กองทัพตระกูลเยี่ยนยาตรามาถึงเมืองหลวงแล้ว
ฮ่องเต้ทรงมีราชโองการแต่งตั้งเยี่ยนหยางเจวี๋ยเป็แม่ทัพใหญ่รักษานครคุมกำลังพิทักษ์เมืองหลวงหนึ่งแสนนาย พร้อมเลื่อนบรรดาศักดิ์เป็ไคกั๋วกง[1] ตระกูลได้สืบทอดตำแหน่งสามชั่วคนโดยไม่ลดบรรดาศักดิ์ได้รับปูนบำเหน็จเป็เงินทอง แพรพรรณชั้นดี และจวนหลังใหม่ในเขตที่พำนักขุนนาง
ส่วนเมืองชายแดนหานจีฮ่องเต้มู่เหวินหลงได้ส่งแม่ทัพหนุ่มไฟแรงนามหนานกงอี้ไปประจำแทน ทำเอาบรรดาคุณหนูทั้งหลายร่ำไห้น้ำตานองด้วยความเสียดายพวกนางคงไม่มีโอกาสได้พบกับบุรุษผู้หล่อเหลาอีกนาน
แต่ไม่ทันไรก็พากันแช่มชื่นดุจบุปผาต้องฝนกันอีกคราเมื่อสตรีทั้งหลายได้เห็นรองแม่ทัพผู้องอาจห้าวหาญอย่างเยี่ยนหยางจงแล้วไหนจะกุนซือผมสีเงินรูปงามนามเยี่ยนจิ้นหลิงซึ่งถูกขนานนามว่าเป็บุรุษรูปงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นอีกคน
คุณชายตระกูลเยี่ยนทั้งสองบังคับอาชาให้เดินไปตามถนนศิลาที่ทอดยาวนำขบวนกองทัพอันเกรียงไกรมุ่งตรงไปยังวังหลวงบรรดาคุณหนูต่างจับจองห้องพิเศษของโรงเตี๊ยมและหอสุราทั้งสองฟากฝั่งเพื่อชมขบวนทัพเมื่อได้เห็นบุรุษทั้งสองก็พากันใจสั่นหวิว บ้างก็หน้าแดงเพราะขวยอายแทบจะพากันสวดอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรให้ตนเองได้เป็สะใภ้ตระกูลเยี่ยน
จวนไคกั๋วกง เขตพำนักขุนนาง
“มีเทียบเชิญจากวังหลวงขอรับ”พ่อบ้านใหญ่ช่างลี่นำเทียบเชิญมายื่นให้แม่ทัพใหญ่ในห้องหนังสือ
เมื่อเห็นว่าเป็สารที่ส่งมาจากวังหลวงเยี่ยนหยางเจวี๋ยจึงส่งสัญญาณให้พ่อบ้านใหญ่ออกไปก่อนจึงค่อยเปิดเทียบเชิญซึ่งบุด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินชั้นดีออกอ่านเสียงดังกังวาน
“เทียบเชิญงานชมดอกเหมยประจำปีของวังหลวงให้จวนไคกั๋วกงเตรียมการแสดงมาด้วย” เยี่ยนหยางเจวี๋ยอ่านจนจบแล้วหันไปสบตากับเยี่ยนจิ้นหลิงบุตรชายคนรอง
“เทียบเชิญมาแล้ว...ยากจะหลีกเลี่ยงัจับคู่” เยี่ยนจิ้นหลิงยิ้มคล้ายไม่ยิ้มในมือของเขายังถือตำราพิชัยาอยู่โดยไม่ได้อ่านแม้แต่อักษรเดียว
“ข้าไม่อยากไปเลย เ้าก็รู้งานชมดอกเหมยทุกปีเกิดอันใดขึ้น” พี่ใหญ่อย่างเยี่ยนหยางจงเอ่ยน้ำเสียงร้อนรน“ฮ่องเต้อาจจะยกองค์หญิงให้ข้าหรือเ้าก็ได้” รองแม่ทัพหนุ่มอดคิดเช่นนี้ไม่ได้เพราะหลายปีที่ผ่านฮ่องเต้เหมือนจะชอบสร้างความบันเทิงโดยใช้งานชมดอกเหมยจับคู่ให้ผู้อื่น
“องค์หญิงใหญ่เพิ่งอายุสิบสี่ชันษาเท่านั้นพี่ใหญ่ไม่ต้องรีบร้อน” เยี่ยนจิ้นหลิงตอบพี่ชายพร้อมกลั้วหัวเราะ“์ยังไม่มีบัญชาให้ท่านกราบไหว้ฟ้าดินพร้อมกับสตรีใดในปีนี้”
เมื่อเยี่ยนจิ้นหลิงพูดดังนั้นเยี่ยนหยางจงก็กลับเข้าสู่ความสงบเพราะนอกจากน้องรองของเขาจะเชี่ยวชาญกลศึกอย่างหาตัวจับได้ยากเื่ศาสตร์การทำนายของกุนซือหนุ่มก็ไม่ด้อยเช่นกันหลายครั้งที่ผ่อนหนักให้เป็เบาและแก้ไขสถานการณ์ร้าย ๆ เอาไว้ได้
ทว่าน้องชายตัวดีก็ใช้ความน่าเชื่อถือนี้สร้างเื่ให้เขาปวดศีรษะอยู่หลายครั้งหลายครา
“หากฮ่องเต้้าความครึกครื้นท่านพ่อก็ควรสั่งให้น้องเล็กเตรียมตัวแล้ว” เยี่ยนจิ้นหลิงยิ้มมุมปากเผยแววตาบางอย่างชั่วขณะ ชายหนุ่มวางตำราพิชัยาลงบนตั่งจากนั้นจึงลุกขึ้นทำท่าจะเดินออกจากห้องไป
“เดี๋ยวก่อนจิ้นหลิง...จะ...เ้าอย่าบอกนะว่าจะให้ฉีเอ๋อร์ทำการแสดงหน้าพระพักตร์พ่อว่าไม่จำเป็สักนิด เราจ้างคณะแสดงส่งไปก็ได้” เยี่ยนหยางเจวี๋ยค้านเสียงแข็งไม่อยากให้บุตรสาวเข้าไปอวดโฉมในวัง
“์ลิขิตแล้ว…นางต้องไป ท่านพ่อ”
บุตรชายคนรองเอ่ยจบก็ก้าวออกจากห้องหนังสือทันทีทิ้งบิดาที่ทำหน้าถมึงทึงไว้เื้ั
“ลิขิต์ ข้าถนอมฉีเอ๋อร์ดุจดวงใจมิใช่เพื่อให้ไปเป็พระสนมของฮ่องเต้นะ” เยี่ยนหยางเจวี๋ยเอ่ยเสียงสั่นด้วยโทสะมือทั้งสองกำมัดแน่น ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างแรง
“ท่านพ่ออย่าเพิ่งวิตกไปหลายปีที่ผ่านมาบรรดาคุณหนูหลายตระกูลก็ถูกคัดเลือกให้แสดงความสามารถหน้าพระพักตร์แต่ก็มิได้ถูกเลือกให้เป็พระสนม”
เยี่ยนหยางจงเอ่ยปลอบบิดาให้คลายโทสะหลายครั้งที่น้องชายทำนายเหตุการณ์มักจะพูดทิ้งท้ายไว้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ยอมบอกรายละเอียดบางทีตนเองก็ยังหงุดหงิดที่กุนซือผมเงินเก็บงำคำทำนายเอาไว้ผู้เดียวส่วนเื่เทียบเชิญจากวังหลวงฉบับนี้พี่ใหญ่สกุลเยี่ยนก็มิได้รู้สึกยินดีแม้แต่น้อยเยี่ยนเยว่ฉีคือน้องสาวที่ตนเองรักอย่างยิ่งจะให้ทนเห็นนางเดินเข้าสู่สถานที่กินคนอย่างวังหลวงได้อย่างไร
[1] ไคกั๋วกง คือตำแหน่งบรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ขั้น 1 ชั้นรองโดยใช้แต่งตั้งให้ขุนนางที่ไม่ได้เป็เชื้อพระวงศ์ ถือเป็ตำแหน่งสูงสุดที่ขุนนางจะได้รับจากฮ่องเต้