บทที่ 7 โชอี้
ที่ด้านนอกตู้ขบวนพวกเราพบหญิงสาวจอมหงุดหงิดคนนั้นยืนพิงตู้ขบวนรถไฟอยู่สายตาของเธอจับจ้องไปยังทิศทางที่หมาป่าพุ่งออกมาอย่างไม่วางตาเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังช่วยเฝ้าระวัง ซึ่งก็นับว่าเป็ความคิดที่ดี
เธอมีความสูงไล่เลี่ยกับผมรูปร่างเพรียวบางแต่ดูแข็งแรงแบบนักกีฬาสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือดวงตาสีเขียวเข้มซึ่งตัดกับผิวสีแทนและเส้นผมสีน้ำตาลของเธออย่างชัดเจน
“ฉันขอไปด้วย”
เธอโพล่งขึ้นมาตรงๆแม้น้ำเสียงจะยังสั่นพร่าเล็กน้อย แต่ั์ตาคู่นั้นกลับดูเด็ดเดี่ยว
“ฉันอยากเลเวลอัป...ฉันจำเป็ต้องแข็งแกร่งขึ้น”
หือ? ดูเหมือน่ที่ผมปลีกตัวไปนั่งพักพวกเขาจะแอบสุมหัวคุยกันในตู้ขบวนจนเริ่มคุ้นชินกับแิเื่การเก็บเลเวลขึ้นมาบ้างแล้ว
“ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดปกติหมาป่ามักไม่ล่าตัวเดียวและพวกเราก็ไม่รู้เลยว่าที่นี่จะมีตัวอะไรน่ากลัวกว่านั้นอีกไหม...ฉันสัญญาว่าจะไม่เป็ภาระของพวกคุณเด็ดขาด”
ในตอนนี้ทุกคนน่าจะยังอยู่ที่เลเวล 0มีเพียงผมกับแฮดวินเท่านั้นที่ระดับสูงกว่า เธออาจจะกังวลว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรืออาจแค่้าปกป้องเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่อยู่ข้างกายก็ได้
แต่สิ่งที่ผมสงสัยคือแฮดวินได้แชร์ผลลัพธ์ให้คนอื่นฟังมากแค่ไหน? เขาแอบทดสอบพลังจากแต้มสถานะ3 แต้มให้คนอื่นดูตอนผมไม่อยู่หรือเปล่า? แล้วแต้มเพียงน้อยนิดนั่นมันจะสร้างความแตกต่างได้ขนาดไหนกันเชียว?
“ผมว่าเราอย่าเพิ่งกังวลเื่นั้นเลย”
แฮดวินเอ่ยขึ้นทำเอาผมแปลกใจ
“หมาป่าตัวเมื่อกี้ดูหิวโซแถมมีแผลเก่าอยู่ก่อนแล้วและมันก็ไม่ได้หอนเรียกพวกเลยก่อนจะจู่โจมเป็ไปได้ว่ามันอาจจะเป็ตัวสุดท้ายที่เหลือรอด หรือไม่ก็ถูกฝูงขับไล่ออกมา”
ฟังดูดีนะ ผมชอบทฤษฎีนี้ แต่มันเป็แค่การปลอบใจตัวเองหรือเปล่า
“แต่ผมว่าเราควรมองในแง่ร้ายที่สุดเอาไว้ก่อนดีกว่า”
ผมพูดขัดขึ้น เมื่อสายตาทุกคู่หันมามองผมก็แค่ยักไหล่โดยไม่ยอมอธิบายเหตุผลอะไรต่อ
“ผมก็เห็นด้วยกับนายส่วนหนึ่งนะ”
แฮดวินพูดอย่างระมัดระวังพลางลูบเคราสั้นๆของเขา
“แต่เราก็ไม่ควรปล่อยให้ความกลัวมาฉุดรั้งเราไว้การไม่ทำอะไรเลยเพราะมัวแต่กังวลอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าในภายหลัง”
ผมรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยเขาดูมั่นใจเกินไปหรือเปล่า? แต่ก็ช่างเถอะถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ผมก็แค่ทิ้งพวกนี้แล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวก็ได้
“ผม แฮดวิน”
เขาแนะนำตัวพลางยื่นมือออกไปซึ่งหญิงสาวผมน้ำตาลก็รับไปเขย่า
“ผมต้องเตือนก่อนนะว่าข้างนอกนั่นมันอันตรายมากจริงๆ”
เธอเพียงพยักหน้าตอบรับ
“ฉัน โชอี้”
“ผม เดนี่”
“และผม เนเทล”
ผมเสริมปิดท้าย
วินาทีนั้นสายตาของเราประสานกันครู่หนึ่ง
“ฉันรู้แล้ว”
เธอพึมพำเสียงเบามาก แฮดวินกับเดนี่น่าจะไม่ได้ยินแต่ผมกลับได้ยินชัดเจนเพราะเธอยืนอยู่ใกล้ผมมากกว่า ผมขมวดคิ้วแน่น พยายามนึกทบทวนแต่กลับจำเธอไม่ได้เลยสักนิด
เคยเจอที่ยิมหรือเปล่านะ?เธอดูเป็พวกชอบออกกำลังกาย และผมก็นึกไม่ออกจริงๆว่าจะมีที่ไหนที่เธอจะเคยเห็นหน้าผมได้อีกนอกจากที่นั่น
ผมเหลือบมองเด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆเธอเงียบมาตลอดและมีใบหน้าละม้ายคล้ายโชอี้ ต่างกันเพียงสีผิวที่ไม่แทนเท่าแต่สีผมนั้นเหมือนกันเป๊ะ
เด็กสาวอายุราวๆ สิบขวบเห็นจะได้เธอยืนแอบอยู่ข้างหลังโชอี้อย่างเขินอายแต่ยังอุตส่าห์ชะโงกหน้าออกมามองพวกเราด้วยดวงตากลมโต
“คุณคงไม่คิดจะพาเด็กคนนี้ไปด้วยหรอกนะ”
เป็ไปตามคาด น้ำเสียงของเดนี่ฟังดูน่ารำคาญพอๆกับหน้าตาของเขาเลย ไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นด้วยกับเขานะ ตรงกันข้ามเลยล่ะผมรู้ดีว่าไม่มีทางที่เราจะพกเด็กตัวแค่นี้เข้าไปเสี่ยงตายด้วยได้แน่ๆ
แต่คำพูดของเ้าเดนี่มันฟังดูกวนประสาทชะมัด
“ฉัน...”
โชอี้อึกอักเห็นชัดว่าเธออยากไปกับพวกเรา แต่ในขณะเดียวกัน เธอจะทิ้งน้องสาวไว้กับใคร?
เด็กหญิงกระตุกชายเสื้อของโชอี้ที่กำลังร้อนรนเธอจึงหันไปส่งยิ้มให้เด็กน้อยสำหรับผมมันดูเป็ยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อปกปิดความกังวลแต่น่าจะพอหลอกเด็กได้ล่ะมั้ง
“ไม่ต้องห่วงนะ อิซซี่”
เธอลูบหัวเด็กหญิงเบาๆ อย่างปลอบโยนไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหนผมก็ยังรู้สึกดีที่ตัวเองมาโผล่ที่นี่ตัวคนเดียวโดยไม่มีภาระให้ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
“ฝากเธอไว้กับเจคอบดีไหม?เขาดูเป็คนไว้ใจได้นะ”
แฮดวินเสนอทางออกในที่สุด
“เธอจะปลอดภัยกว่าถ้าอยู่บนรถไฟกับเขาหรือคุณจะเลือกอยู่ที่นี่กับ...”
“น้องสาวค่ะ...”
โชอี้ตอบช้าๆ
แฮดวินคุกเข่าลงตรงหน้าเด็กหญิงรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของเขา
“ถ้าผมเป็เธอผมก็คงอยากให้พี่สาวรออยู่ที่นี่ด้วยกัน”
เด็กน้อยหลบสายตาเขาแล้วหันไปหาโชอี้แทนผมเริ่มรู้สึกว่าเราเสียเวลากันนานเกินไปแล้ว
โชอี้คงกลัวการถูกทิ้งไว้ข้างหลังและอาจจะไม่ค่อยไว้ใจพวกเรานักใครจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเรากลับมาพร้อมกับพลังที่เหนือกว่าคนอื่น?
ในตอนนี้ทุกอย่างอาจดูนิ่งสงบแต่ทันทีที่มีใครบางคนก้าวข้ามขีดจำกัดจนมีพลังเหนือคนอื่นอย่างเทียบไม่ได้เมื่อนั้นแหละ... เื่ยุ่งยากที่แท้จริงจะตามมา
“คุณควรไปด้วยกันนะ”
ผมพูดแทรกขึ้น
เธอหันมามองผมด้วยความประหลาดใจแม้แต่น้องสาวของเธอก็เริ่มแอบมองผมอีกครั้ง
“เราคงไม่ไปไหนไกลหรอก”
ผมเสริม
“แค่สำรวจรอบๆสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็น่าจะพอ เราจะกลับมาพร้อมกับฟืน ซึ่งใช้ทำอาวุธหรือก่อไฟได้ถ้าเกิดอะไรขึ้นที่นี่ ให้คนบนรถไฟส่งสัญญาณ แล้วพวกเราจะรีบกลับมาทันที”
ในที่สุดเธอก็ยอมตกลงตามแผน โชอี้หายเข้าไปในรถไฟพร้อมน้องสาวผมเห็นเธอเข้าไปคุยกับเจคอบ เ้าหน้าที่รถไฟ และดูเหมือนเด็กน้อยจะเริ่มร้องไห้ขึ้นมาเมื่อรู้ว่าต้องแยกจากพี่สาว
“ให้ตายเถอะ เสียเวลาชะมัด”
เดนี่บ่นอุบ
ทันทีที่โชอี้กลับมาพวกเราก็มุ่งหน้าเข้าหาชายป่าทันทีเราเลี่ยงทิศทางที่หมาป่าพุ่งออกมาในตอนแรกและเลือกไปทางอื่นเพื่อความปลอดภัย
ทุกคนเริ่มเงียบเสียงลงเมื่อความมืดครึ้มของพรรณไม้ใกล้เข้ามาบรรยากาศเปลี่ยนไปในทันที ยิ่งเข้าใกล้ต้นไม้เท่าไหร่ทุกคนก็ดูจะยิ่งกระสับกระส่ายมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือต้นไม้พวกนี้ดูปกติธรรมดาจนน่าผิดหวังผมเองก็ไม่รู้ว่าคาดหวังจะเจออะไร ใบไม้เรืองแสงงั้นเหรอ?หรือมีใบหน้ามนุษย์โผล่ออกมาตามลำต้น?
แต่ความจริงมีเพียงกิ่งไม้ที่ไหวเอนเล็กน้อยตามสายลมและแสงแดดที่ลอดผ่านพุ่มใบลงมาเป็หย่อมๆ มันดูเหมือนป่าธรรมดาทั่วไปเท่านั้น