หวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 อานุภาพของพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเจ้า

            บทที่37อานุภาพของพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเจ้า

            อีกด้านหนึ่งข้างกายของผู้รอบรู้เสวียนกู่เป็นสตรีผู้งดงามแสนหยาดเยิ้ม วัยเพียงยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดปีสวมใส่อาภรณ์สีม่วงอ่อนอวดรูปร่างส่วนเว้าส่วนโค้ง ภาพนั้นดูสูงส่งและลึกลับไปพร้อมกันนางขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อยในเวลานี้ บนใบหน้างดงามมีร่องรอยของความกังวลปรากฏขึ้นแต่กลับยิ่งดูมีเสน่ห์ไม่น้อย

            “จือเยียน เจ้าใช้ ‘เคล็ดวิชาจับวิญญาณหยินหยาง’ของเจ้าจัดการกับเด็กหนุ่มตระกูลลู่ผู้นั้นได้อย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นหากอยากได้ยาอายุวัฒนะนั่นหรือสิ่งใดที่ต้องการก็จะได้ตามนั้น เจ้ายังกลัวว่าเด็กนั่นจะไม่เชื่อฟังอีกหรือ?”มีเสียงพูดจาหยอกล้อของอีกคนดังขึ้น ด้านหลังของคนทั้งสาม มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่แลดูมีความรู้คล้ายบัณฑิตทว่ากลับดูยากจนกำลังพิงต้นสนที่หนาเท่าปากชามต้นหนึ่ง มองสตรีนามว่าจือเยียนด้วยสายตาเย็นชา

            “จางเหวินปิน เหตุผลที่เรามารวมตัวกันในครั้งนี้ ก็เพื่อวางกลอุบายให้ได้ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาวมาครอบครองไม่ใช่เพื่อสร้างโอกาสให้พวกเจ้าได้มาแก้ไขข้อพิพาทความรักกัน เช่นนั้นแล้วคงจะดีไม่น้อยหากเจ้าไม่หาเรื่องพูดจาประชดประชันเทพธิดาจือเยียนไม่จบไม่สิ้น การกระทำนี้ทำให้บุรุษเช่นเจ้าดูใจแคบและเห็นแก่ตัวนัก!” ชายวัยกลางคนในชุดขาวดูเย็นชาชะงักไปวูบหนึ่งแล้วพูดต่ออย่างไม่เกรงใจว่า “นิสัยเช่นเจ้า ข้านึกสงสัยเสียจริงว่าเจ้าฝึกฝนมาถึงขั้นพลังยุทธ์นี้ได้อย่างไร!”

            “ข้าฝึกฝนมาจนถึงขั้นพลังยุทธ์นี้ได้อย่างไร มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย ‘จัวชิงเฟิง’หรือหากเจ้าไม่พอใจ เช่นนั้นอยากลองลิ้มรสความคมของ ‘มีดตัดสัมพันธ์’จากข้าหรือไม่เล่า!” ชายหนุ่มวัยกลางคนผู้มีความรู้กล่าวออกมาด้วยสีหน้าบึ้งตึง

            “เจ้าทำอย่างกับว่าข้ากลัวเจ้า หากไม่ใช่…”

            “เอาละ เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะอาศัยเพียงพลังยุทธ์และฝีมือเพื่อแย่งชิงของมาไม่ได้แล้ว มีจอมเทพไท่เสวียนอยู่เช่นนี้คงยาก นอกเสียจากว่าเป็นท่านปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ชอบทำตัวลึกลับ ไม่ชอบเปิดเผยตัวตนเหล่านั้นจะลงมือเองมิเช่นนั้นใครไปก็เสียเปล่า อีกอย่าง ในเมื่อใช้ไม้แข็งไม่ได้เช่นนั้นก็จงใช้ไม้อ่อน ลู่อวี่ผู้นี้ไม่ใช่คนปรุงโอสถขั้นห้าหรอกหรือ? แม้ว่าตระกูลลู่จะเป็นเจ้าของกิจการแต่หากเป็นยาวิเศษที่ล้ำค่าก็คงมีเก็บสะสมไว้ไม่มากนัก หากพวกเราเกิดรวบรวมวัตถุดิบยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาวได้ครบจนปรุงยาได้เตาหนึ่ง และจัดเตรียมยาวิเศษอื่นๆ ไว้บางส่วนได้ บางทีตระกูลลู่อาจจะไว้หน้ากันอยู่สักส่วน”ผู้รอบรู้เสวียนกู่เฝ้าดูกระสวยสีเงินที่ลู่อวี่และคนอื่นๆ นั่งอยู่ห่างไกลออกไปพลางพูดขึ้นมาช้าๆ ด้วยความไม่แน่ใจ

            เทพธิดาจือเยียนถอนหายใจเบาๆพร้อมกับกล่าวว่า “นี่เป็นความเศร้าโศกอย่างถึงที่สุดของนักพรตสันโดษเช่นเราไม่มีการสืบทอดต่อไม่ว่า พวกเราล้วนเสาะหากันเอง ฝึกกันเองได้ หรือจะสร้างกันขึ้นมาเองก็ย่อมได้แต่เรื่องปรุงโอสถหลอมอาวุธเหล่านี้ นับว่ายากแสนยากเสียจริงถึงแม้จะมีวัตถุดิบและสืบทอดต่อกันมาไม่น้อย หากคิดจะค้นคว้าด้วยตนเองเพื่อให้กลายเป็นคนปรุงโอสถผู้หนึ่งนั้น นับว่ายากเหมือนหาหนทางขึ้นสวรรค์ อย่าว่าแต่กลายมาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่ง? ลู่อวี่ผู้นี้ถือว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบ ถึงได้เป็นคนปรุงโอสถตั้งแต่อายุยังน้อย มิน่าเล่า คนจากเขาหนิงชุยเฟิงถึงได้หวาดกลัวเขาเช่นนี้แล้วเหตุใดก่อนหน้านั้นถึงไม่คิดจะให้เขาอยู่ฝึกฝนต่อ หากข้ารู้เรื่องนี้มาก่อนตอนนี้คงไม่ต้องยุ่งยากกันเช่นนี้!”

            เดิมทีผู้รอบรู้เสวียนกู่ยังรู้สึกแย่ไม่น้อยแต่เมื่อได้ยินที่เทพธิดาจือเยียนพูดในเวลานี้ ก็พลันหัวเราะและพูดอย่างไม่พอใจ “พูดเรื่องไร้สาระอยู่หรือลู่อวี่ผู้นั้นจู่ๆ ก็กลายมาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าได้ มันใช่เรื่องที่คนตัวเล็กๆจะรับได้ง่ายๆ หรืออย่างไร? คนเช่นนี้ฉลาดเฉียบแหลมต้องเป็นคนที่รับมือด้วยยากยิ่ง! เขาปกปิดตัวตนมานานหลายปีเช่นนี้ ก็เพื่อซ่อนเร้นความสามารถและถึงขั้นแสร้งทำเป็นคนเสเพลเจ้าสำราญ ยอมเป็นคนไร้ค่าอันดับหนึ่งในเทียนตูหากเจ้าได้พบเขาก่อนหน้านี้ เขาคงได้ตายด้วยคมกระบี่ของเจ้าไปนานแล้ว ยังจะได้เป็นสหายกันอีกหรือ? ฮ่าฮ่า!”

            ผู้รอบรู้เสวียนกู่พูดมาถึงตรงนี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้แม้แต่ชายชุดขาวจัวชิงเฟิงยังพลอยหัวเราะตามไปด้วย มีเพียงชายหนุ่มวัยกลางคนท่าทางคล้ายบัณฑิตผู้มีความรู้ที่ยังคงทำหน้าเช่นเดิมแต่นัยน์ตากลับอ่อนแสงลงไม่น้อย

            เทพธิดาจือเยียนถูกสองคนนี้หัวเราะเยาะก็ไม่นึกโกรธ กลับพูดเพียงว่า “มีอะไรน่าตลก?แปลกคนจริงเชียว!” ทว่าใบหน้ากลับแดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย

            “เป็นอย่างไรบ้าง? ยังมีคนสะกดรอยตามมาอยู่อีกกี่กลุ่มหรือ?” ลู่อวี่ที่นั่งอยู่บนกระสวยสีเงินขณะกำลังปรับพลังลมปราณเอ่ยถาม

            ตู้เสวียนเฉิงลืมตาขึ้นและตอบว่า “มีอีกสามพวกไปดักรอที่ด้านหน้าอยู่ก่อนแล้ว ด้านหลังไม่มีคนตามมาแล้ว!”

            “อ้อ ไม่ลดละความคิดต่ำช้า ดันทุรังจะทำต่อไปหรือ ดูเหมือนไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตาคนพวกนี้คิดว่าข้าอารมณ์ดีนักหรืออย่างไร! ดูเอาเถิด ครั้งหน้าหากใครไม่คิดอยากจะมีชีวิตอยู่แล้วเชิญท่านผู้เฒ่าตู้ลงมือจัดการได้ ต้องทำให้เจ้าพวกคนชอบรนหาที่ตายตกใจเสียบ้าง มายามนี้ข้าไม่มีอารมณ์มาต่อล้อต่อเถียงกับคนพวกนี้แล้ว!”หลังจากที่ลู่อวี่พูดจบ ก็หลับตาลงทำสมาธิเพื่อเข้าฌานฝึกบำเพ็ญเพียร ไม่สนใจสิ่งรอบข้างอีกต่อไป

            ตู้เสวียนเฉิงฉีกยิ้มจางๆพร้อมกับพยักหน้า สำหรับเขาแล้วนั้น การรับมือกับพวกนักพรตพลังยุทธ์ขั้นตงซวน ที่คิดจะมาขโมยยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาวไม่นับว่าเป็นอุปสรรคใด จะว่าไปเดิมทีเขาเองก็เป็นถึงยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ในขั้นหวนสู่สัจธรรมถึงแม้พลังยุทธ์ในตอนนี้จะลดขั้นใหญ่ลงมาขั้นหนึ่ง ทว่ากลับสำนึกรู้เคล็ดวิชาและสัจธรรมมีความเข้าใจใช้พลังลัทธิเต๋าและพลังวิเศษได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนเหล่านั้นจะสามารถเทียบเคียงได้

            และที่นายน้อยตระกูลลู่มีท่าทีเช่นนั้นเป็นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของเขา

            แล้วก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้มีคนเจ็ดคนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าจริงๆ พวกเขาปิดกั้นเส้นทางของกระสวยสีเงินที่มุ่งไปเบื้องหน้าอย่างกล้าหาญคนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีดำมิดชิด ไม่เพียงแต่มองไม่เห็นใบหน้าของพวกเขาแม้แต่จิตสัมผัสก็ถูกตัดแยกออกจากการตรวจจับด้วย เห็นได้ชัดว่าเตรียมการมาอย่างดี

            ตู้เสวียนเฉิงไม่ได้รู้สึกแปลกกับเสื้อคลุมอำพรางนี้เพราะรู้ดีว่ามันเป็นเสื้อคลุมเวทชนิดหนึ่งที่นักพรตระดับสูงหลายคนมักสวมใส่เมื่อต้องติดต่อกันซึ่งมันสามารถสกัดกั้นจิตสัมผัสได้ประเภทหนึ่ง พลังการป้องกันของมันไม่ได้โดดเด่นแต่มีความสามารถในการสกัดกั้นจิตสัมผัส ต่อให้เขามีพลังยุทธ์สูงสุดแต่จิตสัมผัสก็ยากที่จะทำลายความทานทนนั้น หรือตรวจจับหน้าตาของคู่ต่อสู้ได้

            คนเหล่านี้สวมชุดนักพรตแบบเดียวกันเห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง

            ลู่เซียงและคนอื่นๆที่กำลังบังคับกระสวยบินอยู่ได้รับคำสั่งนานแล้ว เมื่อเจอกับสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ทำเพียงหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้วคอยเฝ้าระวังภัย พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือช่วงปลายขั้นพลังจิตที่ฝึกบำเพ็ญเพียรในตระกูลลู่มานานหลายสิบปี บ้างก็หลายร้อยปี แม้ว่าคุณสมบัติจะไม่ได้ดีอะไรนักและมีหนทางเพียงเล็กน้อยที่จะบรรลุขั้นพลังยุทธ์ขึ้นมา แต่ยังคงเป็นกำลังสำคัญของตระกูลลู่

            “เหตุใดพวกท่านถึงได้มาขวางทางเช่นนี้?” ตู้เสวียนเฉิงไม่แม้แต่จะออกจากกระสวยบินด้วยซ้ำทำเพียงเอ่ยปากถามเป็นมารยาทเท่านั้น แต่เสียงของเขากลับดังกังวานออกไปด้านนอก

            ผู้นำของกลุ่มคนทั้งเจ็ดคนหัวเราะเบาๆในลำคอด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแปลกๆ และในขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงก้องกังวานหนึ่งดังออกมาจากกระสวยบิน

            “ท่านผู้เฒ่าตู้ เหตุใดถึงยังเสียเวลาเจรจากับพวกเขาอีก? ข้าให้เวลาพวกเขาสามช่วงลมหายใจ รีบออกไปซะ มิเช่นนั้นตาย!”

            “ดี เจ้าเด็กน้อยหยิ่งผยอง เดิมทีข้าคิดอยากจะไว้ชีวิตเจ้า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าจะเมตตาเจ้าเกินไป!”ผู้นำคนเดิมตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว และเรียกคนทั้งหกที่ยืนอยู่ด้านหลังให้ออกมาและกล่าวว่า“บุกเข้าไปพร้อมกัน! จัดการพวกมันให้สิ้นซาก ยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาวทั้งหมดนั่นพวกข้าขอครอบครองคนละเม็ดเป็นพอ!”

            คนทั้งหกด้านหลังก็พลันโกรธขึ้นมาเพราะคำพูดของลู่อวี่เช่นกัน และทันทีที่พลังปราณผันผวนแสงสว่างหลากสีก็พลันส่องแสงเปล่งประกายขึ้น จากนั้นจึงลงมือจัดการทันที

            ทว่าทันใดนั้นทุกคนพลันรู้สึกว่าท้องฟ้าหม่นแสงลง ร่างกายก็พลอยสั่นไหว บริเวณรอบๆดูเหมือนจะหยุดชะงักไป และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ พวกเขาทั้งเจ็ดล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวางเมื่อเงยหน้าขึ้นในเวลานี้ ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกกว้างขึ้นโดยไม่คาดคิด มีฝ่ามือใหญ่กำลังปกคลุมท้องฟ้าอยู่เหนือพวกเขาทั้งเจ็ดความรู้สึกถึงภัยอันตรายที่รุนแรง ทำให้ทุกคนกรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวังโดยไม่รู้ตัว

            “ตูม!” ฝ่ามือใหญ่ที่รวบรวมพลังปราณปัดยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดของพลังยุทธ์ขั้นตงซวนจากท้องนภาจมสู่ใต้ผืนพิภพลงไปหลายลี้ บนพื้นดินปรากฏรอยฝ่ามือเด่นชัด การสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ทำให้รู้สึกราวกับเกิดเหตุแผ่นดินสะเทือนไปทั่วหล้า

            สภาพของยอดฝีมือทั้งเจ็ดของพลังยุทธ์ขั้นตงซวนนั้นพวกเขาถูกบีบอัดจนเละเป็นก้อนเลือดเนื้อด้วยพลังอันมหาศาลก่อนที่พลังปราณจากฝ่ามือยักษ์จะถึงพื้นเสียอีกเพราะอย่างไรเสียนี่คือการโจมตีของจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้า แม้ว่าจะยังไม่เต็มกำลังแต่การโจมตีอย่างกะทันหันนั้น ทำให้คนเหล่านี้ไร้ช่องว่างและหนทางต้านทาน

            ทางด้านหนึ่งผียายแก่ตระกูลเมิ่งและเซินหยวนชิงต่างฝ่ายต่างก็นำยอดฝีมือกลุ่มหนึ่งมารวมกัน พวกเขาเหล่านั้นมีใบหน้าซีดขาวทั้งยังมีเม็ดเหงื่อผุดออกมาบนหน้าผากอย่างไม่อาจควบคุมได้ ดั่งภาพมนุษย์ทั่วไปที่กำลังยืนตากแดดภายใต้แสงอาทิตย์ที่แผดเผาในช่วงฤดูร้อนอยู่หลายก้านธูป

            สิ่งนี้เรียกว่าอะไรกัน? ทั้งผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่ง และเซินหยวนชิงไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก เพราะในโลกนี้มีพลังวิเศษและเคล็ดวิชาลับมากมายจึงไม่อาจล่วงรู้มันได้ทั้งหมด แต่คนที่สามารถใช้เคล็ดวิชาลับนี้ ทั้งยังมีพลังสังหารยอดฝีมือขั้นตงซวนทั้งเจ็ดด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวได้นอกจากจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าแล้ว คงมีเพียงจอมเทพขั้นหวนสู่สัจธรรมที่หาตัวจับยากกว่าจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าหรือมหาเทพผู้สูงส่งเพียงคนเดียวของเทียนตูแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นมหาเทพผู้สูงส่งหรือจอมเทพขั้นหวนสู่สัจธรรม ก็ไม่มีทางไปข้องแวะกับคนตระกูลลู่ได้ มิเช่นนั้นตระกูลลู่คงกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในเทียนตูไปนานแล้ว

            จึงสรุปได้ว่าคนผู้นั้นคือจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้า!ส่วนจะเป็นจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าคนใด สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องรู้ เขาหนิงชุยเฟิงไม่มีกองกำลังระดับสูงในการต่อสู้มาคอยสนับสนุนเช่นนั้นแล้วเมื่อเห็นจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้าปรากฏตัวขึ้น ก็คิดถอยกลับไปทันที

            ผียายแก่ตระกูลเมิ่งเองก็เช่นเดียวกันแม้ว่านางจะรู้สึกมุ่งมั่นและมีพลัง แต่ก็ไม่ได้โง่เขลาจนคิดจะต่อกรกับจอมเทพขั้นเกิดเทพเจ้า!

            เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าสัตว์ร้ายตัวน้อยของตระกูลลู่ จะได้รับการปกป้องจากนักพรตระดับสูงที่มีพลังยุทธ์ในขั้นเกิดเทพเจ้าได้ สิ่งนี้ทำให้นางไม่ทันได้ตั้งตัวและไม่อาจทำใจยอมรับได้ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าลงมืออยู่ดี

            เพื่อที่จะสกัดกั้นสัตว์ร้ายตัวน้อยของตระกูลลู่กลางคันในครั้งนี้ผียายแก่ตระกูลเมิ่งและเซินหยวนชิงลงทุนลงแรงไปมาก ถึงได้เชิญยอดฝีมือขั้นตงซวนหลายคนมาได้แต่เวลานี้มันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว เมื่อเห็นยอดฝีมือขั้นตงซวนทั้งเจ็ดถูกอีกฝ่ายสังหารไปด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียวไม่ว่าจะทำอย่างไร คนพวกนี้ก็คงไม่กล้าลงมืออีกแล้ว

            “แยกย้าย!” ผียายแก่แห่งตระกูลเมิ่งยังคงเด็ดขาดเหมือนเคย และไม่สนใจสถานการณ์ของเซินหยวนชิงอีกต่อไปนางทยอยนำคนของตัวเองหลบออกมาและถอยกลับอย่างรวดเร็ว

            แต่เซินหยวนชิงสบโอกาสไวกว่าผียายแก่ตระกูลเมิ่งเมื่อเห็นยอดฝีมือขั้นตงซวนทั้งเจ็ดถูกสังหาร ก็พลันหน้าถอดสีเดินหันหลังกลับและหนีไปก่อนแล้วไม่ทันสนใจยอดฝีมือขั้นตงซวนทั้งหลายแหล่ที่เชิญตัวมาอย่างยากลำบาก

            เดิมทีเขาเองเป็นผู้มีพลังยุทธ์เพียงขั้นฟันฝ่าเท่านั้นยังไม่อาจบรรลุขั้นตงซวนได้ หากต้องเผชิญหน้ากับนักพรตขั้นเกิดเทพเจ้า บางทีหากถูกตวัดสายตามองเพียงครู่เดียวก็อาจถูกสังหารแล้ว เช่นนั้นมีหรือจะทันสนใจชีวิตผู้อื่น

            ตู้เสวียนเฉิงปัดพลังวิเศษของตนเองทิ้งและส่ายหน้าด้วยความผิดหวังเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่านักพรตที่มีพลังขั้นตงซวนทั้งเจ็ดคนตรงหน้าจะอ่อนแอถึงเพียงนี้แต่เมื่อคิดๆ ดูแล้ว พวกเขาอาจมีชีวิตที่น่าเวทนาไม่น้อย ไร้พลังวิเศษที่ทรงพลังไม่เช่นนั้นคงไม่มาเป็นโจรปล้นของกลางทางเช่นนี้!

            “นี่คือ ‘มือประทับเสวียนเทียน’ หรือ? พลังวิเศษอันโด่งดังนี้ของท่านผู้เฒ่าตู้ข้าเคยได้ยินมาก่อน ดูเหมือนจะเป็นพลังวิเศษประเภทหนึ่งของสำนักเสวียนเทียนในบรรพกาลแม้ว่าจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ก็มีชื่อเสียงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร!” ลู่อวี่ลืมตาขึ้นแล้วยกยิ้มจากนั้นก็กล่าวออกมาประโยคหนึ่ง แม้ว่าพลังของมือประทับเสวียนเทียนจะทรงพลังไม่น้อยทว่ากลับมีข้อกำหนดในการฝึกฝนมากนักและไม่เหมาะกับเขา

    คล้ายกับเรื่องหวนคืน: ตำนานจักรพรรดิเซียนโอสถ 【จบ】 ที่คุณอ่าน