แสงแดดอันอบอุ่นสบายในตอนเช้าสาดส่องลงมายังผืนผสุธาเบื้องล่าง
ดอกไม้นานาพันธุ์เริ่มผลิบานขึ้นอีกครั้ง ราวกับจะบอกว่านี่ก็เป็วันสดใสอีกวันหนึ่ง
เพียงแต่ในวันที่ดีเช่นนี้กลับมีบางคนที่ตรงกันข้าม
เช่น เด็กชายตัวน้อยซึ่งกำลังนั่งหน้าบูดหน้าบึ้งอยู่บนโซฟาเก่าๆเป็ต้น
แม้จะแก้ปัญหาเื่เงินไปได้แล้วก็ตาม แต่ก็ดันไปเจออีกปัญหาหนึ่ง ซึ่งเขาดันลืมคิดไปเสียสนิท
ปัญหาที่ว่าก็คือตัวของเขาเองนั่นแหละ!
ถึงมีเงินแต่ก็ไปซื้อของที่้าไม่ได้ ยกเว้นถ้าไปซื้อลูกอมกับขนมห่อละ 10 ไซนี่ ล่ะนะ
ขืนไปซื้อของที่มีมูลค่า ดีไม่ดีนอกจากไม่ได้ของแล้วเผลอๆยังจะถูกแจ้งให้ผู้ปกครองมารับตัวไปอีกต่างหาก ถ้าเป็เช่นนั้นความลับก็คงแตก
เฟรีสยังไม่พร้อมที่จะให้สองสามีภรรยารู้เกี่ยวกับความสามารถของตน เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาวุ่นวายตามมาทีหลัง
ั้แ่ครั้งอดีตกาล สำหรับผู้ที่มีชื่อเสียงรวดเร็วเกินไป ในบางครั้งมันก็อาจนำภัยมาสู่ตัวเองและคนรอบข้างได้
เมื่อจะเผยเขี้ยวเล็บให้คนอื่นรับรู้ ก็ต้องแน่ใจก่อนว่าจะปกป้องตัวเองได้
'หรือจะซื้อแบบออนไลน์? ...ไม่ดี ถ้าเกิดมาส่งตอนตาลุงกับเซซาเรียอยู่ก็ความแตกเข้าพอดี เฮ้อ’
เฟรีสถอนใจยาว ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาพบเจอปัญหาโง่ๆแบบนี้
"ติดขัดไปหมด ถ้าเป็เมื่อก่อนก็ให้ไอ้ปีเตอร์ไปซื้อแทนก็ได้แล้ว" เด็กน้อยพึมพำเบาๆ
"ไอ้ปีเตอร์!...ใช่สิ เราก็แค่หาคนมาทำแทน"
ในเมื่อไปซื้อเองไม่ได้ ให้คนอื่นไปซื้อแทนก็จบ แต่พอก้มดูขาสั้นๆของตนก็หัวเสียขึ้นมาอีกรอบ
สุดท้ายก็กลับมาลูปเดิมอีกครั้ง ไปซื้อของเองยังลำบากเลย แล้วจะไปทำสัญญาจ้างกับใครได้
หลังจากคิดอยู่นานสองนานเฟรีสก็นึกไปถึงคนบางคนและตัดสินใจลองเสี่ยงดู
'ไม่มีวิธีอื่นนอกจากวิธีนี้แล้วสินะ ตาลุงโล้นนั่นนิสัยไม่เลวเท่าไร คงพอจะไว้ใจได้ แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนด้วย'
“บี 1 กับ 2 พวกแกบินไปที่โรงพยาบาลกรีนไฮ หาห้อง 112 แล้วสำรวจประวัติผู้ชายหัวโล้นๆหน้าโหดๆมาให้ฉัน”
“ส่วน บี 3 บี 4 ตามฉันมา” (บี 5 ยังอยู่ที่ธนาคาร)
แอ๊ด
เด็กน้อยเปิดประตูเข้าไปในห้องโจนาธาน(อีกแล้ว)พร้อมกับเ้าลูกสมุนทั้งสอง
หลังจากนั้นมหกรรมรื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แม้แต่เครื่องซักผ้าและไฟ led บนเพดานก็โดนด้วย
ช่วยไม่ได้เพราะว่าอะไหล่ที่เหลือนั้นไม่พอแล้ว(เมื่อวานก็เพิ่งรื้อไป) จะให้ไปเอาจากห้องเซซาเรียก็ทำใจ(ให้กล้า)ไม่ได้
แกร่ก แกร่ก ก๊อง แก๊ง กุก กั่ก
ครึ่งชัวโมงต่อมา ในที่สุดเฟรีสก็ติดตั้งอุปกรณ์เสริมให้แก่เ้าบี 3 บี 4 เสร็จสิ้น
ในส่วนของของเ้าบี 3 จะเป็ปืนขนาดจิ๋วบริเวณเหนือเหล็กในเล็กน้อย
เมื่อ้าใช้งาน มันจะยิงกระแสไฟฟ้าผสมคลื่นชนิดพิเศษเข้าไปบริเวณหลังศีรษะของเป้าหมาย
ถ้าใช้ตามปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสมก็จะสามารถลบความทรงจำระยะสั้นๆได้
แต่การใช้งานเองก็มีข้อจำกัดอยู่มาก ถ้าเป้าหมายไม่เต็มใจก็อาจมีโอกาสเสียสติสูง
ส่วนมากอุปกรณ์ชนิดนี้จึงมักถูกใช้สำหรับบำบัดผู้ที่มีอาการทางจิตเสียมากกว่า
ในส่วนของเ้าผึ้งบี 4 นั้น ก็ถูกติดตั้งไว้บริเวณเดียวกัน
แต่ของมันจะเป็ปืนที่สามารถปล่อยคลื่นอีเอ็มพีรูปแบบพิเศษได้(EMP*)
ซึ่งในอนาคตอาวุธชนิดนี้มักถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในาระหว่างมนุษย์กับทหารระดับต่ำของพวกเอเลี่ยนจักรกล ซึ่งพวกมันมีวงจรไฟฟ้าที่ถึกทนทำลายยาก
“บี 4 วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากเส้นผมนี่แล้วบันทึกไว้ซะ” เฟรีสหยิบผมสีบลอนด์เส้นหนึ่งจากถุงพลาสติกเล็กๆให้เ้าผึ้ง
เขาอุตส่าห์เสี่ยงชีวิตไปดึงมาจากหวีของเซซาเรียเชียวนะ
ปี๊บ ปี๊บ!
"อ๊ะ! บี 1 บี 2 ส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว ตอนนี้ก็ถึงตาพวกแกทำภารกิจบ้าง เอาล่ะ ไปได้"
เด็กน้อยพูดกับลูกสมุน พร้อมกับเดินไปเปิดหน้าต่างห้องให้พวกมัน
ก่อนจะออกไปเ้าผึ้งทั้งสองยังไม่ลืมตะเบ๊ะให้ผู้เป็นายด้วย
"..."
ถ้าไม่เพ๊ยนก็คงไม่ใช่หุ่นของเฟรีส!
---------------------------------------------------------
เวลา 17.00 น โรงพยาบาลกรีนไฮ
“เฟลิเซียอยู่กับป้าเขาไปก่อนนะ ไว้พ่อหายดีแล้วเราค่อยไปกินข้าวด้วยกัน....แน่นอน แน่นอน ร้านนั้นแหละ โอเค พ่อก็รักลูก”
ชายวัยกลางคนวางสายโทรศัพท์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
เพราะว่าเคยเป็เด็กกำพร้ามาก่อน จึงทำให้แอนโทนี่ไม่มีญาติที่ไหน ตอนนี้ก็ต้องมาอยู่โรงพยาบาล ลูกสาวของเขาจึงไม่มีคนคอยดูแล
ยังดีที่มีป้าเมย์เ้าหน้าที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยดูแลกันมาคอยช่วยเหลืออยู่บ้าง
แต่ก็คงจะรบกวนในระยะยาวๆไม่ได้ แล้วไหนจะยังมีเื่งานอีก ตอนนี้เขากลายเป็คนพิการไปแล้ว อาชีพกู้ภัยก็คงทำต่อไม่ได้....
ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม ปัญหารุมเร้าราวกับงูกินหางเหมือนวงจรอุบาทที่หาทางออกไม่ได้
ชายหัวล้านจึงหลับตาลงและนับตัวเลขแทน เพราะคิดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่เครียดไปเปล่าๆ สู้ทำสมาธิเสียดีกว่า
ซึ่งก็ได้ผล จิตใจของเขาสงบลงมาก ทว่า...ขณะนั้นเอง เสียงจากทีวีก็ได้ดังขึ้น
เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกสักพัก….
"เชี่ยเอ๊ย" ชายหัวล้านสบถลั่น
มันเป็เพลงบัดซบที่ใช้หาเสียงของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
อารมณ์ด้านลบที่เพิ่งระงับไปได้เมื่อกี้กลับมาพลุ่งพล่านอีกครั้ง ดูเหมือนจะหนักกว่าเก่าเสียอีก
เื่ในอดีตที่ไม่อยากจะนึกถึงประเดประดังทะลักเข้ามาราวกับเขื่อนแตก
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน
ขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังติดงานกู้ภัยที่ต่างจังหวัดอยู่นั้นเอง จู่ๆก็ได้ทราบข่าวจากเพื่อนร่วมงานว่าภรรยาและลูกสาวของตนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์
ในใจของเขาอยากจะรีบกลับไปหาลูกเมียเสียเดี๋ยวนั้น ติดที่ระยะทางซึ่งห่างกันมากจึงไม่สามารถทำได้
จุดที่ทำให้แอนโทนี่โกรธมากที่สุดและไม่สามารถลืมได้ลงเลย ก็คือภรรยาของเขามีโอกาสรอดชีวิตสูงมาก
ขอเพียงแค่นำส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลาเท่านั้น
ลูกสาวก็ด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าได้รับการรักษาทันท่วงที เธอก็คงไม่ต้องพิการ
เพียงแต่่เวลานั้นดันมีขบวนเสด็จ มีการปิดถนนนานหลายชั่วโมง
เมื่อเขาได้สอบถามจากคนขับรถพยาบาลที่สนิทกัน
พวกนั้นก็เล่าให้ฟังว่า ใน่เวลานั้นกษัตริย์เนโรที่ 13 ได้เสด็จไปเปิดงานที่ห้างสรรพสินค้าของตัวเองพอดี จึงส่งผลให้มีการปิดถนนสายต่างๆเป็วงกว้าง
ที่แย่คือนึกจะปิดก็ปิดไม่มีการแจ้งกำหนดการณ์ล่วงหน้า ทำให้ผู้คนวางแผนเลี่ยงใช้เส้นทางไม่ได้
คนขับยังเล่าให้ฟังอีกว่ามันไม่มีทางไปถึงโรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดแห่งนั้นได้เลย
เนื่องจากถูกตำรวจราชองครักษ์ปิดหมดทุกช่องทาง แม้จะขอร้องอย่างไรก็ไม่ได้ผล แถมยังโดนข่มขู่ว่าจะจับเข้าคุกกลับด้วย
คนขับผู้นั้นจึงทำอะไรไม่ได้มาก จะถอยก็ติดรถด้านหลัง พอเดินหน้าก็ติดตำรวจสุนัขรับใช้
กว่าจะเลิกปิดถนนก็ปาเข้าไปถึง 4 ชั่วโมง ทำให้ภรรยาของเขาต้องสิ้นใจคารถพยาบาล ส่วนลูกสาวก็กลายเป็คนพิการไป
พอแอนโทนี่ทราบข่าวก็ถึงกับช็อกไปพักใหญ่ พอสติกลับคืนมา ความโกรธแค้นและเสียใจที่ผสมกันก็ประทุออกมาราวกับูเาไฟะเิ
‘พวกปรสิตบัดซบนั่นถือดีอย่างไรไม่ให้รถพยาบาลผ่าน’
ปิดถนนเขายังพอเข้าใจได้ แต่ที่รับไม่ได้คือกระทั่งรถพยาบาลก็ไม่ให้ผ่านนี่สิ
วันนั้นแอนโทนี่ได้เอารูปของกษัตริย์เนโรมากระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่า คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่าจะไปลอบปลงพระชนม์ จากนั้นก็ค่อยยิงตัวตายตามภรรยาไป
เขาจำได้ว่าตัวเองหยิบปืนพก 9 มม มายัดใส่กระเป๋าแล้วด้วยซ้ำ แต่ขณะที่กำลังเดินออกประตูก็ดันเหลือบไปเห็นรูปของลูกสาวกับภรรยาเข้าเสียก่อน
เท่านั้นเอง ความโกรธเกลียดกว่าครึ่งได้หายวับไป จากนั้นน้ำตามากมายก็ไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่
ถ้าตัวเองตายแล้วลูกสาวล่ะจะอยู่ยังไง?
ลูกสาวที่เป็ดังแก้วตาดวงใจของเขากับภรรยา...
เหตุการณ์ในอดีตประเดประดังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขอบตาของชายขาขาดเริ่มแดงระเรื่อ
ทว่า ขณะนั้นเอง ผึ้งตัวหนึ่งก็บินเข้ามาเกาะหัวล้าน
วี๊ๆๆๆ
"บัดซบ ไอ้ผึ้งเวรนี่ก็มาซ้ำเติมเราอีกหรอ"
แอนโทนี่สบถ พร้อมกับหยิบนิตยสารข้างตัวมาม้วนๆเตรียมจะฟาดผึ้งเวรนี่ให้บี้ไปซะ
“หยุด !!”
แอนโทนี่ชะงักกึกดวงตาเบิกโพลง เ้าผึ้งนั่นดูเหมือนจะพูดกับเขา
"บางทีสมองเราอาจจะกระเทือนด้วยสินะ"
แอนโทนี่พึมพำเบาๆ เตรียมจะกดกริ่งเรียกพยาบาลให้พาไปตรวจสมองเพิ่ม
"หยุดเลย สมองคุณยังโอเค ไม่ได้บ้าหรอกน่า ไอ้นี่มันเป็หุ่นยนต์ไม่ใช่ผึ้งจริงๆลองดูใกล้ๆสิ" เสียงเล็กๆเมื่อครู่ดังขึ้นอีกครั้ง
เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้บ้า แอนโทนี่จึงคว้าเ้าผึ้งมาดูใกล้ๆ
“จริงด้วย!?…” เขาตะลึง เพราะไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
ควรทราบว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถสร้างหุ่นยนต์ที่กระพือปีกเร็วแบบแมลงเช่นพวกผึ้งได้
ใน 1 วินาที ผึ้งสามารถกระพือปีกได้ถึง 230 ครั้งเลยทีเดียว
"คุณปล่อยผึ้งนี่ก่อน เราจะได้คุยกัน”
ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ
ดวงตาเ้าผึ้งบี 3 ก็กระพริบรัวๆสองสามครั้งและภาพโฮโลแกรมของเฟรีสก็โผล่ขึ้นมา
แอนโทนี่ถึงกับสะดุ้งโหยง เพราะภาพนี้มันสมจริงมากทีเดียว
“อ๊ะ….เฟรีส” เขาจำเด็กตรงหน้าได้ทันที
“ผมมีข้อเสนอล่ะ” เฟรีสพูดพร้อมกับแสยะยิ้มน่ารังเกียจ
*EMP เป็ตัวย่อของ Electromagnetic Pulse ซึ่งเป็อาวุธที่ปล่อยพลังแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆทำให้ใช้การไม่ได้