ครั้นโจโฉนอนหลับไปตันก๋งจึงลุกขึ้นรำพึงคิดว่า เสียแรงตัวกูสู้สละสมบัติพัสถานเสียอุตส่าห์ติดตามโจโฉมาคิดว่าจะเป็คนดีมีปัญญาจะได้อุปถัมภ์กันสืบไป มิรู้โจโฉเป็คนหยาบช้าสามานย์หามีความกตัญญูต่อผู้มีคุณอุปการะไม่ ครั้นกูสมาคมด้วยโจโฉสืบไปนั้นไม่ควรจำกูจะฆ่าเสียอย่าให้มีภัยไปภายหน้า จึงถอดกระบี่ออกจะฟันโจโฉแล้วถอยหลังคิดว่าเหตุทั้งนี้เพราะแรกนั้นเราชอบใจจึงตามมาครั้นโจโฉทำผิดจะฆ่าโจโฉเสียนั้นก็หาประโยชน์ไม่เมื่อมิชอบใจแล้วก็จะเอาตัวรอดหนีดีกว่า ตันก๋งก็ขึ้นม้าหนีไปเมืองตองกุ๋น
ฝ่ายโจโฉครั้นตื่นขึ้นไม่เห็นตันก๋งแล้วก็คิดว่าตันก๋งเห็นกูกระทำผิดจึงเอาตัวหนี ครั้นจะอยู่ที่นี่ก็มิได้ภัยจะมีก็รีบไปในเวลากลางคืน ครั้นถึงเมืองตันลิวจึงบอกแก่โจโก๋ผู้บิดาตามเนื้อความซึ่งมีมาแต่หลังซึ่งข้าพเ้าหนีมานี้หวังจะขอเงินทองของบิดาที่มีอยู่นั้นจะซื้อม้าแลอาวุธแล้วจะเกลี้ยกล่อมผู้คนให้ได้มากแล้วจะทำการสืบไป โจโก๋จึงว่า “เงินทองเรามีอยู่บ้างเห็นจะไม่พอการเราเห็นคนหนึ่งชื่อ อุยหอง มีทรัพย์สินเป็อันมากน้ำใจก็กว้างขวางสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินถ้าได้ไปบอกเนื้อความทั้งปวงก็เห็นจะลงใจด้วย จะให้เงินทองมาจ่ายอาวุธแลม้าจะได้เป็กำลังสืบไป”
โจโฉได้ยินบิดาว่าดังนั้นมีความยินดีนักจึงให้แต่งโต๊ะแล้วให้ไปเชิญอุยหองมากินโต๊ะ โจโฉจึงบอกเนื้อความแก่อุยหองว่า “ทุกวันนี้ตั๋งโต๊ะทำการหยาบช้าต่อแผ่นดินข้าพเ้าคิดจะทำนุบำรุงแผ่นดินจะฆ่าตั๋งโต๊ะเสียให้ได้แต่ว่ากำลังแลทรัพย์สินข้าพเ้าน้อยนักข้าพเ้าจึงหนีมาจะคิดอ่านเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คนให้ได้มากแล้วจะยกเข้าไปทำการล้างตั๋งโต๊ะเสีย บัดนี้ข้าพเ้ารู้ว่าท่านมีทรัพย์เป็อันมากแลน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน ข้าพเ้าจะขอทรัพย์ท่านไปจัดซื้ออาวุธแลม้าจะได้ทำการสืบไป”
อุยหองได้ฟังดังนั้นมีความยินดีนักจึงว่า “แต่รู้ข่าวว่าเมืองหลวงเป็จลาจลก็มาคิดอยู่จะทำนุบำรุงแผ่นดิน แต่หามีผู้จะคิดเป็หลักไม่ อันซึ่งท่านคิดอ่านทั้งนี้เรายินดีด้วยทรัพย์ของเราซึ่งมีอยู่นั้น เราจะให้ท่านทำตามปรารถนา”
โจโฉมีความยินดีนักจึงทำธงขาวคันหนึ่งแล้วเขียนอักษรลงว่าให้คนทั้งปวงมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินแล้วปักขึ้นไว้ตรงหน้าบ้านบรรดาชาวเมืองทั้งปวงเห็นดังนั้นก็พากันมาหาโจโฉโจโฉจึงเกลี้ยกล่อมผู้คนได้เป็อันมาก
ขณะนั้นแฮหัวตุ้นผู้พี่ แฮหัวเอี๋ยนผู้น้องอยู่ ณ เมืองไพก๊ก แลแฮหัวตุ้นเมื่ออายุสิบสี่ปีนั้นไปเรียนการทหารในสำนักอาจารย์แลมีผู้หนึ่งมาดูิ่อาจารย์ แฮหัวตุ้นโกรธจึงฆ่าผู้นั้นเสียแล้วหนีไปอยู่บ้านนอกครั้นรู้ข่าวก็เกลี้ยกล่อมผู้คนได้ประมาณพันเศษจึงพาแฮหัวเอี๋ยนผู้น้องไปเข้าด้วยโจโฉ
แล้วโจหยิน โจหองพี่น้องคุมคนได้ประมาณพันเศษกับงักจิ้นชาวเมืองยงเป๋ง ลิเตียนชาวเมืองซันหยงต่างคนก็มาเข้าด้วยโจโฉแลอุยหองนั้นเห็นผู้คนมาเข้าเกลี้ยกล่อมด้วยโจโฉก็มีความยินดีนักจึงเอาเงินทองมาให้โจโฉซื้อม้าแลอาวุธสำหรับการาแลชาวเมืองทั้งปวงก็ชวนกันจัดเอาม้าแลอาวุธกับข้าวปลาอาหารมาให้เป็อันมากขณะนั้นโจโฉมีความยินดีนักจึงให้ปลูกโรงสำหรับเป็ที่ชุมนุมขุนนางแลทหารจะได้ปรึกษาการาครั้นเวลาเช้าเย็นให้ทหารซ้อมหัดการอาวุธไว้ให้ชำนาญ
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวซึ่งตั๋งโต๊ะเกลี้ยกล่อมเอาใจตั้งไว้เป็เ้าเมืองปุดไฮรู้ข่าวดังนั้นก็ปรึกษาแก่กรมการทั้งปวงว่าเราจะยกไปเข้าด้วยโจโฉ กรมการทั้งปวงเห็นชอบด้วยอ้วนเสี้ยวก็คุมทหารยกไปเข้าด้วยโจโฉประมาณสามหมื่นเศษฝ่ายโจโฉเห็นอ้วนเสี้ยวมาเข้าด้วยก็มีความยินดี จึงปรึกษากับอ้วนเสี้ยวว่า “บัดนี้เราสิจะทำการใหญ่จำจะแต่งเป็หนังสือรับสั่งลอบไปเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวง”
อ้วนเสี้ยวเห็นด้วยจึงแต่งหนังสือว่ามีหนังสือรับสั่งพระเ้าเหี้ยนเต้ให้โจโฉลอบออกมาประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่าทุกวันนี้ขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยแลอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนเพราะตั๋งโต๊ะเป็ขบถฆ่านางโฮเฮากับหองจูเปียนเสียยกเราให้เป็เ้าแผ่นดินเหมือนเจว็ด ตั้งตัวมันเป็มหาอุปราชราชการเมืองทั้งปวงสิทธิ์อยู่แก่ตั๋งโต๊ะสิ้น แลโจโฉมีกตัญญูต่อแผ่นดินสาบานตัวต่อหน้าที่นั่งว่า จะอาสาล้างตั๋งโต๊ะเสียให้ได้ เราจึงให้โจโฉออกไปประกาศหัวเมืองทั้งปวงถ้าผู้ใดมีใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินก็ให้เข้าคิดอ่านกับโจโฉ แล้วยกเข้ามาล้างตั๋งโต๊ะซึ่งเป็ศัตรูราชสมบัติเสียจงได้
ครั้นหัวเมืองทั้งสิบห้าเมืองใหญ่นั้น คือ อ้วนสุดเ้าเมืองลำหยงหนึ่ง ฮันฮกเ้าเมืองกิจิ๋วหนึ่ง ขงมอเ้าเมืองเซียงจิ๋วหนึ่ง เล่าต้ายเ้าเมืองอิวจิ๋วหนึ่ง อองของเ้าเมืองโห้ลายหนึ่ง เตียวเมาเ้าเมืองตันลิวหนึ่ง เตียวโป้เ้าเมืองตองกุ๋นหนึ่ง อ้วนอุ๋ยเ้าเมืองซุนหยงหนึ่ง เปาสิ้นเ้าเมืองเจปักหนึ่ง ขงเล่งเ้าเมืองปักไฮหนึ่ง เตียวเถียวเ้าเมืองก่องเล่งหนึ่ง โตเกี๋ยมเ้าเมืองชีจิ๋วหนึ่ง ม้าเท้งเ้าเมืองเสเหลียงหนึ่ง เตียนเอี๋ยงเ้าเมืองเสียงต๋งหนึ่ง ซุนเกี๋ยนเ้าเมืองเตียวสาหนึ่ง รู้ในหนังสือรับสั่งก็มีความยินดีจึงคุมทหารเมืองละหมื่นหนึ่งบ้างสองหมื่นบ้างสามหมื่นบ้างยกไปเข้าด้วยโจโฉเป็สิบหกหัวเมือง ทั้งอ้วนเสี้ยว โจโฉจึงยกกองทัพทั้งปวงไปณแดนเมืองลกเอี๋ยง
ฝ่ายกองซุนจ้านเ้าเมืองปักเป๋งครั้นรู้รับสั่งดังนั้นก็จัดทหารได้ประมาณหมื่นห้าพันยกมาถึงเมืองเพงงวนก๋วนซึ่งเล่าปี่รักษาอยู่
ฝ่ายเล่าปี่รู้ว่ากองซุนจ้านยกมาก็พากวนอูกับเตียวหุยออกไปหาถึงนอกเมือง กองซุนจ้านเห็นเล่าปี่มาก็ดีใจจึงถามว่า “ซึ่งตามมาด้วยสองคนนั้นชื่อใดแลมานี่จะไปไหน”เล่าปี่บอกว่า “นั้นชื่อกวนอู เตียวหุยเป็ทหารม้าถือเกาทัณฑ์แลน้องข้าพเ้าสองคนนี้กล้าหาญได้เป็กำลังข้าพเ้ามาแลท่านได้มีคุณแก่ข้าพเ้าแต่ก่อน ข้าพเ้ารู้ว่าท่านยกมาทางนี้จึงออกมารับหวังจะเชิญท่านเข้าไปพักทหารอยู่ในเมืองสักเวลาหนึ่งกองซุนจ้านได้ฟังก็ระลึกได้ว่ากวนอู เตียวหุย แล้วก็เข้าไปในเมือง จึงว่าแก่เล่าปี่ว่า กวนอูเตียวหุยนี้ก็ได้ไปช่วยทำการรบโจรโพกผ้าเหลือง หาผู้ใดว่ากล่าวความชอบไม่จึงเป็ทหารเลวอยู่ฉะนี้”
กองซุนจ้านจึงเล่าในหนังสือรับสั่งซึ่งให้โจโฉออกมาประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงนั้นให้เล่าปี่ฟังสิ้นแล้วชวนเล่าปี่ว่า “ทุกวันนี้ท่านได้เป็เ้าเมืองก็เป็แต่เมืองน้อยครั้งนี้จงไปกับเราเถิด ถ้าสำเร็จราชการตัวท่านแลน้องทั้งสองคนนั้นก็จะได้เป็เ้าเมืองเอกขึ้น”เล่าปี่มีความยินดีรับคำกองซุนจ้าน เตียวหุยจึงว่า “ครั้งไปรบโจรโพกผ้าเหลืองนั้นข้าเห็นว่าตั๋งโต๊ะหยาบช้ามิรู้จักคุณคนข้าจะฆ่าเสีย พี่ห้ามไว้ ถ้าพี่มิห้ามข้า จะเกิดเหตุใหญ่ถึงเพียงนี้หรือ” กวนอูจึงห้ามเตียวหุยว่า“อย่าว่าเลย ซึ่งจะไปกับกองซุนจ้านนั้นข้าก็มีความยินดีด้วย”เล่าปี่จึงให้จัดแจงทหารซึ่งเป็คนสนิทพร้อมแล้ว กองซุนจ้าน เล่าปี่ กวนอูเตียวหุยก็ยกทหารไปถึงที่ซึ่งโจโฉตั้งทัพอยู่ ณ แดนเมืองหลวง
ฝ่ายโจโฉกับหัวเมืองทั้งปวงจึงให้ตั้งค่ายเรียงกันไปทางไกลประมาณสองร้อยเส้นแลโจโฉจึงให้แต่งโต๊ะแล้วเชิญหัวเมืองทั้งปวงมากินโต๊ะพร้อมกันแล้วจะให้ยกเข้าตีเอาเมืองลกเอี๋ยง อองของจึงว่า
“บัดนี้เราทั้งปวงมีกตัญญูต่อแผ่นดิน ซึ่งมาทำการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ไม่มีผู้ใดถืออาญาสิทธิ์เป็ผู้ใหญ่บังคับบัญชานายทัพนายกองทั้งปวงซึ่งจะยกเข้าตีนั้นเรายังไม่เห็นด้วย”
โจโฉฟังดังนั้นก็เห็นชอบ จึงว่า “อ้วนเสี้ยวนี้เป็คนมีตระกูลเชื้อขุนนางมาถึงสี่ชั่วห้าชั่วคนแล้วควรจะให้เป็นายทัพใหญ่ ถืออาญาสิทธิ์บังคับบัญชานายทัพนายกอง”
อ้วนเสี้ยวไม่ยอม หัวเมืองทั้งปวงจึงว่าถ้าอ้วนเสี้ยวไม่ยอมเป็นายทัพใหญ่แล้ว ซึ่งจะจัดหาผู้ใดนอกนั้นเห็นขัดสนอ้วนเสี้ยวเห็นหัวเมืองจะแก่งแย่งกันก็รับเป็แม่ทัพใหญ่โจโฉจึงให้ปลูกโรงใหญ่สำหรับอ้วนเสี้ยวออกว่าราชการในค่าย ครั้นถึงวันฤกษ์ดีจึงเชิญให้อ้วนเสี้ยวขึ้นนั่งที่สมควรแล้วโจโฉกับสิบเจ็ดหัวเมืองก็เอากระบี่แลตราสำหรับนายทัพใหญ่มอบให้อ้วนเสี้ยวแล้วโจโฉกับสิบเจ็ดหัวเมืองจึงจุดธูปเทียนขึ้นทำการสักการบูชาบวงสรวงเทพารักษ์แล้วถือน้ำพิพัฒน์สัจจาว่า จะสัตย์ซื่อต่อแผ่นดินสืบไปโจโฉจึงรินสุราคำนับให้หัวเมืองทั้งปวงกิน แล้วว่า
“เราจะทำาใหญ่ครั้งนี้อย่าได้คิดแก่งแย่งกันให้เสียราชการจงมีใจประนอมกัน การทั้งปวงจึงจะสำเร็จ” อ้วนเสี้ยวจึงว่า “สติปัญญาเราก็เป็ประมาณซึ่งท่านทั้งปวงปรึกษาให้เราเป็นายทัพใหญ่ถืออาญาสิทธิ์ เราก็จะทำไปตามสติปัญญาอันอย่างธรรมเนียมกฎพิชัยานั้น ถ้าผู้ใดมีความชอบก็จะปูนบำเหน็จตามสมควรถ้าผู้ใดผิดเราจะให้ลงโทษโดยพระอัยการศึก ท่านทั้งปวงอย่าได้น้อยใจเรา”
โจโฉกับสิบเจ็ดหัวเมืองก็รับว่าข้าพเ้าจะทำตามอ้วนเสี้ยวจึงให้อ้วนสุดผู้น้องเป็ทัพลำเลียงสำหรับส่งเสบียงนายทัพนายกองทั้งปวงอย่าให้ขาดได้แล้วให้ซุนเกี๋ยนเป็กองทัพหน้า คุมทหารยกไปตีด่านกิสุยก๋วนซุนเกี๋ยนก็ยกไปตั้งค่ายประชิดด่าน
ฝ่ายนายด่านเห็นดังนั้นจึงแต่งหนังสือให้ม้าใช้ถือไปแจ้งข้อราชการ ณ เมืองลกเอี๋ยงลิยูครั้นรู้หนังสือนั้นแล้วก็เอาไปแจ้งแก่ตั๋งโต๊ะ ตั๋งโต๊ะใจึงปรึกษาลิยูว่าครั้งนี้จะได้ใครอาสาออกไปจับซุนเกี๋ยนมาฆ่าเสียได้ ลิโป้จึงว่า “ซึ่งหัวเมืองยกมาทั้งนี้เปรียบเหมืองแมลงเม่าข้าพเ้าขออาสายกกองทัพออกไปฆ่าเสีย อย่าให้ท่านวิตกเลย”
ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นก็ค่อยคลายใจขึ้น จึงว่า“ทุกวันนี้เราได้ลิโป้ไว้เป็บุตรถึงมาตรว่าจะได้ทหารอื่นมาไว้สิบหมื่นก็ไม่เท่าลิโป้”
ขณะนั้นทหารคนหนึ่งชื่อฮัวหยง กิริยาดังเสือสูงหกศอกเศษ ครั้นได้ยินลิโป้ว่าจะอาสาดังนั้นจึงคุกเข่าลงคำนับตั๋งโต๊ะแล้วว่า “ซึ่งจะฆ่าไก่แลจะเอามีดฆ่าโคมาฆ่านั้นไม่ควร ซึ่งการทั้งนี้เป็แต่หัวเมืองทั้งปวงยกมาอันลิโป้ผู้บุตรท่านจะยกออกไปรบด้วยข้าศึกนั้นเห็นไม่สมควรข้าพเ้าจะขออาสาไปตัดเอาศีรษะหัวเมืองทั้งปวงมาให้จงได้”
ตั๋งโต๊ะได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดีนักจึงให้ฮัวหยงเลื่อนที่เป็นายทหารใหญ่ แล้วจัดนายทหารให้ห้าหมื่น กับลิซกหนึ่ง โฮจิ้นหนึ่งเตียวหงิมหนึ่ง เป็สี่นายทั้งฮัวหยงให้ยกออกไป ฝ่ายฮัวหยงกับทหารสามคนคุมพลห้าหมื่น รีบออกไปตั้งรับอยู่ ณ ด่านกิสุยก๋วน