“บุหงาเพลิงพิรุณหงส์”
สิ้นเสียงตะโกนของตู้เฟย ลูกไฟที่ลอยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก็บานสะพรั่งอย่างฉับพลันลูกไฟสูงกว่าครึ่งเมตรสิบกว่าดวงเหมือนเช่นอุกกาบาตจากนอกโลกก็ปกคลุมคู่ต่อสู้ไว้เป็นวงกว้าง
“ทำได้สวยมาก ตู้เฟย!”
ศิษย์ใหม่สำนักอสนีบาตกู่ร้องฮึกเหิม
แม้ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันแข็งแกร่งเช่นนี้ลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆก็ยังหัวเราะเยาะ ปลดปล่อยพลังหยวนแท้โหมกระหน่ำชั่วพริบตา สลาตันเหน็บหนาวก็พัดโหมขึ้นมา
กระแสอากาศบนสังเวียนประลองยุทธ์ปั่นป่วนรวนเรในบัดดล
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจนับคู่ไม่ถ้วนปรากฏเป็นคมมีดวายุสิบกว่าสายรายล้อมรอบลู่เฉียน
คมมีดวายุทุกสายล้วนมีสีเขียวอ่อน แหลมคมประหนึ่งเงากระบี่คมกริบ
“กายยุทธสลาตันหรือ?”
“มิน่าเล่าถึงได้เร็วนัก ที่แท้ก็กายยุทธสลาตัน”
...
ฝูงชนใต้สังเวียนถอนใจอย่างตกตะลึงหลายส่วน
ฟ้าว!
ลู่เฉียนบงการให้คมมีดวายุที่พันวนรอบกายฉีกกระชากอากาศธาตุพุ่งเข้าชนลูกไฟที่ลอยเข้ามา
คมมีดวายุกับลูกไฟกระแทกเข้าหากัน!
ตูม ตึง!
พลันนั้น ทั้งสังเวียนประลองเกิดเป็นสายฝนดาวตก
พลังที่ชนกันดลให้พื้นสังเวียนเกิดเป็นคลื่นอากาศร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าใบหน้าของทุกผู้ทุกนามฉาบแสงสีทองอร่าม พลังหยวนแท้รวนเรล่องลอยเอาแต่ใจ
ต้องยอมรับว่าภาพการสัประยุทธ์ระหว่างตู้เฟยแห่งสำนักอสนีบาตกับลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆนั้นตระการตาอย่างยิ่ง
ทั้งสองล้วนมีพลังลมปราณระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุด
ทั้งยังใช้พลังขีดจำกัดสายเลือดของตนเองได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
เมื่อสองฝ่ายประชันฝีมือ จึงดึงดูดให้ผู้ชมสนุกสะใจไปตามๆ กัน
“เจ้าสองคนนี้มันดุดันดีแท้!”มู่เฟิงนั่งไขว่ห้างพิงเก้าอี้ ไม่ได้เรียบร้อยเลยแม้แต่น้อย
หลี่ฮุยเย่ข้างกันลอบส่ายหน้า “เฮ้อ แม้จะเป็นศิษย์ใหม่แต่ก็เป็นอัจฉริยะเยาว์วัยชั้นยอด นอกจากศิษย์พี่ฉู่เหินแล้วสงสัยทางฝั่งเราจะไม่มีผู้ใดเอาชนะพวกเขาทั้งสองได้เลย”
“ใครบอกเล่า?” มู่เฟิงสวนอย่างไม่พอใจ“เชื่อหรือไม่ว่าสุดหล่อเฟิงผู้นี้แค่ยกมือก็ระเบิดไข่พวกมันได้เลย”
“ว้าย สถุล!” โจวลู่ข้างกันถลึงตาใส่มู่เฟิงอย่างแรง
“แค่กๆ เมื่อครู่ข้าว่าอะไรนะ? ข้าลืมไปแล้ว”มู่เฟิงแยกเขี้ยวยิ้มร้าย
ฉู่เหินมองตู้เฟยและลู่เฉียนที่โรมรันห้ำหั่นก่อประกายไฟบนสังเวียนอย่างสงบในยามที่มองดูการต่อสู้ บุรุษหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงสายตาจากเขตที่นั่งอื่นที่แตกต่างกัน
บ้างท้าทายเย็นยะเยือก
บ้างคิดซับซ้อน
บ้างก็เพลิดเพลินไม่เห็นหัว...
ฉู่เหินทำเป็นไม่เห็นสายตาที่แตกต่างเหล่านั้น ศึกชิงดวงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นต่อจากนี้จะมีละครเรื่องสนุกเรื่องใดฉายบ้าง ผู้ใดก็มิอาจลิขิตได้ทั้งนั้น
...
ตู้ม!
การต่อสู้ครั้งประเดิมสนามดุเดือดขึ้นทุกที ผู้ชมเบื้องล่างไม่นึกเลยว่าการสัประยุทธ์ครานี้จะเจริญหูเจริญตายิ่งนัก
“ฮึ หากเจ้ามีปัญญาแค่นี้ก็เสียดายที่จะต้องบอกว่าเจ้าไสหัวกลับลงไปได้แล้ว” ตู้เฟยแห่งสำนักอสนีบาตตวาดเฉียบขาด
ลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆไม่ได้อ่อนข้อเลย เขาเยาะเย้ยอย่างเยียบเย็น“อย่าดีใจเร็วเกินไปนัก มิเช่นนั้นเจ้าอาจตายโดยไม่รู้ตัว”
“เฮ้ย พูดมากปากเหม็น”
ตึง!
ตู้เฟยเอ่ยจบก็เคลื่อนพลังหยวนแท้ในร่างทั้งหมด คลื่นปราณรุ่มร้อนดลให้อากาศธาตุรอบด้านสั่นสะท้านไม่หยุดเปลวอัคคีของจริงวาวโรจน์พันรอบแขนผู้เป็นนาย
คลื่นพลังคะนองศึกแข็งกร้าวดลใจผู้ได้ยลให้สั่นเทิ้ม
กระนั้น ลู่เฉียนกลับเพ่งสายตา ปลดปล่อยพลังหยวนแท้ออกมาจนหมดเช่นเดียวกัน
เพียงชั่วพริบตาคมมีดวายุสีเขียวกว้างกว่าสองเมตรก็ก่อตัวที่เบื้องหน้าเขารังสีสังหารเย็นเฉียบอบอวลแรงกล้ากระแสปราณปั่นป่วนและคลื่นปราณร้อนแรงปกคลุมสังเวียนประลองไปเสียครึ่งค่อน
“เจ้าชนะข้าไม่ได้ ยอมรับความพ่ายแพ้เสีย!”
“ฮะ โง่เง่าเต่าตุ่นเยี่ยงเจ้ายังกล้าลั่นวาจาพรรค์นี้”
...
ฟิ้ว ฟ้าว!
เพียงพริบตา คมมีดวายุเสมือนจริงก็ฟาดฟันไปในแนวนอนนำพาพลานุภาพตัดสายลมมุ่งไปหาตู้เฟย ขณะเดียวกันนั้น กระบวนท่าที่ตู้เฟยรวมพลังอยู่ก็เคลื่อนไหว
วูม!
รังสีพลานุภาพอันแกร่งกล้าก่อกระแสอากาศทั่วทุกสารทิศ เปลวอัคคีลุกโชนอสรพิษไฟดุร้ายก่อตัวรวดเร็ว กระโจนออกไปจากแขนตู้เฟย
คมมีดวายุแรงกล้า ส่งเสียงเร็วรี่
อสรพิษเพลิงดุร้าย สั่นสะท้านใจคน!
ตูม
เสียงกัมปนาทรุนแรงปะทุจากสังเวียน กลุ่มเพลิงเร่าร้อนทะยานสู่ฟ้าคมมีดวายุปั่นป่วนไร้กฎเกณฑ์แตกกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
แสงต่างสีพุ่งชนและจู่โจมหากันอย่างดุร้าย ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างขมวดคิ้วและมีสีหน้าเคร่งขรึมโดยเฉพาะบรรดาศิษย์ใหม่จากสำนักอสนีบาตและสำนักทะลุเมฆที่ต่างก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่อาจห้ามได้
ตูม ตึง!
แผ่นดินสั่นไหวฉับพลัน คลื่นปราณมหาศาลสีแดงและเขียวปะทะกันสั่นสะเทือนทั่วทั้งสังเวียน
คลื่นกระแทกแกร่งกร้าวถ่ายเทออกไปราวกับวงคลื่นน้ำตู้เฟยและลู่เฉียนบนสังเวียนเหาะหลบไม่ทันการต่างฝ่ายต่างถูกพลังอันรุนแรงนั้นถล่มจนกระเด็นกระดอนไปนอนพื้น
ตุบ!
ตุบ!
เสียงสองร่างตกพื้นแทบจะพร้อมกัน ตู้เฟยและลู่เฉียนยกมือกุมหน้าอกทั้งคู่เลือดไหลกลบปาก ยากจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนได้
ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ ไม่อาจตัดสินแพ้ชนะ!
ผู้ชมเอะอะกันยกใหญ่
“เสมอหรือ?”
“เหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
“ไม่ได้เหนือความคาดหมาย พลังของทั้งคู่พอๆ กันเลย”
...
ศึกแรกระหว่างคนทั้งสองจากสำนักอสนีบาตและสำนักทะลุเมฆจบลงด้วยผลเสมอแม้จะไม่เหนือความคาดหมายของผู้คนนัก แต่ความดุเดือดและเจริญหูเจริญตากลับชวนติดใจยิ่งนัก
สองสำนักต่างส่งคนไปพยุงตู้เฟยและลู่เฉียนลงจากสนาม
ทันใดนั้นเอง บุรุษหนุ่มสวมชุดดำ แขนประดับตรารูป ‘อินทรี’ ก็กระโจนขึ้นสังเวียนประลองบ้าง
“เฉิงเติงจากสำนักล่าอินทรีนี่!”
“นี่ก็เป็นศิษย์ฟ้าประทานระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุดเหมือนกัน!”
“ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ศิษย์ใหม่ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าลงไปมีหวังไม่ได้เข้าร่วมการประลองกันพอดี”
“ไม่เข้าร่วมแหละดีแล้ว นี่เป็นสถานที่ให้ฟ้าประทานใหม่ๆ ชั้นยอดมาประลองยุทธ์กันอยู่แล้ว”
...
เฉิงเติงแห่งสำนักล่าอินทรีขึ้นสังเวียนไปแล้วก็ส่งสายตาไปยังเขตซอกหลืบที่สุดอย่างท้าทายทันที
“ทางนั้น สำนักดาราสวรรค์นั่น ผู้ใดกล้าขึ้นมาประลองกับข้าเฉิงเติงบ้าง?”
เอ่ยนามดาราสวรรค์ ท้าทายกันอย่างเปิดเผย
พลันนั้น ทั้งลานของหอจวินไหลก็อึกทึกไปด้วยเสียงเฮละโลที่ ‘ไม่มีเจตนาดี’ เลย
“ฮะฮ่า ข้าจำได้ว่าเมื่อปีก่อนศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์โดนสำนักล่าอินทรีทรมานเสียน่วม”
“มิหนำซ้ำศิษย์ใหม่สำนักล่าอินทรีตอนนั้นยังลั่นวาจาไว้อีกว่าหากมีคนสำนักดาราสวรรค์กล้าปรากฏตัวที่นี่อีกไม่ว่าปีไหนก็เตรียมตัวตายอย่างทรมานได้เลยเห็นทีสำนักล่าอินทรีจะไม่ได้ลืมเรื่องนี้”
“สำนักดาราสวรรค์ถึงคราวเคราะห์อีกแล้วหรือนี่”
...
แทบทุกคนในอัฒจันทร์ผุดสีหน้าสุขอุราในทุกข์ของผู้อื่น
คนล้มต้องข้าม ข้ามแล้วเหยียบซ้ำ!
ประโยคนี้จำกัดความได้ถูกต้องยิ่งนัก มะเขือเทศต้องรอสุกค่อยขยำขยี้ ทุกคนเหมือนจะต้องได้เห็นสำนักดาราสวรรค์ถูกคนเหยียบย้ำจนบี้แบนเสียก่อนถึงจะยอมเลิกราวี
“เหอะๆ!”เหรินชงสำนักวายุจักรพรรดิเหยียดยิ้มเพลิดเพลินไม่สนโลก
เย่โยวมองดูอย่างเย็นชานางเองก็พอจะรู้ประวัติความเป็นมาของสำนักดาราสวรรค์อยู่บ้าง
จนบัดนี้ ทุกคนต่างก็มองดาราสวรรค์เป็นตัวตลกไปแล้ว
เย่เหยากำหมัดแน่น เม้มริมฝีปาก ดวงตาคู่โตมองฉู่เหินอย่างห่วงใยดูจากลำดับแถวตอนมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้นำของสำนักดาราสวรรค์คือฉู่เหิน
ต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉู่เหินคือผู้แบกรับที่สำคัญที่สุดของสำนักดาราสวรรค์
...
“ทำไมเล่า? สำนักดาราสวรรค์ไม่มีผู้ใดกล้ารับคำท้าเลยหรือ?”เฉิงเติงชี้เบื้องหน้าอย่างดูถูก
แต่ไหนแต่ไรมาประชุมใหญ่ดาวชิงดวงที่ว่านี้ก็ขยะแขยงสำนักดาราสวรรค์อย่างกับอะไรดี
กระทั่งตำแหน่งที่นั่งยังอยู่ตรงมุมอับเสมอเพิ่งจะยกสองก็ถูกสำนักล่าอินทรีท้าทายเสียแล้ว
เรื่องราวมากมายประเดประดังให้ศิษย์ใหม่ของสำนักดาราสวรรค์ทั้งโกรธเคืองทั้งยังถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ฮะ ในเมื่อไม่มีผู้ใดรับคำท้า เช่นนั้นพวกเจ้าจะนั่งอยู่ที่นี่ไปทำไม?รีบกลับไปเสียไป! กลับไปอาบน้ำนอนแต่หัวค่ำจะดีกว่า”
“ฮ่าๆๆๆ”
ทั้งลานหัวเราะกันครื้นเครง
หลี่ฮุยเย่และโจวลู่ต่างก็มองฉู่เหินผู้ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่เห็นเขาแสดงอารมณ์อันใดเลยดวงตาดำสนิทแปรเป็นเยือกเย็นและลึกล้ำสุดหยั่งถึง
“กลับบ้านหาแม่เจ้าเซ่? นอนกับน้องสาวเจ้าด้วย”ตอนนี้เองที่เสียงด่าทออันขุ่นเคืองสกัดบรรยากาศทั้งงานไว้มู่เฟิงชี้หน้าเฉิงเติงบนสังเวียนประลองแล้วด่าต่อ “กินกระเทียมแต่เช้าหรืออย่างไร?ถึงได้พูดมากปากเหม็นนัก? ที่นี่บ้านเจ้าเรอะ?ถึงจะได้ไล่คนอื่นกลับตะพึดน่ะหา?”
ด่ามาเป็นชุดจนบรรยากาศทั้งงานพิลึกพิลั่นทันตาเห็น
เฉิงเติงหน้าแดงก่ำ ตะคอกเสียงต่ำ “ชั้นต่ำเอ๊ยแน่นักก็อย่ามัวแต่เห่าหอนอยู่ใต้สังเวียน หากเก่งกล้าสามารถก็จงขึ้นมาประลองกับข้าสักยกจะดูซิว่าสำนักดาราสวรรค์ของเจ้ายังมีผู้ใดกล้ายืนหยัดอยู่อีกหรือไม่จะมาอยู่ที่นี่แค่เพื่อให้ครบจำนวนกระนั้นหรือ?”
“ฮะๆขอถามหน่อยว่าผู้ใดในที่นี้เคยเห็นปู่ที่ไหนลงมือถลกหนังหลานเวลาไม่เชื่อฟังจริงๆบ้างไหม?”
เพียงได้ยินประโยคนี้ ศิษย์สำนักดาราสวรรค์ก็หัวเราะร่า
“พูดถูกที่สุด ศิษย์พี่มู่เฟิง”
“ฮ่าๆ ใช่แล้ว ให้หลานดื้อดึงเพียงไหน เป็นปู่ก็ย่อมทำใจตีไม่ลงอยู่แล้ว”
...
คนสำนักล่าอินทรีหน้าแดงก่ำกันหมด เฉิงเติงยิ่งแทบจะพ่นไฟได้
“ฮึ นี่ไม่ใช่ที่ปะทะฝีปาก มีปัญญาก็ขึ้นสังเวียนมาตัดสินจะขอถามพวกเจ้าอีกครั้ง มีผู้ใดในสำนักดาราสวรรค์กล้ารับคำท้าบ้าง?”
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน...”
ทุกคนมองตรงไปยังฉู่เหินเป็นตาเดียวกัน ฉู่เหินช้อนตาขึ้นเล็กน้อยยังไม่ลงมืออันใดหลี่ฮุยเย่ก็ท้วงขึ้นเสียก่อน “ศิษย์พี่ฉู่เหินยังไม่สมควรออกสู้ตอนนี้ข้าไปเอง!”
“ไม่ได้ พลังเจ้าเพิ่งระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด สู้เขาไม่ได้หรอก” โจวลู่ว่า
“ข้าบรรลุแล้ว ตระกูลให้ยากระดูกหยวนข้ามาเม็ดหนึ่ง ข้าบุกเบิกชีพจรยุทธได้เก้าเส้นเมื่อสามวันก่อนแล้ว”
“ก็ไม่ได้อยู่ดี” โจวลู่ส่ายหน้านางรู้ว่าเฉิงเติงพลังถึงระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุดแล้วหลี่ฮุยเย่ที่เพิ่งบรรลุได้ไม่นานไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา
ครุ่นคิดเล็กน้อยก็ประกาศิตเด็ดเดี่ยว “ให้ข้าลุยเองแล้วกัน!”
…………………………