ตอนที่ห้าสิบหก อันดับหนึ่งแห่งยอดฝีมือเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่
“ข้าไม่ยอมหรอก ข้าจะล้างแค้นให้น้องหานซวง”
อ๊ากก
คนที่คิดจะแก้แค้นกระเด็นลงไปจากเวทีโดยไม่ทันชักกระบี่ด้วยสายตาที่มีแสงสวรรค์ด้วยสเปเชี่ยลเอฟเฟคของผม
ตั้งแต่มีดวงจิตสวรรค์ ทำให้ผมทำความเข้าใจเรื่องมิติดีขึ้นและให้ความรู้สึกว่า “เหนือกว่า”หรือมี”กฎที่อยู่สูงกว่า”บนโลกนี้จากการที่ดวงจิตสวรรค์บังคับลูกไฟให้ลอยตกลงมาแทนที่จะลอยขึ้นไปบนฟ้า
ตัวตนของคนที่มีขั้นลมปราณต่ำกว่านั้น”อยู่ต่ำกว่า”ตามกฎของสวรรค์เท่าที่ผมพอจะตีความได้จากการใกล้ชิดกับกฎสวรรค์มากขึ้น
หมายความว่ามันทำให้ผมงงยิ่งกว่าเดิมว่าไอ้พวกพระเอกนางเอกที่มันตีขั้นสูงกว่าได้นี่มันต้องมีอะไรพิเศษกว่าคนอื่นตาม”กฎของสวรรค์”อย่างนั้นหรือ?
แน่นอน “กฎของสวรรค์”ไม่ได้เปลี่ยนทุกอย่างได้ตามอำเภอใจ ไม่อย่างนั้นหากเปลี่ยนกฎความเป็นจริงไม่ให้สามารถแยกน้ำด้วยไฟฟ้าได้ผมคงตายไปแล้ว
แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ผมงงเข้าไปอีกเรื่อง ว่าตกลงกฎไหนที่มันเปลี่ยนได้หรือกฎไหนที่มันเปลี่ยนไม่ได้กันแน่?
นี่คือความรู้สึกของนักวิทยาศาสตร์ในประวัติศาสตร์หรือนี่ที่รู้สึกว่ามี”กฎเกณฑ์”บางอย่างที่อยู่ในธรรมชาติที่เราไม่เข้าใจ ได้แต่ทำการทดลอง หาข้อเปรียบเทียบ ตั้งสมมติฐาน ทดลอง สรุปและเวียนไปเรื่อยๆ
จากการที่เด็กหนุ่มสี่ห้าคนคุกเข่าอยู่ที่พื้นไม่กล้าขยับตัวทั้งที่ตอนแรกก็ห้าวหาญอยากให้แก้แค้นให้หานซวงอยู่ตอนนี้ก็เพราบังคับให้”ตัวตน” และ “ลมปราณ”ของพวกเขา
นั้น “อยู่ต่ำกว่า” ตัวตนของผมนั่นเอง
เมื่อผมยังยืนอยู่ พวกเขาจึงมิอาจลุกขึ้นมาได้
แม้แต่ศีรษะก็ยังมิกล้าโขก
จากทั่วสนามประลองที่เต็มไปด้วยเสียงโห่ ฮากลับกลายเป็นเงียบกริบราวกับว่าทุกคนรอการประหาร
“มาท่านพี่ทั้งหลายลุกขึ้นเถอะ วันนี้พวกท่านมาเพื่อช่วยเหลือข้า ข้ายินดียิ่งนัก ในภาวะเช่นนี้ไหนเลยจะประลองจนบาดเจ็บทำให้เสียความเป็นมิตรของพวกเราไว้ได้”
ผมสลายพลังกดดันทำให้ลูกคู่ของหานซวงเคลื่อนไหวได้อีกคราและได้กระโดดไปพยุงพวกเขาขึ้น
“เฮอะ เฮอะ เฒ่าหง ลูกศิษย์ของเจ้าหยิ่งไม่แพ้เจ้าเลยนะ เล่นงานศิษย์ข้าเสียหงอเลย”
“โฮะ โฮะ มันไม่ใช่การเย่อหยิ่งหากมันเป็นความจริง” นักพรตคิ้วขาวลูบเครากล่าวอย่างอารมณ์ดี
ตกลงไม่สนใจเรื่องลูกกระจ๊อกพวกนี้คุกเข่าเสียหน้าเรอะ? หรือว่าหากไม่อยู่ในเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่เหมือนกันก็ปล่อยมันไปเถอะ? ให้มีการเจ็บตัวกันบ้าง?
“ข้า สีไห่กวน เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ ขอประลองกับท่านพี่หวังลี่”
“สีไห่กวนของข้านับเป็นอัจฉริยะคนหนึ่งไม่แพ้หานซวง กระบี่สายฟ้าของเขารวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ..”
เจ้าสำนักซงซานกล่าว
ตู้ม สีไห่กวนลอยออกนอกเวทีโดยที่เจ้าสำนักซงซานยังกล่าวไม่จบ
“กระบี่ไวของเขา...”เจ้าสำนักซงซานพยายามต่อให้จบประโยคแต่ก็พูดไม่ออก
“ได้รับการออมมือแล้ว”หวังลี่ก็ได้คำนับสีไห่กวนอย่างนอบน้อม
“ข้า ยู่เซี่ยวเหมยแห่งเหิงซานเหนือ” แม่ชีน้อยรูปหนึ่งทำท่าคารวะ
“ข้า มู่หว่านชิงแห่งเหิงซานใต้” ชายหนุ่มท่าทางแบบบัณฑิตก็ก้าวขึ้นมาบนเวทีเช่นกัน
ตู้ม
ทั้งสองคนลอยออกนอกเวทีไปพร้อมกัน
ยอดฝีมือเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่อย่างที่คิดจริงๆไปเจอพรรคอสูรตายอนาถหมดแน่นอน
...
“ได้รับการออมมือจากพี่น้องทั้งหลายแล้ว” ผมคารวะคนที่พ่ายแพ้ออกนอกเวทีและคารวะทางเหล่าประมุขห้าสำนักใหญ่
เจ้าสำนักคนอื่นสีหน้าไม่สู้ดี แต่นักพรตคิ้วขาวหัวเราะใหญ่
“โฮะ โฮะ โฮะ”
นักพรตคิ้วขาวนี่น่าจะเป็นคุณหนูตัวร้ายในโอโตเมะได้ อารมณ์ดีหัวเราะตลอด
“พวกเจ้าไม่รู้อะไร ที่หวังลี่ได้รับการรู้แจ้งและทัณฑ์สวรรค์ก็เพราะข้าชี้แนะนี่ล่ะ เจ้าหนุ่มนี่สนใจวิชาไร้สาระอย่างอื่น ละเลยวิชากระบี่ไปบ้าง จนต้องได้คนที่คอยคัดท้ายเรือ อาจารย์อย่างข้าคอยแนะนำ ทำให้เขาสามารถรู้แจ้งบรรลุเพลงกระบี่อีกหนึ่งระดับได้
บอกตามตรง ก่อนการรู้แจ้งและทัณฑ์สวรรค์เขาก็เหนือกว่าพวกเจ้าแล้ว โฮะ โฮะ โฮะ”
นักพรตคิ้วขาวมีความสุขมากที่ลงทุนไปทำให้เขาสามารถสะกดข่มสี่สำนักที่เหลือด้วยเมล็ดพันธ์รุ่นใหม่ของตนเองได้ เห็นว่าตนเองเป็นคนฉลาดที่ลงทุนไปไม่สุญเสียเปล่า
คุ้มค่าจริงๆกับการที่จะงัดข้อกับทางการเพื่อปกป้องหวังลี่เอาไว้
ไฟไหม้ทั่วเมืองหลวงแล้วไง? ศิษย์ข้าฝ่าทัณฑ์สวรรค์ได้สำเร็จตั้งแต่อายุเท่านี้ ชื่อเสียงของไท่ซานยอมร่ำลือทั่วเมืองหลวง เพราการตัดสินใจอันชาญฉลาดและสายตาการเลือกศิษย์ของข้านั่นเอง
นักพรตคิ้วขาวคิดอย่างดีใจ
แต่หวังลี่กลับกระทำการที่ทำให้ทุกคนแปลกใจโดยคุกเข่าโขกศีรษะคารวะไปทางเจ้าสำนักทั้งห้า
“อาจารย์และท่านประมุขทั้งหลายบุญคุณที่ท่านประศาสตร์วิชาและที่ช่วยเหลือ มากมายดุจขุนเขา แต่ในฐานะศิษย์และผู้เยาว์มีเรื่องหนึ่งของอภัยกราบเรียนมิระบายมิปลอดโปร่ง”
“ฮืม มีอะไร ในสายฟ้าเจ้าเห็นนิมิตอันใดหรือ?” คนในทัณฑ์สวรรค์จะเห็นนิมิตก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
คนในยุทธจักรถือสาเรื่องโชคลางที่สุด ในสภาวะที่แม้แต่นักพรตคิ้วขาวก็รู้ว่ามีข่าวลือว่าโชคชะตาคลาดเคลื่อนไปแม้แต่ตามท้องตลาด ข่าวลือมาไวกว่าข่าวจริงเสมอ
แต่หากหวังลี่ที่เป็นต้นตอจะมีนิมิตอะไรตามข่าวลือ ก็มิได้แปลกประหลาดแต่ประการใด
“หลานเรามีอะไรก็ว่ากล่าวได้ พวกเรารับฟังเสมอ”
หลานเรา?
เจ้าหน้าหนาหาน ฉวยโอกาสเช่นนี้เลยหรือ หากมีหลานสาวมันมาเป็นหลานสะใภ้ของฝั่งเรา คงปวดหัวยุ่งแล้ว โฮะโฮะโฮะ นักพรตคิ้วขาวได้แต่หัวเราะในใจ
“หวังลี่ด้อยปัญญา แต่ทราบหลักการของฟ้านั้นสะท้อนสถานการณ์แผ่นดิน เมื่อตั้งปณิธานอย่างการปราบพรรคอสูรก็จำต้องพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้”
เจ้าสำนักซงซานกล่าวว่า
“มีรุ่นเยาว์อย่างหลานเราอยู่ สถานการณ์คงมีความหวังขึ้นกระมัง?”
หวังลี่ก็ไต่คิดในใจว่า พวกเอ็งไม่ได้คำนวณระดับพลังเลยเรอะ ว่าฝ่ายพรรคมารมันมีระดับพลังมากกว่าหรือพวกนี้คิดว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม”คือข้อเท็จจริง ไม่ใช่แค่คำขวัญเฉยๆ
“หลานศิษย์ด้อยความสามารถ หากปะทะกันอาจหนีเอาตัวรอดได้แต่คงไม่อาจปกป้องศิษย์น้อง พี่น้องร่วมสำนักได้ พรรคมารอสูรเต็มไปด้วยเล่ห์กล ใช้คุณธรรมของพวกเราเล่นงานพวกเราเองจากที่ศิษย์เคยได้ยิน การไปบุกต้องผ่านการเตรียมใจและเหนืออื่นใดพวกเราทุกคนต้องร่วมมือกันอย่างแท้จริงจึงพอจะมีความหวังแปดส่วนในการพิชิตชัย
แต่หากในสภาพการณ์ปัจจุบันนี้ โอกาสพิชิตชัยนั้นประมาณห้าส่วนและต้องรับความเสียหายหนักที่จะเกิดขึ้นได้ที่พรรคอสูรจะเล่นงานเราได้ด้วย
ที่ศิษย์สนใจในเรื่องการแพทย์และยาต่างๆก็เพราะกังวลกับแผนการร้ายของสูรร้ายมารชั่วเหล่านี้ ที่เต็มไปด้วยยาพิษและคุณไสยต่างๆสารพัด
หากเผชิญหน้ากันซึ่งหน้าศิษย์ไม่เคยคิดว่าจะแพ้ แต่เล่ห์กลของพรรคอสูรคือสิ่งที่ทำให้พวกไร้คุณธรรมเหล่านั้นยังรอดจากเงื้อมมือของฝ่ายธัมมะผู้ทรงธรรมอย่างพวกเราไปได้”
หวังลี่พยายามอวยพวกห้าสำนักไว้ก่อน
“อืม ที่เจ้ากล่าวมาก็มีเหตุผล พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
นักพรตคิ้วขาวถามเจ้าสำนักที่เหลือ
“อืม การทหารไม่หน่ายอุบาย พิชิตศึกต้องอาศัยหลักพิชัยสงคราม เตรียมการพร้อมรับมือพวกนั้นก่อนก็ไม่มีอะไรเสียหายข้าเห็นด้วยที่พวกเราจะเตรียมการรับมือแผนการร้ายของอสูรร้ายมารชั่วให้มากกว่านี้”
เจ้าสำนักซงซานและเหิงซานเหนือใต้ก็ผงกศีรษะเห็นพ้อง
“เหิงซานเหนือเราเป็นสำนักสงฆ์ถนัดในเรื่องยารักษา พวกเราจะลองศึกษาและเตรียมการในเรื่องยามากว่านี้หากเจ้ากังวลในเรื่องแผนการร้ายของพรรคมาร”
“เหิงซานใต้เราถนัดค่ายกลและคาถา ข้าจะลองให้พวกเราศึกษาค่ายกลที่พรรคมารจะมาใช้กับพวกเราให้มากขึ้น”
“ศิษย์มีข้อเสนอที่อุกอาจมากกว่านั้น แนวความคิดของท่านอาจารย์เปรียบดั่งแผนการจากสวรรค์ ศิษย์เพียงแค่ขอเติมดอกไม้บนแพรพรรณ พวกเราควรจะสร้างแนวร่วมกองกำลังที่สามารถสั่งการทุกภาคส่วนได้ โดยการให้ห้าสำนักลองฝึกร่วมกัน แบ่งสายการวางแผน การบังคับบัญชา
นัดเวลารวมพล การส่งเสบียง สัญลักษณ์ลับเวลาโดนโจมตีจนไม่อาจอยู่ในสภาพปรกติ ทั้งห้าสำนักก็จะสามารถสั่งการณ์กองกำลังร่วมได้อย่างแขนขาของตนเอง โอกาสพิชิตชัยของพวกเราก็จะเพิ่มขึ้นอีกสามส่วน อาศัยคุณธรรมของพวกเรา เราก็จะได้ชัยชนะมั่นเหมาะเป็นสิบส่วน”
หวังลี่พยายามอวยคุณธรรมของห้าสำนักไว้ พยายามแก้ไขเหตุการณ์ในเรื่องที่ไปบุกจะตายอนาถ
เจ้าสำนักซงซานและเหิงซานใต้ ที่ออกสายคนคงแก่เรียนได้ฟังที่หวังลี่พูดถึงกับตาลุกวาวและผงกศีรษะไม่หยุด
“เฮ้อ เคยได้ยินแต่คำร่ำลือ หวังลี่เจ้าไม่ธรรมดาจริงๆ”
นี่มันแนวคิดพื้นฐานด้านการสงครามเลยนะ อ๊ะ ลืมไปคนเดี๋ยวนี้ แค่ท่องพิชัยสงครามได้เขาก็หาว่าเราเก่งแล้วขอเพียงยกถ้อยความในหนังสือมาพูดให้เข้ากับสถานการณ์จริงได้ก็จะเชื่อถือ
“ขอบังอาจกล่าวตามตรง พวกเราทรงคุณธรรมย่อมได้ชัย ส่วนพวกพรรคมารไร้คุณธรรม ต้องแตกพ่ายอย่างแน่นอน เรามีหลักธรรมเป็นเครื่องนำชัย ส่วนพวกพรรคมารมีแต่ความเห็นแก่ตัว พวกเขาจะแตกพ่ายหากไม่ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ ส่วนพวกเรายอมสละชีพเพื่อรักษาคุณธรรมของสำนักเรา จะสามารถทนทานความยากลำบากในการต่อสู้ต่อไปได้
พวกเราต้องได้ชัยเป็นมั่นเหมาะแน่นอน”
หวังลี่พยายามอวยห้าสำนักเข้าไว้เลยก็อปปี้แนวคิด “สงครามที่เป็นธรรม”มายกอ้าง Just War
คนเราต้องการหาเหตุผลมาอ้างได้ว่าที่เราทำเป็นเรื่องทรงคุณธรรม สงครามก็ต้องมีข้ออ้างนั่นเอง
“ดังนั้นหวังลี่ขออุกอาจเสนอ ให้พวกเราเมล็ดพันธุ์รุ่นให้ฝึกร่วมกันแลกเปลี่ยนฝีมือกัน ให้มากขึ้นเพื่อให้คุ้นเคยกับวิชาฝีมือของกันและกันและการสั่งการในภาวะสงครามที่กำลังจะมาถึง ขอท่านเจ้าสำนักได้โปรดอนุญาต”
เจ้าสำนักแต่ละคนหันไปมองหน้ากัน
นักพรตคิ้วขาวลูบเครากล่าวว่า
“อืมที่เจ้าพูดก็เป็นแนวคิดที่พวกเราจะทำอยู่แล้ว แค่เพิ่มเติมบางอย่าง ข้าไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร”
แหงล่ะ หวังลี่คิด เพราะหากเสนอแนวคิดไม่บุกพรรคมารหรืออะไรที่ต่างไปจากที่เจ้าสำนักคิดกันต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ ตูข้าได้โดนขับจากสำนักแบบเหล็งฮู้ชงแน่
“...และที่สำคัญข้าไม่เคยกลัวพวกเจ้าหรือลูกศิษย์จะขโมยเคล็ดลับวิชาหรือฝึกเก่งกว่าลูกศิษย์ข้าได้อยู่แล้ว โฮะ โฮะ”
“เจ้านี่นะ เฮ้อ แต่ก็จริง นี่ก็เป็นแค่ดำเนินแผนการให้รัดกุมขึ้นเท่านั้นข้าไม่มีอะไรคัดค้าน”
“ข้าเองก็เห็นด้วย”
เหล่าห้าสำนักทยอยกันเห็นด้วยจากนั้นก็โยนป้ายสั่งการณ์ทั้งห้าป้ายมาให้หวังลี่
หวังลี่ก็รับเอาไว้
“พวกเจ้าจงฟัง จากนี้ไปเห็นป้ายคำสั่งและตัวหวังลี่ขอให้เจ้าถือเสมอเหมือนกับเห็นพวกข้า เข้าใจไหม?”
“ศิษย์น้อมรับคำสั่งเจ้าสำนัก”
“ห้าสำนักกระบี่จงเจริญ”
“ศิษย์พี่หวังลี่คือผู้นำเมล็ดพันธ์รุ่นใหม่ของห้าสำนักกระบี่”
เสียงลูกคู่ดังก้องทั่วลานประลองของสำนักไท่ซาน