ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    เล่มที่ 3 บทที่ 64 ท้าทาย

            “บุหงาเพลิงพิรุณหงส์”

            สิ้นเสียงตะโกนของตู้เฟย ลูกไฟที่ลอยไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วก็บานสะพรั่งอย่างฉับพลันลูกไฟสูงกว่าครึ่งเมตรสิบกว่าดวงเหมือนเช่นอุกกาบาตจากนอกโลกก็ปกคลุมคู่ต่อสู้ไว้เป็นวงกว้าง

            “ทำได้สวยมาก ตู้เฟย!”

            ศิษย์ใหม่สำนักอสนีบาตกู่ร้องฮึกเหิม

            แม้ต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีอันแข็งแกร่งเช่นนี้ลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆก็ยังหัวเราะเยาะ ปลดปล่อยพลังหยวนแท้โหมกระหน่ำชั่วพริบตา สลาตันเหน็บหนาวก็พัดโหมขึ้นมา

            กระแสอากาศบนสังเวียนประลองยุทธ์ปั่นป่วนรวนเรในบัดดล

            ท่ามกลางสายตาประหลาดใจนับคู่ไม่ถ้วนปรากฏเป็นคมมีดวายุสิบกว่าสายรายล้อมรอบลู่เฉียน

            คมมีดวายุทุกสายล้วนมีสีเขียวอ่อน แหลมคมประหนึ่งเงากระบี่คมกริบ

            “กายยุทธสลาตันหรือ?”

            “มิน่าเล่าถึงได้เร็วนัก ที่แท้ก็กายยุทธสลาตัน”

            ...

            ฝูงชนใต้สังเวียนถอนใจอย่างตกตะลึงหลายส่วน

            ฟ้าว!

            ลู่เฉียนบงการให้คมมีดวายุที่พันวนรอบกายฉีกกระชากอากาศธาตุพุ่งเข้าชนลูกไฟที่ลอยเข้ามา

            คมมีดวายุกับลูกไฟกระแทกเข้าหากัน!

            ตูม ตึง!

            พลันนั้น ทั้งสังเวียนประลองเกิดเป็นสายฝนดาวตก

            พลังที่ชนกันดลให้พื้นสังเวียนเกิดเป็นคลื่นอากาศร้อนระลอกแล้วระลอกเล่าใบหน้าของทุกผู้ทุกนามฉาบแสงสีทองอร่าม พลังหยวนแท้รวนเรล่องลอยเอาแต่ใจ

            ต้องยอมรับว่าภาพการสัประยุทธ์ระหว่างตู้เฟยแห่งสำนักอสนีบาตกับลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆนั้นตระการตาอย่างยิ่ง

            ทั้งสองล้วนมีพลังลมปราณระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุด

            ทั้งยังใช้พลังขีดจำกัดสายเลือดของตนเองได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย

            เมื่อสองฝ่ายประชันฝีมือ จึงดึงดูดให้ผู้ชมสนุกสะใจไปตามๆ กัน

            “เจ้าสองคนนี้มันดุดันดีแท้!”มู่เฟิงนั่งไขว่ห้างพิงเก้าอี้ ไม่ได้เรียบร้อยเลยแม้แต่น้อย

            หลี่ฮุยเย่ข้างกันลอบส่ายหน้า “เฮ้อ แม้จะเป็นศิษย์ใหม่แต่ก็เป็นอัจฉริยะเยาว์วัยชั้นยอด นอกจากศิษย์พี่ฉู่เหินแล้วสงสัยทางฝั่งเราจะไม่มีผู้ใดเอาชนะพวกเขาทั้งสองได้เลย”

            “ใครบอกเล่า?” มู่เฟิงสวนอย่างไม่พอใจ“เชื่อหรือไม่ว่าสุดหล่อเฟิงผู้นี้แค่ยกมือก็ระเบิดไข่พวกมันได้เลย”

            “ว้าย สถุล!” โจวลู่ข้างกันถลึงตาใส่มู่เฟิงอย่างแรง

            “แค่กๆ เมื่อครู่ข้าว่าอะไรนะ? ข้าลืมไปแล้ว”มู่เฟิงแยกเขี้ยวยิ้มร้าย

            ฉู่เหินมองตู้เฟยและลู่เฉียนที่โรมรันห้ำหั่นก่อประกายไฟบนสังเวียนอย่างสงบในยามที่มองดูการต่อสู้ บุรุษหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงสายตาจากเขตที่นั่งอื่นที่แตกต่างกัน

            บ้างท้าทายเย็นยะเยือก

            บ้างคิดซับซ้อน

            บ้างก็เพลิดเพลินไม่เห็นหัว...

            ฉู่เหินทำเป็นไม่เห็นสายตาที่แตกต่างเหล่านั้น ศึกชิงดวงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นต่อจากนี้จะมีละครเรื่องสนุกเรื่องใดฉายบ้าง ผู้ใดก็มิอาจลิขิตได้ทั้งนั้น

            ...

            ตู้ม!

            การต่อสู้ครั้งประเดิมสนามดุเดือดขึ้นทุกที ผู้ชมเบื้องล่างไม่นึกเลยว่าการสัประยุทธ์ครานี้จะเจริญหูเจริญตายิ่งนัก

            “ฮึ หากเจ้ามีปัญญาแค่นี้ก็เสียดายที่จะต้องบอกว่าเจ้าไสหัวกลับลงไปได้แล้ว” ตู้เฟยแห่งสำนักอสนีบาตตวาดเฉียบขาด

            ลู่เฉียนแห่งสำนักทะลุเมฆไม่ได้อ่อนข้อเลย เขาเยาะเย้ยอย่างเยียบเย็น“อย่าดีใจเร็วเกินไปนัก มิเช่นนั้นเจ้าอาจตายโดยไม่รู้ตัว”

            “เฮ้ย พูดมากปากเหม็น”

            ตึง!

            ตู้เฟยเอ่ยจบก็เคลื่อนพลังหยวนแท้ในร่างทั้งหมด คลื่นปราณรุ่มร้อนดลให้อากาศธาตุรอบด้านสั่นสะท้านไม่หยุดเปลวอัคคีของจริงวาวโรจน์พันรอบแขนผู้เป็นนาย

            คลื่นพลังคะนองศึกแข็งกร้าวดลใจผู้ได้ยลให้สั่นเทิ้ม

            กระนั้น ลู่เฉียนกลับเพ่งสายตา ปลดปล่อยพลังหยวนแท้ออกมาจนหมดเช่นเดียวกัน

            เพียงชั่วพริบตาคมมีดวายุสีเขียวกว้างกว่าสองเมตรก็ก่อตัวที่เบื้องหน้าเขารังสีสังหารเย็นเฉียบอบอวลแรงกล้ากระแสปราณปั่นป่วนและคลื่นปราณร้อนแรงปกคลุมสังเวียนประลองไปเสียครึ่งค่อน

            “เจ้าชนะข้าไม่ได้ ยอมรับความพ่ายแพ้เสีย!”

            “ฮะ โง่เง่าเต่าตุ่นเยี่ยงเจ้ายังกล้าลั่นวาจาพรรค์นี้”

            ...

            ฟิ้ว ฟ้าว!

            เพียงพริบตา คมมีดวายุเสมือนจริงก็ฟาดฟันไปในแนวนอนนำพาพลานุภาพตัดสายลมมุ่งไปหาตู้เฟย ขณะเดียวกันนั้น กระบวนท่าที่ตู้เฟยรวมพลังอยู่ก็เคลื่อนไหว

            วูม!

            รังสีพลานุภาพอันแกร่งกล้าก่อกระแสอากาศทั่วทุกสารทิศ เปลวอัคคีลุกโชนอสรพิษไฟดุร้ายก่อตัวรวดเร็ว กระโจนออกไปจากแขนตู้เฟย

            คมมีดวายุแรงกล้า ส่งเสียงเร็วรี่

            อสรพิษเพลิงดุร้าย สั่นสะท้านใจคน!

            ตูม

            เสียงกัมปนาทรุนแรงปะทุจากสังเวียน กลุ่มเพลิงเร่าร้อนทะยานสู่ฟ้าคมมีดวายุปั่นป่วนไร้กฎเกณฑ์แตกกระจายไปทั่วทุกทิศทาง

            แสงต่างสีพุ่งชนและจู่โจมหากันอย่างดุร้าย ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างขมวดคิ้วและมีสีหน้าเคร่งขรึมโดยเฉพาะบรรดาศิษย์ใหม่จากสำนักอสนีบาตและสำนักทะลุเมฆที่ต่างก็ลุกขึ้นยืนอย่างไม่อาจห้ามได้

            ตูม ตึง!

            แผ่นดินสั่นไหวฉับพลัน คลื่นปราณมหาศาลสีแดงและเขียวปะทะกันสั่นสะเทือนทั่วทั้งสังเวียน

            คลื่นกระแทกแกร่งกร้าวถ่ายเทออกไปราวกับวงคลื่นน้ำตู้เฟยและลู่เฉียนบนสังเวียนเหาะหลบไม่ทันการต่างฝ่ายต่างถูกพลังอันรุนแรงนั้นถล่มจนกระเด็นกระดอนไปนอนพื้น

            ตุบ!

            ตุบ!

            เสียงสองร่างตกพื้นแทบจะพร้อมกัน ตู้เฟยและลู่เฉียนยกมือกุมหน้าอกทั้งคู่เลือดไหลกลบปาก ยากจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนได้

            ต่างฝ่ายต่างบาดเจ็บ ไม่อาจตัดสินแพ้ชนะ!

            ผู้ชมเอะอะกันยกใหญ่

            “เสมอหรือ?”

            “เหมือนจะเป็นเช่นนั้น”

            “ไม่ได้เหนือความคาดหมาย พลังของทั้งคู่พอๆ กันเลย”

            ...

            ศึกแรกระหว่างคนทั้งสองจากสำนักอสนีบาตและสำนักทะลุเมฆจบลงด้วยผลเสมอแม้จะไม่เหนือความคาดหมายของผู้คนนัก แต่ความดุเดือดและเจริญหูเจริญตากลับชวนติดใจยิ่งนัก

            สองสำนักต่างส่งคนไปพยุงตู้เฟยและลู่เฉียนลงจากสนาม

            ทันใดนั้นเอง บุรุษหนุ่มสวมชุดดำ แขนประดับตรารูป ‘อินทรี’ ก็กระโจนขึ้นสังเวียนประลองบ้าง

            “เฉิงเติงจากสำนักล่าอินทรีนี่!”

            “นี่ก็เป็นศิษย์ฟ้าประทานระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุดเหมือนกัน!”

            “ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ศิษย์ใหม่ระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าลงไปมีหวังไม่ได้เข้าร่วมการประลองกันพอดี”

            “ไม่เข้าร่วมแหละดีแล้ว นี่เป็นสถานที่ให้ฟ้าประทานใหม่ๆ ชั้นยอดมาประลองยุทธ์กันอยู่แล้ว”

            ...

            เฉิงเติงแห่งสำนักล่าอินทรีขึ้นสังเวียนไปแล้วก็ส่งสายตาไปยังเขตซอกหลืบที่สุดอย่างท้าทายทันที

            “ทางนั้น สำนักดาราสวรรค์นั่น ผู้ใดกล้าขึ้นมาประลองกับข้าเฉิงเติงบ้าง?”

            เอ่ยนามดาราสวรรค์ ท้าทายกันอย่างเปิดเผย

            พลันนั้น ทั้งลานของหอจวินไหลก็อึกทึกไปด้วยเสียงเฮละโลที่ ‘ไม่มีเจตนาดี’ เลย

            “ฮะฮ่า ข้าจำได้ว่าเมื่อปีก่อนศิษย์ใหม่สำนักดาราสวรรค์โดนสำนักล่าอินทรีทรมานเสียน่วม”

            “มิหนำซ้ำศิษย์ใหม่สำนักล่าอินทรีตอนนั้นยังลั่นวาจาไว้อีกว่าหากมีคนสำนักดาราสวรรค์กล้าปรากฏตัวที่นี่อีกไม่ว่าปีไหนก็เตรียมตัวตายอย่างทรมานได้เลยเห็นทีสำนักล่าอินทรีจะไม่ได้ลืมเรื่องนี้”

            “สำนักดาราสวรรค์ถึงคราวเคราะห์อีกแล้วหรือนี่”

            ...

            แทบทุกคนในอัฒจันทร์ผุดสีหน้าสุขอุราในทุกข์ของผู้อื่น

            คนล้มต้องข้าม ข้ามแล้วเหยียบซ้ำ!

            ประโยคนี้จำกัดความได้ถูกต้องยิ่งนัก มะเขือเทศต้องรอสุกค่อยขยำขยี้ ทุกคนเหมือนจะต้องได้เห็นสำนักดาราสวรรค์ถูกคนเหยียบย้ำจนบี้แบนเสียก่อนถึงจะยอมเลิกราวี

            “เหอะๆ!”เหรินชงสำนักวายุจักรพรรดิเหยียดยิ้มเพลิดเพลินไม่สนโลก

            เย่โยวมองดูอย่างเย็นชานางเองก็พอจะรู้ประวัติความเป็นมาของสำนักดาราสวรรค์อยู่บ้าง

            จนบัดนี้ ทุกคนต่างก็มองดาราสวรรค์เป็นตัวตลกไปแล้ว

            เย่เหยากำหมัดแน่น เม้มริมฝีปาก ดวงตาคู่โตมองฉู่เหินอย่างห่วงใยดูจากลำดับแถวตอนมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าผู้นำของสำนักดาราสวรรค์คือฉู่เหิน

            ต่อจากนี้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉู่เหินคือผู้แบกรับที่สำคัญที่สุดของสำนักดาราสวรรค์

            ...

            “ทำไมเล่า? สำนักดาราสวรรค์ไม่มีผู้ใดกล้ารับคำท้าเลยหรือ?”เฉิงเติงชี้เบื้องหน้าอย่างดูถูก

            แต่ไหนแต่ไรมาประชุมใหญ่ดาวชิงดวงที่ว่านี้ก็ขยะแขยงสำนักดาราสวรรค์อย่างกับอะไรดี

            กระทั่งตำแหน่งที่นั่งยังอยู่ตรงมุมอับเสมอเพิ่งจะยกสองก็ถูกสำนักล่าอินทรีท้าทายเสียแล้ว

            เรื่องราวมากมายประเดประดังให้ศิษย์ใหม่ของสำนักดาราสวรรค์ทั้งโกรธเคืองทั้งยังถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก

            “ฮะ ในเมื่อไม่มีผู้ใดรับคำท้า เช่นนั้นพวกเจ้าจะนั่งอยู่ที่นี่ไปทำไม?รีบกลับไปเสียไป! กลับไปอาบน้ำนอนแต่หัวค่ำจะดีกว่า”

            “ฮ่าๆๆๆ”

            ทั้งลานหัวเราะกันครื้นเครง

            หลี่ฮุยเย่และโจวลู่ต่างก็มองฉู่เหินผู้ยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่เห็นเขาแสดงอารมณ์อันใดเลยดวงตาดำสนิทแปรเป็นเยือกเย็นและลึกล้ำสุดหยั่งถึง

            “กลับบ้านหาแม่เจ้าเซ่? นอนกับน้องสาวเจ้าด้วย”ตอนนี้เองที่เสียงด่าทออันขุ่นเคืองสกัดบรรยากาศทั้งงานไว้มู่เฟิงชี้หน้าเฉิงเติงบนสังเวียนประลองแล้วด่าต่อ “กินกระเทียมแต่เช้าหรืออย่างไร?ถึงได้พูดมากปากเหม็นนัก? ที่นี่บ้านเจ้าเรอะ?ถึงจะได้ไล่คนอื่นกลับตะพึดน่ะหา?”

            ด่ามาเป็นชุดจนบรรยากาศทั้งงานพิลึกพิลั่นทันตาเห็น

            เฉิงเติงหน้าแดงก่ำ ตะคอกเสียงต่ำ “ชั้นต่ำเอ๊ยแน่นักก็อย่ามัวแต่เห่าหอนอยู่ใต้สังเวียน หากเก่งกล้าสามารถก็จงขึ้นมาประลองกับข้าสักยกจะดูซิว่าสำนักดาราสวรรค์ของเจ้ายังมีผู้ใดกล้ายืนหยัดอยู่อีกหรือไม่จะมาอยู่ที่นี่แค่เพื่อให้ครบจำนวนกระนั้นหรือ?”

            “ฮะๆขอถามหน่อยว่าผู้ใดในที่นี้เคยเห็นปู่ที่ไหนลงมือถลกหนังหลานเวลาไม่เชื่อฟังจริงๆบ้างไหม?”

            เพียงได้ยินประโยคนี้ ศิษย์สำนักดาราสวรรค์ก็หัวเราะร่า

            “พูดถูกที่สุด ศิษย์พี่มู่เฟิง”

            “ฮ่าๆ ใช่แล้ว ให้หลานดื้อดึงเพียงไหน เป็นปู่ก็ย่อมทำใจตีไม่ลงอยู่แล้ว”

            ...

            คนสำนักล่าอินทรีหน้าแดงก่ำกันหมด เฉิงเติงยิ่งแทบจะพ่นไฟได้

            “ฮึ นี่ไม่ใช่ที่ปะทะฝีปาก มีปัญญาก็ขึ้นสังเวียนมาตัดสินจะขอถามพวกเจ้าอีกครั้ง มีผู้ใดในสำนักดาราสวรรค์กล้ารับคำท้าบ้าง?”

            “ศิษย์พี่ฉู่เหิน...”

            ทุกคนมองตรงไปยังฉู่เหินเป็นตาเดียวกัน ฉู่เหินช้อนตาขึ้นเล็กน้อยยังไม่ลงมืออันใดหลี่ฮุยเย่ก็ท้วงขึ้นเสียก่อน “ศิษย์พี่ฉู่เหินยังไม่สมควรออกสู้ตอนนี้ข้าไปเอง!”

            “ไม่ได้ พลังเจ้าเพิ่งระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด สู้เขาไม่ได้หรอก” โจวลู่ว่า

            “ข้าบรรลุแล้ว ตระกูลให้ยากระดูกหยวนข้ามาเม็ดหนึ่ง ข้าบุกเบิกชีพจรยุทธได้เก้าเส้นเมื่อสามวันก่อนแล้ว”

            “ก็ไม่ได้อยู่ดี” โจวลู่ส่ายหน้านางรู้ว่าเฉิงเติงพลังถึงระดับเปิดชีพจรขั้นเก้าสูงสุดแล้วหลี่ฮุยเย่ที่เพิ่งบรรลุได้ไม่นานไม่ใช่คู่ต่อกรของเขา

            ครุ่นคิดเล็กน้อยก็ประกาศิตเด็ดเดี่ยว “ให้ข้าลุยเองแล้วกัน!”

     

             …………………………