“ข้าก็แค่อยากเห็นบรรยากาศรอบๆ เท่านั้น ไม่ได้มองหาผู้ใดเป็พิเศษเสียหน่อย” หยูจินเซียงกัดฟันฝืนความรู้สึกหวาดหวั่นลุกขึ้นยืนปัดเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยฝุ่นดินและหญ้าแห้งออก
“เ้าเป็คุณหนูจากสกุลใดกัน ดอกไม้ของเ้าอยู่ไหน”
แม่เ้า!! เวยหวังหย่งว่าเข้มแล้ว อีตานี่ทั้งหล่อทั้งเข้มยิ่งกว่าเวยหวังหย่งเข้าไปอีก ความดุดันน่ากลัวก็ไม่น้อยไปกว่ากันซ้ำหมอนี่ยังดูน่าเกรงขามเหนือขึ้นไปอีกหลายขั้นด้วย
หยูจินเซียงไม่ตอบ นางก็มองหาดอกไม้จากฝ่ายตรงข้ามอยู่เช่นกัน หากหมอนี่ถือดอกทิวลิปสีม่วงอยู่นางจะรีบวิ่งหนีไปให้ไกล คนผู้นี้หน้าผากเขาคล้ายจะสลักคำว่าตัวอันตรายเอาไว้อย่างชัดแจ้งโดยไม่ต้องสืบ
เห็นอีกฝ่ายห่อตัวซุกซ่อนดอกไม้เอาไว้ ความอยากรู้ของฉินอ๋องก็ยิ่งมีเพิ่มขึ้น สตรีผู้นี้น่าสงสัย!
เรี่ยวแรงที่มัดไก่ยังไม่ไหวของหยูจินเซียงหรือจะรอดพ้นไปจากอุ้งมือของฉินอ๋องรูปงาม ไม่นานดอกทิวลิปสีม่วงก็ปรากฏออกมาให้เขาเห็นเต็มตา
“เ้าได้ทิวลิปสีม่วงมาเช่นนั้นหรือ!!”
มาอีกครั้งแล้ว! น้ำเสียงแบบนี้อีกแล้ว ตอนที่เวยหวังหย่งรู้ว่านางได้ดอกไป๋หลันฮวามาก็ใช้น้ำเสียงแบบนี้ คำถามเดียวกันนี้กับนาง นั่นเป็เพราะเวยหวังหย่งกับหูอี้เหลียนน่าจะนัดแนะกันเอาไว้ล่วงหน้า พอเห็นนางเป็ผู้ดอกไป๋หลันฮวาเวยหวังหย่งจึงมีโทสะั้แ่ต้น
เพียงแต่เวยหวังหย่งนั้นสนิทสนมกับคนสกุลหยู และคิดว่านางมีสติเลอะเลือน เขาจึงพออภัยให้นางได้
แต่กับบุรุษผู้นี้เล่า? เขาไม่รู้จักนาง นางไม่รู้จักเขา ครั้งนี้ใช่ว่าตนดวงซวยไปหยิบเอาดอกไม้ที่คู่รักเขานัดแนะกันไว้อีกรอบแล้วใช่หรือไม่!
“ท่านเห็นดอกไม้ของข้าแล้ว ท่านก็เอาของท่านออกมาให้ข้าดูด้วย หากท่านไม่ใช่เ้าของดอกไม้นี่ พวกเราจะได้แยกทางกันไป” หญิงสาวทำใจดีสู้เสือ ประสานสายตาตั้งคำถามตอบโต้คนตัวโตเบื้องหน้า พร้อมกับทำท่าแบมือขอดูดอกไม้จากอีกฝ่าย
สือเซียวฉินหรี่ตาจนแทบจะเป็เส้นตรง เหตุใดสตรีผู้นี้จึงยังกล้ายืนอยู่เบื้องหน้าตนอย่างไม่รู้สึกรู้สา เห็นได้ชัดว่าริมฝีปากและมือของนางสั่นเล็กน้อย แต่นางก็ยังตอบโต้กับตนต่อไปได้หน้าตาเฉย
ครู่หนึ่งหยูจินเซียงก็ได้เห็นบุรุษอีกสองคนที่ไม่รู้ว่าเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงไหน วิ่งออกมากระซิบกระซาบข้างหูของชายหนุ่มรูปงาม ดูแล้วสองคนที่มาใหม่คงจะเป็บ่าวรับใช้ของตัวอันตรายนี่
“สกุลหยู หยูจินเซียง เ้าไม่เห็นเหมือนกับที่ข้าเคยได้ยินมาสักนิด” ฉินอ๋องไล่สายตามองหญิงสาวั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ตกลงท่านมีดอกไม้หรือไม่ หากไม่มีข้ากับท่านก็ไม่มีความจำเป็ต้องรู้จักกัน ข้าขอตัว” หยูจินเซียงไม่อยากรู้แล้วว่าคนผู้นี้คือใคร เขารู้จักสกุลหยู รู้จักชื่อนาง เอาไว้มีโอกาสนางค่อยกลับไปถามตัวตนของคนผู้นี้จากเวยเยว่ฉีเอาภายหลังก็ย่อมได้
ฉินอ๋องไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดจึงยังมีคนที่ไม่รู้จักตัวตนของเขาอยู่ในที่นี้ได้อีก หยูจินเซียงบุตรีราชมนตรีหยูซุนป่วยมานาน 11 ปี ครั้งนี้ราชมนตรีหยูมาขอร้องตนเป็พิเศษให้อนุญาตให้หยูจินเซียงได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเสี่ยงบุปผา
หยูจินเซียงสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ได้มีอาการคลุ้มคลั่ง เพียงแค่มักจะหลงลืมและนั่งนิ่งอยู่ทั้งวัน ราชมนตรีหยูเห็นว่าบุตรสาวอายุ 19 ปีแล้ว หากจะรอให้คนมาสู่ขอก็คงจะยาก จึงมาขอร้องตนให้อนุญาตให้หยูจินเซียงได้เข้าร่วม
สือเซียวฉินคิดแบบเดียวกับเวยติ้งอัน คือสตรีขอเพียงมีบุตรได้ก็เพียงพอ ฐานะเื้ัของหยูจินเซียงก็ไม่อ่อนด้อย ผู้ใดได้เป็เขยสกุลหยูก็จะได้รับการสนับสนุนจากสกุลหยูไปด้วย จึงอนุญาตและจดจำชื่อหยูจินเซียงได้แม่นยำ
แต่หญิงสาวที่ปีนต้นไม้เมื่อครู่ การโต้ตอบ และสายตาของสตรีตรงหน้าดูไม่เหมือนคนที่สติเลอะเลือนแต่อย่างใด
ฉินอ๋องยังคงค้างคาใจกับสิ่งที่นางเผลอพูดบนกิ่งไม้ และคิดในใจว่าจะจับตามองสตรีผู้นี้อีกสักหน่อย นางคว้าเอาดอกทิวลิปสีม่วงมาได้ บางทีนางอาจจะมีประโยชน์
“ข้าไม่ได้เป็เ้าของดอกไม้ในมือเ้า แต่เ้าไม่ต้องออกไปตามหาคู่ของเ้าหรอก เขาไม่ได้อยู่ข้างนอกนี่”
“ไม่อยู่ที่นี่? เช่นนั้นข้าก็จะไปรอเขาที่จวนสกุลหยู” หยูจินเซียงแปลกใจที่เ้าของดอกไม้ไม่มาร่วมงานแต่ยังส่งดอกไม้เข้ามา แต่นั่นไม่ใช่เื่สำคัญในเวลานี้ การอยู่ห่างจากตัวอันตรายนี่ต่างหากที่นางต้องรีบทำโดยด่วน
“เ้ายังไปไม่ได้ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้มา ผู้ที่ดอกไม้ชนิดนี้ต้องเข้าไปเรือนชั้นใน” เสียงทรงพลังของบุรุษรูปงามฉุดรั้งร่างงามให้ชะงักอยู่กับที่
นางไม่เคยได้ยินเื่นี้มาก่อนสักนิด ยังมีภารกิจต่อไปสำหรับบางคนอยู่อีกเช่นนั้นหรือ?
“ข้าไม่เคยได้ยินว่าต้องมีการทำกิจกรรมใดต่อจากนี้แม้แต่น้อย ท่านเองเป็ผู้ใดข้าก็ยังไม่รู้จัก เหตุใดข้าต้องยอมฟังท่านด้วยเล่า” หยูจินเซียงหันมาตอบโต้ก่อนจะก้าวขาตั้งใจวิ่งหนีไปเสียให้พ้นๆ เื่วุ่นวายตรงหน้า
ฉินอ๋องะโก้าวเดียวก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของคนตัวเล็กเอาไว้มั่น และเป็อีกครั้งที่เขาใช้มือเพียงข้างเดียวยกตัวนางให้สูงขึ้นจนสองเท้าลอยอยู่เหนือพื้นดิน
“จะเดินตามข้ามาดีๆ หรือจะให้ข้าจับหิ้วร่างเ้าไปทั่วเช่นนี้ดี” สือเซียวฉินชักจะหงุดหงิดกับความดื้อรั้นของสตรีตรงหน้า ไหนว่านางวันๆ เอาแต่นั่งนิ่ง นี่อะไรเขากล่าวประโยคหนึ่งนางก็เถียง สองประโยคก็วิ่งหนี ไม่ได้อยู่เฉยอย่างที่ราชมนตรีหยูกล่าวเลยสักนิด
ยามนี้หยูจินเซียงมองเห็นขันที 4-5 คน วิ่งมาบริเวณที่นางยืนอยู่ก็ค่อยโล่งใจ หากมีเพียงนางและบุคคลอันตรายนี้ร่วมทางกันไปเพียงลำพังนางคงไม่ไว้วางใจเป็แน่ มีขันทีมารู้เห็นอย่างน้อยนางก็มั่นใจได้ว่าตนเองจะปลอดภัย
“ปล่อยข้าลงได้แล้ว ข้าลงเองได้!” หยูจินเซียงดิ้นอยู่กลางอากาศพยายามเอื้อมมือไปด้านหลังคอเพื่อแกะมือแข็งราวกับคีมของอีกฝ่ายออก
“ท่านอ๋อง กระหม่อมสมควรตาย สตรีผู้นี้ก่อเื่วุ่นวายอันใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ขันทีมาถึงก็คุกเข่าลงต่อหน้าชายหนุ่มร่างสูง
“นางได้ดอกไม้สีม่วง พวกเ้าไม่เห็นหรือ เหตุใดจึงไม่พานางเข้าไปในเรือนชั้นในก่อน”
ขันที 5 คนช้อนสายตามองไปยังหยูจินเซียง แววตาจนใจ พวกเขาตามหาสตรีอีกคนที่ได้ดอกไม้สีม่วงนี้กันแทบแย่ เวลานี้ขาดนางไปเพียงคนเดียว ไม่รู้ว่าหญิงสาวผู้นี้หลบสายตาพวกตนไปได้อย่างไร
ฉินอ๋องคล้ายจะเข้าใจสายตาอ่อนใจของเหล่าขันที หยูจินเซียงซุกซน ไม่แน่ว่าพอนางคว้าดอกไม้มาก็คงจะแอบซ่อนเอาไว้แต่แรกจนขันทีมองไม่ทัน
“อย่ามัวแต่เสียเวลา พานางเข้าไปด้านในก่อน” กล่าวจบสือเซียวฉินก็ก้าวขายาวๆ เดินนำหน้าออกไปพร้อมกับผู้ติดตาม
หยูจินเซียงเข่าแทบทรุดเมื่อได้ยินคำเรียกขานของขันทีกับตัวอันตรายเมื่อครู่
“ท่านอ๋องหรือ? เขาคืออ๋องคนไหนน่ะ ข้าไม่รู้จัก” หญิงสาวทำตัวลีบเดินตามร่างสูงไปพร้อมกับขันที เอ่ยปากถามเสียงเบาอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
“ท่านผู้นั้นคือฉินอ๋อง โอรสองค์โตของฮ่องเต้สือเซิ่นจิ้ง คุณหนูหยูท่านโชคดีมากเลยรู้ไหม หากท่านไม่ได้ถือดอกไม้นี้อยู่ การที่ท่านต่อปากต่อคำกับท่านอ๋องดีไม่ดีอาจถูกปะาไปแล้วก็ได้” ขันทีร่างเล็กอายุไม่เกิน 25 ปี เอียงตัวมากระซิบตอบหยูจินเซียงเบาๆ
ท่าทางเช่นนี้ การกระซิบกระซาบด้วยความหวั่นเกรงเช่นนี้ ทำให้หยูจินเซียงมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าฉินอ๋องเป็ตัวร้ายอย่างที่ตนคิดไม่มีผิด ยังดีที่เขาไม่ได้เป็เ้าของดอกทิวลิปสีม่วงที่นางถืออยู่ แล้วเ้าของมันคือผู้ใด เหตุใดจึงต้องมีขั้นตอนแตกต่างจากที่นางเคยพบมาแล้วสามครั้งก่อนหน้า