ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 56 จุดล่มสลายของกาลเวลา

    บทที่ 56จุดล่มสลายของกาลเวลา

    “เบื้องหลังของฉันนั้นยังมีคนที่ต้องคอยปกป้อง”

     

            

            “นายขยับไม่ได้ ฉันเองก็ขยับไม่ได้”

            

            อาโออิบอกมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างยอมรับในฝีมือ “พวกเราเองต่างก็มีสิ่งที่ต้องการปกป้อง!”

            

            แบล็คกระตุกรอยยิ้มหยัน ฝ่ามือสองข้างประสานกันอยู่ตรงหน้าแม้สภาพร่างกายจะมาถึงขีดสุด แต่เขาไม่มีวันยอมตกเป็นเป้าโจมตีอยู่ฝ่ายเดียวหรอก

            

            “งั้นมาลองดูไหมล่ะว่าใครจะทนได้นานกว่ากัน”

            

            สิ้นคำของเด็กหนุ่มดอกราฟเฟรเซียทั้งสามดอกของอาโออิก็แผ่กลีบดอกบานกว้างลำแสงสีทองพุ่งออกจากใจกลางดอกเข้าตรงสู่ร่างของแบล็คพร้อมๆกับที่เสาหินขนาดยักษ์พุ่งออกจากฝ่ามือที่ประสานกันของนักรบอเวจีหนุ่มตรงเข้าใส่ร่างของผู้พิทักษ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

            

            วืด...

            

            ตู้ม!!

             

             

            


            แรงระเบิดสะเทือนลั่นไปทั่วบรรยากาศบ้านไม้หลังใหญ่ด้านล่างศูนย์กลางการระเบิดสั่นไหว เขม่าควันจากเศษหินที่แตกละเอียดฟุ้งกระจายไปในอากาศก่อนที่บางส่วนจะตกลงกระทบหลังคาบ้านร่างของคนที่อยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของตัวบ้านสะดุ้งเฮือกก่อนจะผุดลุกออกจากวงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มตรงดิ่งไปที่ประตูซึ่งเปิดอ้าเพราะแรงปะทะอย่างรวดเร็ว

            

            “พี่มินามิ!”

            

            นานาโกะร้องลั่นก่อนจะรีบวิ่งไปรั้งแขนคนที่กำลังจะออกไปจากห้องเมมิโผล่พรวดมาจากด้านนอกห้องตรงเข้าขวางประตูไว้กันไม่ให้คนในห้องออกไปได้

            

            “ปล่อย!”

            

            มินามิแผดเสียงลั่น แต่นานาโกะโถมทั้งร่างเข้าใส่ไม่ให้เธอขยับไปไหนได้

            

            “ออกไปไม่ได้นะคะ พี่มาซารุสั่งไว้ว่าให้รุ่นพี่อยู่ที่นี่”

            

            “ปล่อยฉัน! นานาโกะ ปล่อย!”

            

            “ฉันไม่ปล่อยค่ะ!” นานาโกะกรีดเสียงร้องแข่งกับเสียงระเบิดจากแรงปะทะด้านบน“ถ้ารุ่นพี่ออกไปตอนนี้ สิ่งที่พวกพี่มาซารุทำมาทั้งหมดก็จะเสียเปล่านะคะ”

            

            “ปล่อยฉันนะ! หมอนั่นกำลังจะตาย เธอได้ยินไหมหมอนั่นกำลังจะตาย!”

            

            “พี่มาซารุไม่ตายง่ายๆหรอกค่ะ”นานาโกะบอกเสียงเข้มแม้ใบหน้าจะไร้สีเลือดฝาด เธอรู้...ว่ามาซารุไม่ตายง่ายๆเพราะแรงระเบิดนี่ไม่ได้มาจากการปะทะของเขากับใครสักคนในหมู่นักรบอเวจีแต่เป็นการปะทะกันระหว่างอาโออิกับแบล็คที่เธอไม่มีทางรู้เลยว่าใครจะเป็นฝ่ายอยู่รอด

            

            มินามิส่ายหน้าอย่างอับจนหนทางน้ำตาไหลพร่างพรูออกมาเป็นสาย

            

            “ไม่ใช่มาซารุ ไม่ใช่เขา”

            

            ร่างบางของนานาโกะหยุดชะงักไม่ใช่พี่มาซารุงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้น...

            

            “พี่มินามิ!”

            

            เมมิกรีดเสียงร้องลั่นมินามิอาศัยจังหวะที่นานาโกะเผลอสะบัดตัวออกมาจากการควบคุมของเธอก่อนจะพุ่งเข้าชนร่างของเมมิที่ยืนขวางอยู่ตรงประตูมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นบนทันที

            

            “ไปไม่ได้นะคะ พี่อาโออิไม่เป็นอะไรเขาชนะแบล็คแล้ว แบล็คทำอะไรพี่อาโออิไม่ได้แล้ว!”

            

            “ไม่ใช่แบล็ค ไม่ใช่!”

            

            มินามิร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง สลัดร่างของเมมิออกห่างจนเด็กสาวเกือบจะพลัดตกจากบันไดนัยน์ตาสีม่วงอ่อนของมินามิมีความหวาดกลัวฉายอยู่ชัดร่างบางเกาะผนังไม้ไว้ก่อนจะดันตัวเองขึ้นไปให้ถึงชั้นบนมีแสงสว่างส่องลอดออกมาจากห้องนั่งเล่นที่ชั้นสอง ห้องที่เธอเคยอยู่ ถ้าเป็นที่ตรงนั้นล่ะก็เธอก็อาจจะได้พบกับเขาอีกครั้งก็ได้...

            

            คนที่หายไปจากความทรงจำของเธอมานานนับทศวรรษคนที่มาปรากฏตัวตรงหน้าเธออีกครั้งในฐานะหัวหน้าของนักรบอเวจี

            

            “เบล... เบลอยู่ที่นี่ เบลโต้ ครอสอยู่ที่นี่!”

             

     



    -เอิร์ธวินดี้,ห้าวันก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘ไม่ได้พบกันนานเลยนะเบริล’

            

            น้ำเสียงทุ้มของคนตรงหน้าที่แม้จะไม่ได้ยินมานานแต่มันก็ยังคงแจ่มชัดเสมอในความทรงจำของเธอ

            

            ‘สิบปี... พอดีเลยสินะ’

            

            นัยน์ตาสีม่วงอ่อนที่ดูน่าหลงใหลคู่นั้นก็ยังคงเหมือนเก่าไม่ว่าจะน้ำเสียง รูปร่าง หรือเค้าโครงหน้า ไม่มีส่วนใดของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่จะผิดแปลกไปจากเมื่อสิบปีก่อนเลยแม้แต่น้อยเพียงแค่สูงวัยกว่าภาพที่เคยเห็นในความทรงจำ นอกเหนือจากนั้น คนตรงหน้าเธอในตอนนี้ก็ยังคงเป็น เบลโต้ ครอสคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

            

            ‘นาย... ยังไม่ตาย’

            

            น้ำเสียงที่เอ่ยแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบเหมือนว่ามันลอยมาจากที่ที่ไกลแสนไกล นัยน์ตาสีม่วงเช่นเดียวกับเธอที่แสนโหยหาไม่นึกว่าจะได้มาพบกันอีกครั้งที่นี่

            

            ‘นายมาทำอะไรที่เอิร์ธวินดี้ ทำไมถึงไม่กลับไปที่เอิร์ธสตาร์’

            

            มีเพียงรอยยิ้มจากคนตรงหน้าที่ส่งมาให้ ‘ฉันกลับไปไม่ได้หรอก’

            

            ‘ทำไมล่ะเบล... ทุกคนรอเธออยู่ แอลรอเธออยู่... ฉันเองก็ด้วย’

            

            ‘แอล...’ คนตรงหน้าเธอพึมพำเหมือนเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหู‘จริงสิ หมอนั่นไม่ได้มากับเธอด้วยนี่นา บกพร่องในหน้าที่จริงๆนะ น้องชายของฉัน’

            

            ‘แอลติดธุระที่เอิร์ธสตาร์มาด้วยกันไม่ได้’

            

            คำพูดของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากคนที่ยืนอยู่เคียงข้างเด็กหนุ่มร่างสูงข้างเธอยิ้มขำ แต่นัยน์ตาสีชานั่นไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลยแม้แต่น้อย

            

            ‘ฟังดูเป็นเหตุเป็นผลดีจัง’

            

            เฟลโลว์ ไอเซธแห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์บอกด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

            

            เบลโต้ ครอส หันมามองเขา

            

            ‘ไม่นึกว่าจะได้พบนายที่นี่’

            

            ‘ทำไม? ผิดแผนล่ะสิ’

            

            เฟลโลว์ว่า สบตากับเบลอย่างท้าทายเด็กหนุ่มยิ้มให้เขา แต่ไม่พูดอะไรมีเพียงเด็กสาวที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจสถานการณ์คนเดียวเท่านั้นที่ยังสามารถพูดคุยกับเขาได้ราวกับได้พบเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน

            

            บางที... มันคงเป็นอย่างนั้น

            

            ถ้าเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อต้องการจะฆ่าเธอ

                    

            ‘จะหนึ่งหรือสองก็ไม่ยุ่งยากอะไรหรอก ดีเลยด้วยซ้ำจะได้กำจัดผู้พิทักษ์ไปจากศึกก่อนสงครามครั้งใหญ่ นายมาจากเอิร์ธฟลาวเวอร์สินะอา... สงสัยว่าไม่กี่วันข้างหน้าบราวน์คงได้ว่างงานแล้วล่ะ’

            

            สิ้นคำพูดของเด็กหนุ่มดาบสีเงินยวงก็ปรากฏอยู่ในมือของผู้มาเยือนที่ยืนยิ้มให้อย่างไม่สะทกสะท้านแต่เด็กสาวตรงหน้าเขาหน้าถอดสีไปแล้ว

            

            ‘เบล... จะทำอะไรน่ะ!’

            

            เบริลถามเสียงสั่นมองดูดาบในมือของเด็กหนุ่มตรงหน้าสลับกับคนข้างตัวที่ตอนนี้สีหน้าชักจะเริ่มส่อแววเคร่งเครียดขึ้นมาอยู่รำไร

            

            ‘ขอโทษทีนะเบริล ฉันคงต้องขอให้เธอช่วยไปรอฉันก่อนได้ไหม?’

            

             เบลโต้หันมาถามเธอเด็กหนุ่มเลิกคิ้วสูงก่อนจะเดินตรงเข้ามาหา

            

            ‘ที่โลกหน้านะอีกไม่นานเดี๋ยวฉันจะตามไป’

            

            เคร้ง!

            

            ปลายดาบกระทบกัน เสียงโลหะเสียดสีดังลั่นไปทั่วลานกว้างของเอิร์ธวินดี้เฟลโลว์ผลักเจ้าหญิงเบริลออกห่างจากทางดาบก่อนที่เขาจะใช้ช่องว่างนั้นโต้ตอบฝ่ายตรงข้ามกลับไปเบลโต้เลิกคิ้ว สีหน้าฉายแววฉงนยามที่เห็นท่าทีของอีกฝ่าย

            

            ‘นายก็รู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว ยังจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?’

            

            ‘ฉันไม่เชื่อในทฤษฎีของพวกนาย’ ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์บอกเสียงเข้ม‘ถ้าการเสียสละของคนเพียงหนึ่งคน  แลกกับชีวิตของคนส่วนใหญ่คนๆนั้นก็ไม่ใช่ผู้ที่เสียสละแต่เป็นเพราะว่าคนส่วนใหญ่เห็นแก่ตัวต่างหากถึงได้หาตัวตายตัวแทนให้มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เธอจะต้องมารับหน้าที่นี้ เธอสมควรที่จะมีชีวิตอยู่ เหมือนกับที่พวกเรามี’

            

            ‘ไม่มีใครสมควรที่จะมีชีวิตอยู่’ เบลโต้ว่า ‘ต่อจากนี้ไปไม่ว่าใครจะฉัน นาย หรือเธอ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถอาศัยอยู่บนดาวพวกนี้ได้ทั้งนั้นนายเป็นผู้พิทักษ์ก็น่าจะเข้าใจดี จุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายมาถึงแล้ว’

            

            ‘ฉันไม่เคยเชื่อในบันทึกแห่งฟีนาเล่’ เฟลโลว์เอ่ย ‘เรื่องเล่าในตำนานไม่มีอะไรที่เป็นความจริงสักอย่างบันทึกนั่นบอกให้เราปกป้อง ใคร... เพื่ออะไร... ไม่มีเหตุผลใดๆมารองรับทั้งนั้น!’

            

            ‘แล้วสิ่งที่นายทำอยู่นี่ ไม่เรียกว่าการปกป้องงั้นเหรอ’ เบลโต้ถามพร้อมกับรอยยิ้ม ‘นายกำลังปกป้องเธออยู่ไม่ใช่รึไง ถ้าอย่างนั้นแล้วมันเพื่ออะไรกันล่ะ?’

            

            เฟลโลว์ไม่ตอบเบริลยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลังเขา เธอมองดูเบลโต้ด้วยความรู้สึกที่สับสนทั้งความกลัว ความผิดหวัง ความคิดคำนึงหาความรู้สึกต่างๆไหลวนอยู่ในตัวเธอจนยากจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูดรวมถึงความรู้สึกต่อท่าทีของเขาที่กำลังทำตัวเป็นองครักษ์ประจำตัวเธออยู่ในตอนนี้ด้วย

            

            ‘ผู้พิทักษ์เกิดมาเพื่อปกป้อง มีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องความตายของพวกนายคือการตายเพราะต้องปกป้องใครสักคน  ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้พิทักษ์ที่ไม่เชื่อในคำพูดนี้อยู่’

            

            เบลโต้ยิ้มขำ ‘นายรู้ตัวรึเปล่าว่านายกำลังปกป้องเธออยู่?’

            

            ‘ฉันรู้’

            

            ‘แล้วนายรู้ไหมว่าตัวเองกำลังจะตายเพราะการปกป้องเธอ’

            

            ‘ฉันไม่เชื่อ’

            

            เบลโต้ถอนหายใจ ‘ถ้าอย่างนั้นก็จงเชื่อในสิ่งที่นายศรัทธาเถอะ’

            

            ปลายดาบของนักรบอเวจีหนุ่มถูกเงื้อขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้ไม่มีดาบอีกเล่มมารองรับแรงปะทะเพราะร่างของเจ้าของดาบอีกคนลอยกระเด็นไปไกลพร้อมๆกับที่ร่างของเด็กสาวพุ่งตัวเข้ามาขวางเพื่อกันเด็กหนุ่มให้พ้นจากการโจมตี

            

            เบริลสบตามองเบลโต้ ‘เธอบอกว่าจะฆ่าฉันอย่างนั้นเหรอ?’

            

            คนถูกถามยิ้ม แต่ไม่ยอมตอบคำถามเธอ

            

            ‘เพราะอะไร?’

            

            เธอถามเขานัยน์ตาสีม่วงใสคู่นั้นเริ่มมีน้ำตาไหลคลอ

            

            ‘เพราะอะไรบอกฉันสิ เบลโต้!’

            

            ‘รู้ไปมันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นอยู่ดี’

            

            ‘บอกฉันมาแค่นั้น ได้โปรด... บอกเหตุผลกับฉัน แล้วฉันจะไม่ขัดขืนเธอเลย’

            

            ‘เธอขัดขืนฉันไม่ได้หรอก’เด็กหนุ่มบอกเสียงเรียบ ใบหน้านั่นไม่ได้มีรอยยิ้มปรากฏอยู่อีกต่อไป

            

            ‘เพราะฉันทำให้ท่านพ่อต้องสิ้นงั้นเหรอ ด้วยเหตุผลนั้นเอิร์ธสตาร์ถึงได้รังเกียจฉันล่ะสินะ’

            

            ‘นั่นไม่ใช่เหตุผลเลยเบริล’ เบลโต้ว่า ‘เฟรย์ก็บอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่านั่นไม่ใช่ความผิดของเธอ’

            

            นัยน์ตาสีม่วงอ่อนเช่นเดียวกับเธอเบือนมาสบมันดูไร้ประกายชีวิต ไม่มีแววตา ไม่มีความรู้สึกใดๆสะท้อนออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น

            

            เบลโต้เอ่ยเสียงเย็น ‘ที่เฟรย์ต้องตายเพราะเป็นความผิดของหมอนั่นเองต่างหากที่ทำให้เธอเกิดมา’

             

            



            นี่ไม่ใช่... ความผิดของลูก

            

            เป็นความผิดของพ่อเองต่างหากที่ทำให้ลูกเกิดมา

            

            พ่อขอโทษจริงๆ... เบริล

             

             

                 


            “สงสัยว่าฉันคงต้องประเมินฝีมือนายซะใหม่เห็นได้ชัดว่านายพัฒนาขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนี่...  ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์”

                 

            เสียงหนึ่งดังลอดออกมาจากฝุ่นควันที่เกิดจากแรงระเบิดสายลมรอบตัวเขาพัดผิดทิศมันหอบเอาฝุ่นละอองที่บดบังทัศนียภาพตรงหน้าให้หายไปกับความมืดมิดที่โรยตัวอยู่โดยรอบในที่สุดอาโออิก็มองเห็นร่างของแบล็คลอยเท้งเต้งอยู่กลางอากาศแต่ข้างกันนั่นคือร่างของคนที่เขาไม่อยากจะเห็นมากที่สุดในชีวิต

                 

            “ไวโอเลต”

                 

            อาโออิพึมพำ สิ้นคำพูดเขาการต่อสู้ทั้งหมดหยุดชะงัก ทั้งเรดและมาซารุ หรือแม้แต่กรีนที่กำลังสมานแผลตัวเองเพราะโดนการโจมตีของเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวแล้วหันมามองร่างของคนเป็นผู้นำที่จู่ๆก็โผล่เข้ามาขวางการต่อสู้

                 

            ร่างของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินยวงนัยน์ตาสีม่วงใส ภายใต้เครื่องแบบสีขาวของนักรบอเวจี

                 

            “ไวโอเลต!” กรีนร้องเรียกเสียงตื่นตระหนกเมื่อเห็นไวโอเลตกำลังร่ายเวทใส่ร่างของแบล็คซึ่งหมดสภาพที่จะสู้ไหว 

                 

            ไวโอเลตก้มลงกระซิบข้างหูแบล็ค

                 

            “ถือซะว่านี่เป็นความผิดของฉันที่พาพิงค์มาด้วย”

                 

            “อย่าพูด.. บ้าๆ ..นะ” แบล็คพูดเสียงติดขัด ทำสีหน้าไม่พอใจเมื่อได้ยินที่เด็กหนุ่มเอ่ย“ฉันไม่ได้ปกป้องยัย.. น...”

                 

            “กลับไปซะให้ซิลเวอร์ช่วยดูแล”

                 

            ไวโอเลตบอกเสียงเรียบนัยน์ตาสีม่วงวาวโรจน์ก่อนที่วงแหวนเวทสีม่วงเข้มจะปรากฏขึ้น สูบร่างของแบล็คให้การไปจากเวทีการต่อสู้เหนือน่านฟ้าทันที

                 

            ไวโอเลตหันไปสั่งกรีน

                 

            “ฝากจัดการหมอนั่นที”

                 

            แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงได้ถูกสั่งให้ไปจัดการกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธมูนทั้งๆที่เรดเองก็คอยประกบอยู่แต่กรีนก็ขัดคำสั่งอะไรเขาไม่ได้ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงได้แต่ลอยตัวขึ้นสูงไปรวมกลุ่มกับเรด ทิ้งไวโอเลตให้เผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาเวอร์ตามลำพัง

                 

            “ยังไม่เข็ดอีกรึไง?”

                 

            นักรบอเวจีหนุ่มเอ่ยถามผู้พิทักษ์ร่างกายสะบักสะบอมที่ลอยตัวอยู่ตรงหน้า

                 

            “ดูเหมือนว่านายจะหัวแข็งกว่าที่ฉันคิดไว้ทำไมถึงไม่เข้าใจสักที”

                 

            “ต่อให้นายถามคำถามนี้อีกร้อยปีให้หลังฉันก็ยังยืนยันคำตอบเดิมอยู่ดี”อาโออิว่า “ฉันไม่มีทางให้นายใช้เธอเป็นเครื่องมือหรอก”

                 

            “สมมตินะว่า...  ถ้าเมตาเรียฟื้นขึ้นมา” ไวโอเลตลองหยั่งเชิงถาม“นายจะทำยังไง?”

                 

            อาโออิไม่ตอบคำถามไวโอเลตไม่แผนสำรองอะไรทั้งนั้นในกรณีที่เมตาเรียฟื้นเป้าหมายของพวกเขาไม่ใช่การยับยั้งการฟื้นคืนชีพของนายใหญ่แห่งเหล่านักรบอเวจีแต่เป็นการปลดผนึกเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างที่หลับใหลอยู่ใต้ดาวต่างหาก

                 

            “นายคิดว่าจะทำอะไรยัยนั่นได้งั้นเหรอตัวเมตาเรียคนเดียวมีพลังมากซะยิ่งกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งการทำลายล้างทั้งสิบสามซะอีกเป็นอย่างนี้แล้วนายยังจะเลือกที่จะทำลายเมล็ดพันธุ์แทนที่จะยับยั้งการตื่นของเธองั้นเหรอ”

                 

            “แล้วมันผิดรึไง?”

                 

            “เปล่า ไม่ผิด”ไวโอเลตเอ่ย “เพียงแต่มันเป็นความคิดโง่ๆ รู้อะไรมั๊ย...เมเตาเรียไม่ได้ตายในสงครามครั้งใหญ่ แต่ถูกผนึกไว้โดยที่ให้สูญเสียความทรงจำไปไม่มีใครจัดการยัยนั่นได้ ขนาดผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่างยังทำได้อย่างมากก็แค่ผนึกยัยนั่นเอาไว้ แล้วพวกนายพบคนที่จะจัดการกับเมตาเรียได้แล้วอย่างนั้นเหรอ?”

                 

            นัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นเรืองแสงกร้าว“หรือนายคิดว่าแค่ลำพังพลังของพวกนายจะจัดการกับเธอได้”

                 

            “ไม่ได้คิดและไม่มีวันคิด” อาโออิตอบกลับ

                 

            “งั้นทำไมถึงฟื้นความทรงจำให้เธอกันล่ะผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์?” ไวโอเลตถาม“ทำไมถึงยังคิดจะทำให้เธอจำอดีตอันแสนเลวร้ายนั่นได้ นายกำลังคิดอะไรอยู่คิดว่าตัวเองจะช่วยให้เธอหลุดพ้นจากความทรมานนั้นได้อย่างงั้นเหรอ น่าขำ!”

                 

            เสียงลงฝีเท้าหนักๆดังขึ้นมาตามทางเดินชั้นสองอาโออิหน้าถอดสี 

            

            ไม่ใช่ว่ายัยพวกนั้นปล่อยให้เธอขึ้นมาบนนี้หรอกนะ!

                 

            “ฉันอุตส่าห์ช่วยให้เธอได้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุขได้แล้วแท้ๆแต่นายกลับหาเรื่องให้เธอกลับไปจมปลักอยู่กับความทรมานนั่นอีกอยู่ได้”


            เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ อาโออิลอยตัวลงต่ำไปชิดระเบียงบ้าน

                 

            ไม่!... ขออย่าให้เป็นเธอ...

                 

            “นายคิดว่าจะต้องให้ฉันฆ่าเธออีกสักกี่ครั้งกันสงครามนี้ถึงจะจบลง”

                 

            “อาโออิ!”

                 

            ร่างของมินามิโผล่พรวดออกมาจากระเบียงบ้านใบหน้าของเด็กสาวขาวซีดไร้สีเลือดฝาดขณะที่สบตาเขาก่อนจะหันไปเห็นใครอีกคน

                 

            ทันทีที่นัยน์ตาสีม่วงอ่อนทั้งสองคู่สบตากันนัยน์ตาของเด็กสาวก็เบิกกว้าง

                 

            “เบล...”

                 

            ไวโอเลตยิ้ม“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ เบริล”

                 

            แล้วร่างของไวโอเลตก็พุ่งพรวดเข้าหาเป้าหมายเงื้อปลายดาบที่จู่ๆก็ผุดขึ้นมาจากอากาศที่ว่างเปล่าตรงเข้าสู่ต้นคอของเด็กสาวทันที

                 

            เคร้ง!

                 

            เสียงโลหะเสียดสีดังลั่นอากาศนัยน์ตาสีม่วงอ่อนของไวโอเลตหนุ่มสบกับนัยน์ตาสีชาที่แข็งกร้าว

                 

            “ภาพนี้มันชักจะคุ้นๆยังไงอยู่นะผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์”

                 

            “ไม่ว่านายจะจองล้างจองผลาญเธอไปอีกกี่ชาติ”อาโออิกระซิบเสียงลอดไรฟัน ในมือกระชับปลายดาบแน่น “ฉันก็จะตามไปปกป้องเธอทุกชาตินั่นแหละ!”

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน