ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 73 สองพี่น้องตระกูลทง

            ในส่วนนี้ จะเป็นการบรรยายผ่านปากของอุสางิซากิ

             

            เกิดคลื่นความตระหนกตกใจไปทั่วสนามประลองแห่งนั้น

            คนบนอัฒจันทร์ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าคิมบีโฮมันจะเป็นฝ่ายกล่าวยอมแพ้ออกมาเสียเอง

            ซึ่งก็ทำให้ข้ารู้สึกเหมือนมันกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของข้า..

             

            ด้านตาเฒ่าฮูจินก็ได้หันพร้อมเอ่ยไปทางเจ้าบีโฮ

            “ข้าขอถามเจ้าอีกครั้ง..

            เจ้าคิดจะยอมพ่ายแน่แล้วหรือไม่?”

             

            “ข้าไม่ยอม!!”

            เป็นเสียงของข้าตะโกนขึ้นกลางลานประลองด้วยแรงโทสะที่แล่นวาบไปทั้งอก!

            ข้าไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตะโกนมันออกไปตอนไหน รู้แค่ว่าเลือดทั้งร่างมันเดือดพล่านเกินจะเงียบต่อไปได้อีก

            ใช่! ข้าไม่ยอม! ข้ายังไม่ได้สู้! ข้ายังไม่ได้แสดงอะไรเลยสักอย่าง แล้วจะให้ข้ารับชัยชนะจากการที่อีกฝ่ายยอมแพ้เช่นนั้นหรือ?

            ชัยชนะเช่นนี้ข้าไม่ต้องการ!!

            สิ่งที่มันทำไม่ต่างจากการประกาศว่าข้าไร้ค่าจนกระทั่งไม่มีค่าพอให้ต่อสู้ด้วยเลยสักกระบวนท่าเดียว!

             

            แต่เจ้าบีโฮทำเหมือนข้ามิใช่คน..

            มันเมินคำคัดค้านของข้าราวกับข้าเป็นอากาศธาตุ

            มันเพียงก้มลงเก็บดาบที่พื้นโดยไม่ได้พูดอะไร มือซ้ายของมันหยิบดาบขึ้นอย่างสงบนิ่งราวกับไม่เคยมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นมาก่อน

            จากนั้นมันก็หันหลังกลับ! ทำท่าเหมือนจะเดินจากไปเงียบ ๆ

            ช่างเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจยิ่งนัก!!

            ข้าคือใคร! ข้าคืออุสางิซากิ! ว่าที่ผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป

            หากเจ้านั่นมันยอมให้ข้าเยี่ยงนี้!

            ข้าจักเอาหน้าไปซุกไว้ที่ใด!!

             

            “กลับมา!! ข้าสั่งให้เจ้ากลับมาอย่างไรเล่า!!”

            เสียงข้าแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่านั่นเป็นคำประกาศสั่ง หรือเป็นเสียงร้องขอ

            แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียงคำพูดที่จะฝังอยู่ในหูข้าไปชั่วชีวิต

            เป็นคำพูด..

            ที่ถือดี!

            ถือดียิ่ง!

             

            “สั่ง? เจ้ามีอำนาจอันใดทำให้ข้าต้องทำตามคำสั่งของเจ้า”

            คิมบีโฮหยุดเท้าเพียงครู่ ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา

            ก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงที่เย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็งจากขั้วฟ้า

            “ขยะอย่างเจ้ามีสิทธิ์สั่งได้เฉพาะผู้ที่เกรงกลัวในบารมีของโคตรเหง้าเจ้าเท่านั้น!

            แต่คนน่าสมเพชไร้ฝีมือเช่นเจ้า ไม่ใช่คนที่ข้าจะต้องกลัวเกรง!

            จงสำเหนียกเจียมตัวของเจ้าซะ!!”

             

            คำพูดนั้นตกกระทบเหมือนค้อนกระแทกกลางอก..

            ข้าหยุดนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกค้าง แต่อากาศในปอดกลับหายไปเฉียบพลัน

            ริมฝีปากที่เคยร้องตะโกนพลันปิดสนิท ราวกับเสียงทั้งหมดที่ข้าเคยมี ถูกกระชากออกไปพร้อมกับถ้อยคำของมัน

            แม้เพียงก้าวเดียว..

            ข้าก็ไม่อาจยกเท้าขึ้นเดินตามหลังมันไปได้

            ข้าทำได้แค่ยืนอยู่ตรงนั้น..

            จุกเงียบ..

            เงียบเกินกว่าความโกรธจะระบาย เงียบเสียยิ่งกว่าน้ำตาที่ไม่ยอมไหล

            เจ็บเสียยิ่งกว่าข้อมือของข้าในตอนนี้เสียด้วยซ้ำ!!

             

            แล้วคำประกาศจากกรรมการดังขึ้น.. คล้ายเสียงระฆังตอกย้ำความอัปยศให้ข้า

            “คิมบีโฮลงจากสนามประลอง ทำให้อุสางิซากิแห่งบ้านตระกูลศศะผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้ายของสายบน มีกำหนดการแข่งขันคือยามอู่ของวันมะรืน..

            ส่วนมันจักทำการแข่งขันต่อในวันพรุ่ง!!

            พักสนามหนึ่งเค่อ!”

             

            หลังจากนั้นถ้อยคำหยามหมิ่นในเกียรติของข้าก็แว่วเซ็งแซ่

            ถ้อยวาจา.. เสียหัวร่อ.. และใบหน้าของพวกนั้นต่างเด่นชัดราวกับมีคนมาตะโกนใส่หน้าข้า

             

            “หรือว่าเป็นคนตระกูลอุสางิจับจ่ายไปมาก คิมบีโฮผู้นั้นถึงได้ประกาศยอมแพ้?”

            “ดูอย่างไรก็ไม่มีทางชนะ.. ปราณธาตุใช้ออกยังไม่มั่น เส้นชีพจรก็แค่พอดี ๆ ไม่ถึงขั้นทะลวงระยะเสียด้วยซ้ำ”

            “นางเก่งจริงหรือแค่พกแซ่ดังมาเท่านั้น?”

             

            ถ้อยคำเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องตะโกน ข้าก็ยังได้ยิน

            มันน่าขันนัก.. ที่พวกมันทั้งหลายไม่เคยเห็นเลยว่าข้าต้องฝึกหนักแค่ไหน

            ข้ากัดฟันผ่านความเจ็บปวดมากเพียงใด

            กว่าจะฝืนมายืนอยู่ตรงนี้ได้! ข้าต้องแลกกับอะไรต่ออะไรไม่ทราบ!!

            อ้อนวร?

            ข้าไม่เคยอ้อนวอนขอแม้แต่โอสถรักษา

            เรียกร้อง?

            ข้าไม่เคยเรียกร้องทรัพยากรใดจากตระกูล

            ทุกอย่าง.. ข้าไขว่คว้าด้วยมือของข้าเอง

            ข้าคืออุสางิซากิ ผู้ที่อยากจะยืนให้ได้ด้วยสองขา ไม่ใช่เงาของใคร ไม่ใช่เพราะชื่อของตระกูล

            ข้าอยากเป็นเพียงซากิ.. ที่คนอื่นเห็นงามว่าข้าเป็นตัวของข้าเอง

            มิใช่ซากิ.. คนจากตระกูลอุสางิ..

             

            แต่วันนี้.. ความบากบั่นของข้ากลับมลายหายไป.. เพราะให้คนที่เดินจากไป!

            ข้าไม่อาจแม้แต่จะห้ามมันให้หยุดเดิน..

            นั่นแหละที่ทำให้เจ็บที่สุด

            คิมบีโฮ.. ไอ้พันธุ์นั้นอาจจะเหยียบข้าด้วยคำพูด!!

            แต่สิ่งที่เจ็บยิ่งกว่า..

            คือการที่ข้ารู้ว่าตัวเองไม่มีแรงพอจะโต้กลับ!

             

            ข้าได้แต่กำมือแน่น..

            ความปวดร้าวที่ข้อมือแล่นขึ้นมาอีกครั้ง.. มันไม่ใช่แค่บาดแผล แต่คือเสียงกรีดร้องของความอ่อนแอของตัวข้า..

            ข้าสู้ไม่ได้ ข้าห้ามมันไม่ได้ ข้าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลย..

            นั่นแหละคือความพ่ายแพ้ที่แท้จริง

            ข้าอ่อนแอเกินกว่าจะทำให้มันคนนั้นกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอ

            ข้าอ่อนแอเกินไป..

             

            ข้าเงยหน้าขึ้นทั้งที่ดวงตาร้อนผ่าว พัดหยกในมือถูกเก็บเข้าจิตอย่างเงียบงัน ก่อนจะก้าวลงจากเวทีด้วยท่วงท่าที่ไม่เหลือความสง่าใดอีกต่อไป

            เสียงผู้คนยังคงลอยมาเป็นระลอก

            แต่ครั้งนี้..

            ข้าไม่ได้ตอบโต้ด้วยโทสะอีกต่อไป

            เพราะต่อให้ข้าตะโกนกลับไปเท่าใด..

            พวกมันอาจเงียบในตอนนี้..

            แต่เพียงไม่นาน..

            พวกมันเหล่านั้นก็จะยังหัวเราะอยู่ดี..

            แล้วต่อให้ข้าจะสามารถหยุดเรื่องพวกนั้นได้..

            แต่นั่นก็เป็นเพราะข้าคืออุสางิซากิแห่งตระกูลศศะ..

            หาใช่ว่าข้าคือซากิ..

            .

            .

            ในส่วนที่เหลือของตอนนี้เป็นการบรรยายแบบบุคคลที่ 3

             

            คิมบีโฮที่เดินลงจากสนามประลอง..

            หลังจากเดินมาจนถึงโถงทางเดินที่ไร้ผู้คนแล้ว บุรุษชายคางบุ๋มจึงได้แลมองซ้ายขวาครั้งหนึ่งเพื่อความแน่ใจก่อนที่จะฉีกชายเสื้อของตนเองออกมาปิดบังปานแดงบนหลังมือขวาของตนเอง

            ตลอดการใช้เศษผ้าพัน ตัวของคนก็ยังเหลือบซ้ายแลขวา..

            ราวกับกลัวว่ามีใครจะเห็นปานแดงที่ระบุพรสวรรค์ตรงข้อมือของมัน

             

            “ท่านนี่น่ารังเกียจมากจริง ๆ พี่บีโฮ!”

            เสียงสุดเล็กแว่วใสดังมาจากมุม..มุมหนึ่งที่อยู่ทางด้านขวาของคิมบีโฮ

             

            ในทิศทางนั้นเป็นหญิงสตรีนางหนึ่งใบหน้างดงามจิ้มลิ้ม

            สตรีนางนี้มีอายุราว 14-15 ปีเท่านั้น

            ทว่าแม้จะดูอ่อนเยาว์และความงามที่มียังผลิบานไม่เต็มที่

            แต่กระนั้นแรกแย้มบานแรกบนใบหน้าของนางก็เรียกได้ว่างดงามราวกับเทพีและราชินีแห่งมวลหมู่ดอกไม้ ที่ทั้งรักและเอ็นดูนางเป็นอย่างมาก

            จากใบหน้ารูปไข่ที่มีผิวขาวห่มนั้น ช่างละเอียดและงดงามยิ่งโดยไม่ต้องเพิ่งชาดแต้มปากหรือแป้งผลัดแต่งแก้ม

            ดวงตาคู่งดงามสดใสนั้นช่างเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น จมูกของนางนั้นไม่โด่งมาก แต่เป็นรูปทรงหยดน้ำที่น่ารัก

            และสิ่งที่ดูดีที่สุดบนใบหน้านี้ก็คือแก้มคู่กลม..

            ยิ่งนางเป็นคนผิวขาวอยู่แล้วจึงดูคล้ายกับก้อนซาลาเปาสองลูกที่มีรักยิ้ม อีกปากยังจับจีบเข้าคู่กับแก้มป่องกลมโตของนางได้อย่างลงตัว

            และแน่นอน..

            สตรีน้อยนางนี้มีร่องลึกอยู่ตรงคาง เป็นรอยบุ๋มที่ตื้นกว่าคิมบีโฮเล็กน้อย

            ทว่าตอนนี้ความงามทั้งหมดของนางกลับแสดงออกมาด้วยท่าทางง้องอน แก้มที่กลมอยู่แล้วยิ่งโป่งพองออกมาจนเหมือนจัมโบ้ซาลาเปาลูกใหญ่ ๆ ที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ

             

            สายตาของคิมบีโฮพลันมองไปทางเด็กหญิงคนนั้น..

            คิ้วคู่หนาของคนพลันย่นชนกันด้วยความหงุดหงิด

            “ให้ตายเถอะยัยเด็กเหลือขอนี่..

            ข้าบอกเจ้าให้รออยู่ที่สำนักกระบี่เหล็กอย่างไรเล่า เหตุใดถึงไม่ฟังคำสั่งของข้า!”

            ปากคนกล่าว.. มือซ้ายเองก็ยังขยับอย่างต่อเนื่องเพื่อพันผ้าขาด ๆ ไปที่หลังมือของมันต่อไปอย่างไม่ถนัด

             

            “พี่กล้ามาก.. กล้าทิ้งน้องสาวของท่านไว้ที่นั่นแล้วหนีออกมาเที่ยวสนุกเองคนเดียว!”

            เด็กสาวกล่าวพร้อมสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น..

            แก้มป่อง ๆ ของนางเองตอนนี้เรียกว่าใหญ่จนแทบปริแตก หากเป็นคนอื่นอาจคิดว่าท่าทางแบบนี้นั้นน่ารัก

            ทว่าตัวของคิมบีโฮต่างเห็นอาการแบบนี้จนชินตา จึงทำให้รู้สึกรำคาญทุกครั้งที่เห็นดรุณีน้อยนางนี้ทำแก้มเช่นนั้น

             

            “สนุก?”

            คิมบีโฮหลังจากพันผ้าเสร็จ มันก็ได้เดินตรงเข้าหาเด็กสาวนางนั้นก่อนใช้นิ้วกลางของมือข้างขวาดีดใส่ไปที่กลางหน้าผากเสียเต็มแรง

             

            “โอ๊ย!!”

            เด็กสาวถึงกับสะดุ้งกับการกระทำนั้นของพี่ชายของนาง

            มือสั้น ๆ สองข้างพลันหยิบยกขึ้นมาปิดเหม่งกลางหน้าผากพร้อมด้วยดวงตาที่ขรึงโกรธ

            “ท่านกล้าดีดหน้าผากข้าทั้ง ๆ ที่ท่านทำผิดอย่างนั้นรึ!”

             

            “ดีดให้สมองของเจ้ามันเข้าที่เข้าทางอย่างไรเล่ายัยเด็กเหลือขอ!

            แล้วต้องให้ข้าบอกเจ้าอีกกี่ครั้งว่าสิ่งที่ข้าทำนั้นมันไม่สนุก!”

            ใบหน้าของคิมบีโฮพลันแสดงออกมาอย่างขึ้งโกรธ

            “ไอ้พวกเวรนั่นมันก็อยู่ที่นี่ด้วย!

            หากเกิดอะไรขึ้น..!

            ข้าไม่สะดวกพาเจ้าหนีไปด้วย..!

            อย่างไรเจ้าก็กลับไปรอข้าที่สำนักดาบเหล็กแต่โดยดีซะ!

            ข้าอุตส่าห์จ่ายเงินให้พวกมันไปตั้งมากมายเพื่อให้พวกมันเลี้ยงดูเจ้าจนอิ่มหนำ!”

             

            “ชิ! อิ่มหนำ!

            หมั่นโถววันละสามลูกผัดผักวันละจาน! นี่ท่านเรียกว่าอิ่มหนำรึ!

            ขอทานยังได้กินดีกว่าข้าเสียอีก! สู้ท่านเอาเงินก้อนนั้นมาซื้อของในเมืองนี้ให้ข้ากินยังอิ่ม.. ยังถูกกว่าตั้งเยอะ!”

            พูดจบ เด็กสาวแก้มป่องก็ได้เหยียดนิ้วชี้แสนเรียวเล็กของตนเองชี้ไปที่ข้อมือขวาของคิมบีโฮที่ถูกพันเอาไว้

            “แล้วดูท่าน!

            ท่านเอาแต่พร่ำบอกว่าพลังสถิตของท่านคือหายนะ ทำให้ตระกูลของเราต้องล่มสลาย

            แต่ท่านกลับเผลอตัวเกือบทำให้พวกมันเหล่านั้นเห็นสิ่งที่ท่านปกปิด

            แบบนี้น่ะหรือเรียกว่าระวังตน”

             

            “อย่างไรข้าก็มีวรยุทธ์ มีพลังปราณ..

            เจ้าที่แม้แต่ปลุกพลังสถิตยังไม่ได้ไม่มีสิทธิ์แม้แต่วิ่งหนีพวกมันด้วยซ้ำ

            เอาตามที่ข้าบอก..

            รีบกลับไปรอข้าที่สำนักดาบเหล็ก หลังจากจบงานประลอง.. ข้าจะไปรับเจ้ากลับบ้าน!”

             

            “เอ่อ.. คือว่า.. ข้าคงกลับไปไม่ได้แล้ว..”

            มือซ้ายขวาที่ปิดเหม่งของหญิงสาวพลันลดลง ก่อนที่เด็กสาวจะถูกมือซ้ายขวาของนางเล็กน้อยอยู่ระหว่างท้อง

            และด้วยอาการนั้น..

            คนเป็นพี่ต่างรู้ได้ในทันทีว่าน้องสาวตัวดีของมันต้องก่อเรื่องเอาไว้แน่ ๆ

             

            สายตาคิมบีโฮพลันเหลือบมองไปที่หลังมือซ้ายของน้องสาว ที่ตรงนั้นมีผ้าผืนหนึ่งสีขาวมัดผูกเอาไว้อยู่

            “เจ้าสร้างเรื่องอะไรที่สำนักนั่นยัยเด็กเหลือขอ..

            บอกข้ามา..”

             

            “เอ่อ...”

             

            “บอกข้ามา..”

            น้ำเสียงตอนนี้ของคิมบีโฮกดลงต่ำ สายตาเองก็จ้องจับผิดเสียเต็มประดา..

            มันเลี้ยงน้องสาวมาเองกับมือ..

            มันจักไม่รู้ได้อย่างไรว่ายัยเด็กตรงหน้าเวลาทำผิดจักเป็นเช่นไร

             

            เมื่อถูกซักไซ้แถมยังถูกกดดันด้วยสายตา..

            ปากน้อย ๆ จึงเผยออ้ากล่าว

            “ขะ..ข้า.. ไม่..ไม่..”

            ด้วยการถูกกดดันอย่างหนัก..

            เด็กสาวจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปหาคนเป็นพี่ อาศัยความเป็นน้องเล็กของนางใช้มือค้องแขนคนเป็นพี่

            สายตาสุดออดอ้อนพลันถูกงัดออกมาใช้ อีกน้ำเสียงที่เคยเอาแต่ใจเปลี่ยนเป็นหวานใส

            “ท่านต้องสัญญาก่อน..

            ว่าถ้าข้าบอกท่าน..

            ท่านจะไม่โกรธหรือลงโทษข้า..”

             

            คนเป็นพี่หรี่ตาลงเล็กน้อย

            แค่มองท่าทางของน้องสาวมันก็รู้ได้ ว่าเรื่องที่ยัยตัวเล็กข้างตัวทำลงไปต้องไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แน่

            “มันก็อยู่ที่ว่าเจ้าทำผิด..

            มันมาก..

            หรือน้อย..”

             

            เห็นสายตาจ้องจับผิดมองมา..

            มันกดดันจนทำให้เด็กสาวจำต้องกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

            พร้อมกัน.. สายตาที่มองไปยังพี่ชายก็แสดงออกอย่างไม่มั่นใจนัก ก่อนจะตัดสินใจรัวคำพูดทั้งหมดออกไปจนหมดเปลือก

            “ข้าเผอิญไปได้ยินศิษย์สำนักนั้นพูดถึงเรื่อง 'ศิลาปลุกสวรรค์' เข้า.. ข้าจึงเกิด..เอ่อ.. เอาเป็นว่าข้าสงสัย จึงได้หลอกล่อให้ไอ้หูดำคนหนึ่งลอบพาข้าเข้าไปในห้องเก็บศิลา.. ซ้ำข้ายังหลอกให้มัน..เอ่อ.. หลอกให้มัน.. หลอกให้มันแสดงให้ข้าดูว่าการใช้ศิลาปลุกสวรรค์นั้นใช้อย่างไร เจ้าโง่นั่นก็เชื่อข้าและแสดงให้ข้าดู.. ข้าจึงได้สวมรอย.. ใช้พลังปราณของมันพร้อมศิลาปลุกสวรรค์ ปลุกพลังสถิตของข้า..”

            กล่าวจบ..

            นางก็รีบปล่อยมือออกจากแขนของพี่ชาย

            ฉับพลัน! ตัวของเด็กหญิงก็ได้ทรุดตัวลงนั่งหมับต่ำ สองมือน้อย ๆ ก็ได้ยกขึ้นบังหัวเอาไว้พร้อมดวงตาที่หรุบปิดต่ำด้วยความสันหลังหวะ

            กลัวว่าพี่ชายของนางจะลงโทษนาง..

             

            คิ้วคู่หนาของคิมบีโฮที่มุ่นจนชนกันอยู่แล้ว ตอนนี้ต่างกดลงต่ำยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเงื่อนที่แก้ออกได้ยาก

            “เจ้าจะบอกข้าว่า..

            ตอนนี้ข้าไม่อยู่..?

            เจ้าได้ปลุกพลังสถิตร่างไปแล้ว?”

             

            ใบหน้าของเด็กสาวผงกขึ้นลงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ สายตาไม่กล้าแลมองสบกับสายตาคู่นั้นของคนเป็นพี่

            ได้แต่นั่งห่อตัวอยู่อย่างนั้น

             

            มือขวาของคนเป็นพี่พลังตบลงและลูบไปทั่วใบหน้าของตนเองอย่างสุดแรง

            สีหน้าตอนนี้ของคนนั้นไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยรู้ว่าการปลุกพลังสถิตร่างนั้นถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ต้องมีจอมยุทธ์มากฝีมือเป็นคนคอยช่วยปลุกและกำกับดูแล

            เพราะหากกระทำลงไปโดยขาดคนคอยคุม..

            นั่นอาจทำให้ผู้ที่กำลังทำการปลุกพลังสถิตถึงตายได้

            หรือไม่..

            คนที่กำลังช่วยปลุกพลังสถิตนั้นตายแทน..

            แต่การที่ตอนนี้น้องสาวของมันมาอยู่ที่ตรงนี้..

            นั่นก็แปลว่านางมิได้มีอันตราย

            ส่วนใครอื่นจะตาย..

            มันหาได้สนใจ

             

            “เจ้ายังอยู่..

            แล้วไอ้คนที่เจ้าหลอกให้มันปลุกพลังสถิตให้นั้นตายแล้ว?”

             

            “ไม่..ไม่..ไม่! เขายังไม่ตาย”

            สองมือที่กุมหัวตนเองพลันโบกไปมาพร้อมตัวที่ส่ายซ้ายขวาในเชิงปฏิเสธ

            “เอ่อ..

            เพียงแต่มันผู้นั้นสูญสิ้นพลังฝึกปรือทั้งหมดแถมยังได้รับบาดเจ็บตรงเส้นปราณ”

            พอกล่าวจบ..

            นางก็กลับไปนั่งกุมหัวตนเองต่อ

             

            “มันพิการ?”

             

            “ไม่..ไม่..ไม่..ไม่! มันแค่บาดเจ็บเส้นปราณ เอ่อ..ไม่รู้สิ.. น่าจะแค่บาดเจ็บนั่นแหละ.. คงต้องใช้เวลาพักฟื้นกว่าหลายเดือนเห็นจะได้ และต้องเริ่มฝึกวรยุทธ์ใหม่ตั้งแต่เริ่ม

            มั้งนะ..”

             

            มือของคิมบีโฮที่ถูหน้าของตนเองจนยับยู่ สายตาคนพันเหล่มองไปที่ผ้าผืนสีขาวบนหลังมือซ้ายของน้องสาว

            “ที่เจ้าพันมือซ้ายเอาไว้เพราะต้องการปกปิดตราประทับร่าง?

            แล้วพลังสถิตของเจ้าคืออะไร?”

             

            พอพี่ชายเอ่ยถึงพลังสถิตของนาง..

            เด็กสาวจึงรู้ได้ว่านางนั้นรอดแล้ว

            ใบหน้าของเด็กสาวจากที่ดูเศร้าสลดในตอนนี้เปลี่ยนไปโดยฉับพลัน

            ร่างน้อย ๆ พลันเหยียดลุกขึ้นยืดด้วยความมั่นใจ อีกนิ้วมือขวาพลันถูกยกขึ้นมาถูจมูกอย่างอวดดี

            “ฮิ..ฮิ.. ข้าคือใคร..

            ข้าคือ ทง มีโซ (ทิศตะวันออก , รอยยิ้ม) น้องสาวของท่านพี่ ทง บีโฮ (ทิศตะวันออก , นักรบ)

            แน่นอนว่าพลังสถิตของข้าย่อมไม่พื้นเพทั่ว ๆ ไป”

            นางกล่าวโอ้อวดออกมาคำโต ผ้าผืนขาวเองจึงได้ถูกแก้ออก

             

            ดวงตาของทงบีโฮถึงกับเหลือกออกเมื่อเห็นปานแดงบนหลังมือของน้องสาว

            “มีโซ.. นะ..นะ..นี่มัน!”

             

            สิ่งที่คนเป็นพี่เห็นนั้นมันเป็นสัตว์ที่คาบเกี่ยวระหว่างมังกรตนหนึ่งกับงูตนหนึ่งที่ดูเมตตา มองแล้วให้ความรู้สึกสงบใจยิ่ง

            ซึ่งปานแดงนั้น.. มันคือตราประทับปราณของพลังสถิตพญานาค..!

            หนึ่งในสองพลังสถิตมังกรระดับสี่ดาวครึ่ง เป็นราชินีแห่งปีนักษัตรมะโรง!

            มือของคนเป็นพี่รีบรวบจับไปที่มือข้างนั้นของน้องสาว!

            มืออีกข้างที่ว่างอยู่พลันฉวยนำผ้าขาวในมือของทงมีโซกลับไปพันไว้ที่หลังมือของนาง

            สายตาตอนนั้นทั้งร้อนรนและขึ้งตื่นเป็นอย่างมาก

            “ปานแดงนี่.. มีใครเห็นของเจ้าแล้วบ้าง?”

             

            “ยังไม่มีใครเห็น”

            คิมมีโซส่ายหัวซ้ายขวา

            “เพราะข้าและเจ้าหูดำนั้นลอบเข้าไปในยามวิกาล และพอพลังสถิตของข้าถูกปลุกจนแล้วเสร็จ

            เจ้าหูดำนั่นก็สลบไปในทันที

            แต่ว่าภายในห้องเก็บศิลานั่น..

            เอ่อ..มัน... เอ่อ...”

             

            “มันอะไร?”

            คิมบีโฮตอนนี้ตระหนกแบบสุด ๆ

            ปานแดงรูปพญานาคนั้น เป็นอะไรที่ดีแต่ก็นำมาซึ่งอันตราย เพราะมันเป็นถึงพลังสถิตมังกรระดับสี่ดาวครึ่งที่ตระกูลตงนั้นหวงแหน

             

            “มันโกลาหลและอึกทึกมากพอดู..

            มันแบบ.. วาบ..บู้ม.. มีแสงสว่างจ้าบาดตาฉายออกไปทั่ว

            เกรงว่าคงมีคนรู้สึกและสัมผัสได้อยู่หลายคน แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ตอนที่พลังสถิตของข้าปลุกได้สำเร็จ ข้าอยู่ตรวจสอบอาการของเจ้าหูดำนั่นอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงรีบรุดหนีออกมา

            เมื่อได้เห็นว่าตราประทับร่างของข้าคือตราของพญานาค..”

             

            “ดี..

            ถือว่าตัดสินใจได้ดี..”

            ทงบีโฮกล่าวจบในตอนที่มัดเงื่อนสุดท้ายใส่หลังมือของน้องสาว

            “เช่นนั้นเจ้าก็อยู่กับข้าก่อน..

            หลังจบงานประลองนี้! พวกเราควรรีบหนีกลับจักรวรรดิเต่าทมิฬในทันที!

            ต้องนำเรื่องนี้กลับไปแจ้งท่านพ่อบุญธรรม!”

             

            กลับไปที่สนามประลอง..

            ไม่นานสนามประลองก็เตรียมการจนแล้วเสร็จ

            การประลองในคู่นี้นั้น เรียกได้ว่าดึงดูดความสนใจของคนได้อย่างล้นหลาม

            เนื่องด้วยมันคือการประลองระหว่างตงเสวี่ยซานและเฟิงป๋ายหยุ่น

            สิ่งที่น่าสนใจนั้นไม่ใช่เพราะตงเสวี่ยซานนั้นลงแข่งขันเพียงอย่างเดียว

            แต่ด้วยคู่นี้..

            คนทั้งสองมีพลังระดับสัมผัสสรรพวิถีขั้นกลางด้วยกันทั้งคู่

            แม้ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ระดับพลังฝึกปรืออาจเป็นตัวชี้วัดถึงความก้าวหน้าของผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันที่ชัดเจนที่สุด

            แต่กระนั้นก็ยังมีตัวแปรหลายอย่างที่อาจทำให้ความแตกต่างนั้นคลาดเคลื่อน

            อย่างวิชาที่ใช้ฝึก ประสบการณ์..

            และที่สำคัญ..

            พลังสถิตร่าง

            แม้ในช่วงชั้นสัมผัสนั้น พลังสถิตร่างจะยังไม่มีผลสักเท่าไหร่นอกจากเป็นตัวชี้วัดถึงระดับพรสวรรค์ว่ามีมากหรือมีน้อย

            แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีผลไปเลยเสียทีเดียว..

             

            “เฟิงป๋ายหยุ่นจากบ้านตระกูลเฟิง”

            ชายร่างสูงกุมมือทำท่าคารวะไปทางตงเสวี่ยซาน

            “ขอได้โปรดคุณชายตง..

            คงไว้ซึ่งไมตรีด้วย..”

             

            สายตาของบุรุษปากยาวหน้าหยกพลันเหลือบมองไปที่คู่ต่อสู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            “นานทีปีหนจะมีคนจากตระกูลชั้นรองที่โดดเด่นขึ้นมา..

            นับเป็นเรื่องที่ดี..”

            คำพูดของคนที่กล่าวอาจมองว่าเป็นคำชม

            ทว่าน้ำเสียงและสีหน้าของตงเสวี่ยซานนั้นต่างระบุชัดว่ากำลังดูถูก

            คนทำเหมือนคนตรงหน้าก็แค่คนที่อยู่ต่ำกว่าตนแต่พยายามตีตัวเสมอ

            ช่างน่าขันยิ่งในสายตาของตงเสวี่ยซานที่เกิดมาเป็นคนตระกูลสูงส่ง..

            โดยไม่ต้องพยายาม..


            คิ้วของเฟิงป๋ายหยุ่นถึงกับงองุ้ม..

            สายตาจากเคยที่แสดงออกอย่างนับถือต่างบิดผันเป็นเฉยเมย

    คล้ายกับเรื่องร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit ที่คุณอ่าน