยากจะเข้าพบยังไม่สามารถเข้าพบอย่างง่ายดาย
เื่เล่าที่ถูกเล่ากันภายในเมืองก็คือมีขุนนางเคยขอเข้าพบจำเป็จะต้องนัดหมายถึงสามครั้งกว่าที่จะได้เข้าพบหน้า
ในครั้งนี้อีกฝ่ายกลับมาขอให้เข้าพบด้วยตนเองแน่นอนว่าเมื่อเื่เช่นนี้เกิดขึ้นจางหยวนก็เต็มไปด้วยความสงสัยก็ไม่ผิด
ภายในหัวปรากฏความคิดขึ้นมากมายถึงความเป็ไปได้ที่หน้าจะบังเกิดขึ้นพยายามคิดในด้านดีเอาไว้ว่าอย่างไรเสียบางทีคนผู้นั้นก็อาจจะอยากจะชื่นชมงานศิลปะรูปแบบอื่นก็ได้
หรือบางทีอาจจะอยากชวนกันสนทนาเกี่ยวกับเื่งานศิลปะในฐานะคนที่ชื่นชอบ
ในขณะที่กำลังยืนคิดเช่นนั้นหย่งคังปรากฏกายขึ้นจากบริเวณด้านข้างพร้อมกับเด็กน้อยฮุ่ยหวงและฮุ่ยหลิง
พวกเขาทั้งสามอยู่ั้แ่แรกแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปขั้นกลางบทสนทนา
ยามนี้แขกที่มาเยือนเมียนเดินจากไปเลยรีบเข้ามาหาจางหยวนที่กำลังยืนคิดหนัก
“ ข้าพอจะได้ยินเกี่ยวกับเื่ที่สนทนากันแล้วไม่คิดว่าเศรษฐีโม่จะขอให้เ้าเข้าพบด้วยตนเอง” หย่งคังพูดขึ้นด้วยใบหน้าจริงจัง
“ ท่านพอจะรู้หรือว่าพอจะเล่าอันใดเกี่ยวกับผู้นำตระกูลโม่ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย” จางหยวนพยายามจะหาข้อมูลเพิ่มเติม
เป็เพราะว่าถ้ายังคงเป็เช่นนี้แล้วเข้าไปพบคู่สนทนาโดยที่ไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยเกรงว่าจะเป็ฝ่ายที่เสียเปรียบ
อย่างน้อยไหนดีขณะที่ไม่สามารถปัดการขอเข้าพบได้แล้วก็เขาทำความเข้าใจกับอีกฝ่ายสักหน่อยเผื่อว่าจะมีอะไรที่เป็ประโยชน์
หย่งคังอาศัยอยู่ภายในเมืองแห่งนี้มาเป็เวลานานน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับคนพวกนั้นเยอะ
หลังจากที่เอ่ยถามออกไปเช่นนั้นพวกเขาก็มานั่งสนทนากันอย่างจริงจังบริเวณด้านหน้าบ้าน
หย่งคังเล่าเื่หลายๆอย่างให้กับจางหยวนได้ฟัง
โดยเื่ที่เขาเล่าก็คือข้อมูลเกี่ยวกับคนตระกูลโม่สิ่งที่รู้อยู่แล้วนั่นก็คือตระกูลนี้เป็ตระกูลใหญ่ภายในเมือง
โดยตระกูลนี้มีความใหญ่โตเป็อย่างมากตรงที่เป็หนึ่งในตระกูลเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองจินหยวน
ภายในตระกูลประกอบไปด้วยสมาชิกที่เป็คนในตระกูลเลยประมาณห้าคนไม่รวมบ่าวไพร่หรือว่าข้ารับใช้ภายในตระกูล
โดยภายในตระกูลโม่มีผู้นำตระกูลก็คือโม่เยี่ยนเป็ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันแล้วเขาเองก็เป็คนที่ทำให้ตระกูลโม่มีมีความยิ่งใหญ่เหมือนทุกวันนี้
ข้อมูลทั่วไปที่ล่วงรู้กันเป็อย่างดีนั่นก็คือตระกูลโม่ถือว่าเป็ตระกูลเศรษฐีที่เพิ่งเติบโตใน่ไม่กี่ปีหลังมานี้
มันเองก็เป็เพราะความสามารถของผู้นำตระกูลอย่างโม่เยี่ยนโดยหย่งคังเล่าว่าเขาเป็พ่อค้าที่มีหัวคิดที่ฉลาดเฉลียว
ไม่เพียงเท่านั้นยังเป็พ่อค้าที่ไม่ใช่หน้าเืเอาแต่กดขี่ผู้คนเพราะแบบนั้นเลยถือว่าเป็คนที่มีความเคารพนับถือในเมืองแห่งนี้ประมาณหนึ่ง
โม่่เยี่ยนสูญเสียภรรยาไปเมื่อหลายปีก่อนมีบุตรอยู่ประมาณสี่คนทำให้ตอนนี้สมาชิกของตระกูลมีทั้งหมดประมาณห้าคนไม่รวมพวกญาติสนิท
โม่เยี่ยนไม่มีอนุภรรยาเหมือนพวกพ่อค้าหรือเหมือนพวกขุนนางธรรมดาทั่วไปั้แ่ภรรยาเขาตายไปก็ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยิ่งผู้ใด
บุตรทั้งสี่คนของโม่เยี่ยนเป็คนที่มีความสามารถเป็อย่างมาก
โดยค้นภายในตระกูลโม่บุตรทั้งสี่คนเป็บุตรชายสองคนและบุตรีอีกสองคนพวกเขามีอายุที่ค่อนข้างจะไล่เลี่ยกันบุตรชายคนโตในตอนนี้ทำงานเป็คนดูแลและช่วยเหลือผู้เป็บิดาในการจำการเกี่ยวกับกิจการของตระกูลมีนามว่า โม่หวัง
บุตรชายคนรองตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ภายในสำนีกศึกษาโดยผู้คนบอกว่าคนผู้นี้มีความฉลาดเป็อย่างมากในขณะที่ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ภายในสำนักศึกษาก็เป็ที่หนึ่งของชั้นคนผู้นี้มีนามว่าโม่หลง
ส่วนบุตรสาวอีกสองคนตอนนี้เองก็กำลังศึกษาอยู่กับสำนักศึกษาเช่นเดียวกันแม้ว่าจะเป็บุตรสาวแต่ว่าความฉลาดเฉลียวนั้นไม่พ้นพี่ชายทั้งสองพวกนางเองก็มีความโดดเด่นเป็อย่างมากในหมู่ของสตรีด้วยกัน
โดยคุณหนูทั้งสองมีนามว่า โม่หลินและโม่หนิง
บุตรทั้งสี่คนของตระกูลโม่ล้วนแล้วเป็คนที่มีความสามารถและเป็ที่ชื่นชอบและชื่นชมของผู้คนภายในเมือง
มองถึงประวัติของตระกูลนี้เขาจะมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตระกูลนี้มีแต่คนโดดเด่น
จางหยวนสอบถามไปอีกเกี่ยวกับบุคลิกนิสัยของผู้นำตระกูลโม่ที่เขาจำเป็จะต้องไปสนทนาในอีกสองวัน
หย่งคังเล่าว่าผู้นำของตระกูลโม่ที่มีนามว่าโมเยี่ยนเป็คนที่มีความสุขุมมองจากบุคลิกโดยรวมส่วนเื่บทสนทนาและก็นิสัยโดยส่วนตัวไม่รู้อันใดมากนัก
เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้นำของตระกูลโม่ไม่ได้ให้ผู้ใดเข้าพบง่ายๆแต่ฟังจากปากต่อปากที่เล่าต่อกันภายในเมืองเห็นผู้คนกล่าวว่าผู้นำของตระกูลโม่เคยบาดหมางกับขุนนางที่ขอเข้าพบจนทำให้ขุนนางผู้นั้นต้องออกจากราชการในที่สุด
หลังจากที่ลองสนทนาและก็ลองสอบถามพ่อได้รู้ข้อมูลพอสังเขปมา
จางหยวนก็เริ่มมาคิดกับตัวเองว่าตนเองจะเอาอย่างไรต่อดี
ในตอนนี้อีกสองวันจำเป็จะต้องเดินทางไปพบผู้นำของตระกูลโม่แต่ข้อมูลของคนผู้นั้นก็น้อยเป็อย่างมากเป็บุคคลที่ผู้คนภายในเมืองไม่ค่อยรู้จักโดยส่วนตัวสักเท่าไหร่
เคยได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่เคยสนทนาและเข้าใกล้เป้าหมาย
ให้ลองเปรียบเทียบก็เหมือนกับัเห็นหัวไม่เห็นหางคนเช่นนี้สามารถคาดเดาได้ยากจริงๆ
แต่ในเมื่อไม่สามารถปฏิเสธได้ก็ได้แต่ทำใจและก็ต้องเข้าไปพบคนผู้นั้น
…..
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ใน่ตลอดสามวันที่ผ่านมาพยายามรวบรวมข้อมูลหลายๆอย่างเกี่ยวกับผู้นำของตระกูลโม่แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย
จนมาถึงวันนี้จำเป็ต้องเดินทางเข้าไปพบอีกฝ่าย
ในยามเช้าของวันจางหยวนรีบมุ่งตรงมาที่จวนตระกูลโม่อย่างรวดเร็ว
เฮ้อไม่ว่าเดินมากี่ครั้งกี่ครั้งสถานที่อย่างนี้ก็ยังคงเป็สถานที่ใหญ่โตบริเวณประตูทางเข้าของจวนเป็ประตูเหล็กขนาดใหญ่มีผู้คุ้มกันยืนเฝ้าอยู่หลายสิบคน
แหงนมองขึ้นไป้าจะมองเห็นป้ายใหม่ที่ถูกสลักอย่างงดงามว่า ตระกูลโม่
ผู้ต้อนรับเดินทางออกมาต้อนรับอย่างรวดเร็วก่อนที่จะนำพาเข้าไปบริเวณด้านใน
เพิ่งเคยเดินเข้ามาด้านในเป็ครั้งแรกเมื่อเดินทางเข้ามาภายในตระกูลโม่พบเห็นทัศนียภาพที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
สิ่งก่อสร้างสูงใหญ่ที่อยู่บริเวณรอบๆเป็สิ่งก่อสร้างที่อยู่ภายในอาณาเขตของตระกูลแห่งนี้ทั้งหมด
ทางเดินหินลากยาวไปด้านหน้าสองข้างทางมีสวนตกแต่งอย่างงดงาม
ในขณะที่เดินไปด้านหน้าก็พึมพำภายในใจว่าสมกับเป็บ้านของเศรษฐีอันดับต้นๆของเมือง
เดินทางผ่านเข้ามาสักพักมาถึงบริเวณตึกหลักพบเห็นพ่อบ้านโม่ยืนอยู่บริเวณด้านหน้า
จางหยวนเข้าไปทักทายอย่างรวดเร็ว
บ่าวรับใช้ที่ลงทุนเดินนำมาส่งที่สถานที่แห่งนี้ก็ถอยไปตอนนี้พ่อบ้านโม่เป็คนมานำทางแทนเดินเข้าไปภายในตึกหลัก
ภายในสถานที่แห่งนี้กฎระเบียบมากมายยามเดินต้องเดินให้เสียงเบาที่สุดไปยังบริเวณส่วนด้านในสุดของตึก
พบเจอห้องเล็กๆแห่งหนึ่งที่มันถูกตั้งเอาไว้เมื่อเดินเข้าไปก็พบเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่กำลังยืนมองภาพวาดอยู่
พ่อบ้านโม่ยกยือทั้งสองข้างขึ้นแล้วกล่าวกับชายวัยกลางคนผู้นั้น“ นายท่านคนที่อยากพบเดินทางมาถึงแล้ว ”
จบบท