ทั้งคู่จ้องประสานั์ตา ภายในบังเกิดจิตสังหารหมายเอาชีวิต
ในเวลานั้น อาศัยที่วิถีดรรชนีกระบี่ตรึงิญญาของมู่ไป๋หลิงยังไม่สมบูรณ์ กุยเหอในที่สุดก็ะเิกำลังภายในทำลายผลของวิชาจนหมดสิ้นได้
ทันทีที่ลุกขึ้น เขาก็คว้าจับด้ามกระบี่ในมือของมู่ไป๋หลิง หักองศาหมุนปลายกระบี่วกกลับ เพื่อให้หันเข้าประทุษร้ายเ้าของกระบี่เสียเอง โดยที่ไม่ปล่อยให้นางได้ทันตั้งตัว
จอมเสรีที่เฝ้ามอง รีบยกมือขึ้นจับพู่กันปิ่นปักผมบนศีรษะ
แสงสว่างจากค่ายกลอำพราง พลันส่องสว่างวาบใส่ดวงตากุยเหอ บดบังการมองเห็นชั่วขณะ
มู่ไป๋หลิงมิได้ตื่นตระหนก นางปล่อยกายให้โอนอ่อนไปตามแรงชักนำ พลางเงยหน้าแอ่นกายไปเื้ั หลบเลี่ยงคมกระบี่ที่วาดผ่านเหนือปลายจมูกไปโดยไม่ต้องเปลืองแรง
ครั้นเมื่อกลับมาทรงตัวได้อย่างมั่นคง ฝ่ามือก็กระชับด้ามกระบี่แน่น ออกแรงดึงถอยหลัง ่ชิงอำนาจการควบคุมคืนมาในพริบตาดังเดิม
คมกระบี่ที่ถอยร่นกลับ มิเพียงกรีดผ่านง่ามมือของกุยเหอจนโลหิตหยดกระเซ็น แต่ยังคืนกลับสู่ตำแหน่งเดิม หันจ่อเข้าหาลำคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ มิต่างจากเหตุการณ์ก่อนหน้า
เห็นดังนั้น หลี่ชิงเฉินพลันตระหนักได้ว่า ที่จริงเขาไม่จำเป็ต้องช่วยนางด้วยซ้ำ
ฉางขู่อึ้ง
“หากไม่ตามเ้ามาจนเห็นกับตา ข้าไม่มีทางเชื่อแน่ ว่าสตรีที่เป็เถ้าแก่เนี้ยหอน้ำชา จะสามารถต่อกรกับขุนพลพรรคบิดเบือนบัญญัติได้ ยุทธภพช่างเต็มไปด้วยเื่น่าประหลาดใจโดยแท้”
กระบี่อันปราศจากความลังเล พร้อมจบชีวิตขุนพลลำดับที่หกทันควัน หากแต่เสียงแทรกปริศนา กลับหยุดมันไว้กลางคันก่อนที่นางจะลงมือ
“ท่านประมุขโปรดยั้งมือ”
สิ้นเสียง มวลหมู่ผีเสื้อนับสิบ ได้โบยบินทะลุผ่านประตูหอน้ำชาที่ปิดสนิทเข้ามาอย่างพิศวง ค่ายกลพรางตาที่เดิมเจิดจ้า กลับพลันมัวมืดมิดลง ทุกจังหวะการขยับปีกของพวกมัน ประหนึ่งกำลังถักทอม่านรัตติกาลให้แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว ประกายผงปีกผีเสื้อระยิบระยับ ลอยเข้าจู่โจมสะกดการเคลื่อนไหวของทุกคนให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่อาจขยับเขยื้อนแม้ปลายนิ้ว
ร่างอรชรของสตรีผู้เป็เ้าของเสียงทรงเสน่ห์ อยู่ในอาภรณ์สีม่วงเข้มทั้งร่าง แทรกด้วยลวดลายผีเสื้อรัตติกาลที่ดูราวกับจะขยับปีกบินได้จริง ชายแพรม่วงอ่อนทิ้งตัวอย่างงดงาม ศีรษะยังสวมหมวกสานปกปิดครึ่งหน้า ประดับต่างหูปีกผีเสื้อเรืองแสงนวลตา สอดรับกับตะเกียงลายผีเสื้อราตรีในมือ ที่คอยส่องนำทางท่ามกลางม่านรัตติกาลมืดมิด
สิ่งที่ลี้ลับยิ่งกว่า คือทันทีที่นางมาถึง บานประตูหอน้ำชาพลันเปิดออกเอง โดยปราศจากผู้ใดผลักไส
คุณชายผู้เสพทุกข์อ้าปากค้าง
“ยามพานพบฝูงผีเสื้อทอรัตติกาล ยามคนพาลพานถูกฝังกลบใต้ความมืดมิด… หนึ่งในเจ็ดผู้เยี่ยมยุทธ์นิรนาม ใต้เท้าสอง อาภรณ์ผีเสื้อรัตติกาล!”
หลี่ชิงเฉินฉกฉวยพัดในมืออีกฝ่าย ยกขึ้นอุดปากเขาไว้แทบไม่ทัน
“เ้าอย่าส่งเสียงดังนักสิ”
คุณชายผู้เสพทุกข์ตื่นเต้นจนลิ้นพันกัน
“ใต้เท้าสองเป็ผู้มีวรยุทธ์สูงส่ง ว่ากันว่าอยู่ในขั้น 7 ตำหนักสถิตยุทธ์ นี่ก็คือที่คนเ้าบอกว่าเป็กำลังเสริมน่ะเหรอ!?” ตามด้วยสังเกตสิ่งที่ใต้เท้าสองถือไว้ในมือ
ตะเกียงนั่น… ที่แท้จอมเสรีก็รู้แต่แรกว่านางอยู่ที่นี่และมาซื้อของที่ร้านเขา
ฉางขู่สะบัด ๆ พัด คิดต่ออีกทอด ไหนจะตอนที่พึ่งหนีออกจากหอน้ำชาเก้ามงคล ตอนนั้น อีกฝ่ายวาดอักษรในฝ่ามือ เป่าออกไปเป็ละอองเกสรดอกไม้ สัญญาณที่ว่ามีจุดประสงค์เช่นนี้เอง
“ใช่ ๆ เ้าฉลาด แต่ช่วยเบา ๆ หน่อยได้หรือไม่…”
“แล้วเหตุใดเ้าถึงสามารถติดต่อกับสำนักทัณฑ์เสมอภาคได้ หรือว่าเ้าเป็คนของสำนักทัณฑ์เสมอภาคปลอมตัวมา!?” ฉางขู่กงจื่อั์ตาเบิกโพลง ชี้พัดจ่อเค้นเอาคำตอบ
จอมเสรีกุมขมับ
“เ้าพูดอะไรดูความเป็จริงหน่อย... ข้าเขียนภาพ ไม่จับดาบรำกระบี่” หลี่ชิงเฉินคีบนิ้วจับพัด ดันออกไปห่าง ๆ พลางตอบส่ง ๆ “ก็แค่… บังเอิญรู้รหัสขอความช่วยเหลือเท่านั้น”
คุณชายผู้เสพทุกข์กวาดมองจิตรกรหนุ่มหัวจรดเท้า
วรยุทธ์ไม่ถึงขั้น กำลังภายในอ่อนแอ มือไม้ไร้เรี่ยวแรง ถนัดแต่เล่ห์กลและปาหี่ คนเช่นนี้จะเป็ถึงใต้เท้ายอดฝีมือเ่าั้ได้เยี่ยงไร
“ก็จริง”
หลี่ชิงเฉินลอบมองฉางขู่ เขาเหมือนจะหายสงสัยและเลิกเอะอะได้เสียที
อาภรณ์ผีเสื้อรัตติกาลหยุดยืน ห่างออกไปราวสามก้าว โฉมงามทั้งสองประจันหน้ากัน
มู่ไป๋หลิงไม่ประหลาดใจนักกับการปรากฏตัวของอีกฝ่าย แน่นอนว่าตำหนักสดับสหัสสาสน์ ย่อมมีข้อมูลของเจ็ดผู้เยี่ยมยุทธ์ไร้นามแห่งสำนักทัณฑ์เสมอภาค ทันทีที่เห็นก็ล่วงรู้ว่าเป็ผู้มาเยือนจากที่ใด
“หอน้ำชาเก้ามงคลของข้ามีหน้าตาอันใดกัน จึงถึงกับเชื้อเชิญใต้เท้ายอดฝีมือแห่งสำนักทัณฑ์เสมอภาคให้มาเป็แขกได้”
มู่ไป๋หลิงเหลือบหางตามองจุดที่ชายหนุ่มทั้งสองหลบซ่อนอยู่
‘ผู้ที่เรียกนางมา หรือว่าจะเป็เขา…’
นางััถึงเขาไม่ได้ หากแต่สามารถััได้ถึงชายหนุ่มอีกคนที่ร่วมทางมาด้วยกัน ฉะนั้น การปรากฏตัวของอาภรณ์ผีเสื้อรัตติกาล ย่อมต้องเป็ฝีมือของเขา
“โลกมนุษย์อย่างไรก็ควรมีขื่อมีแป” ประโยคต่อมาของใต้เท้าสองหมายถึงกุยเหอ “ความผิดของเขา…ไม่ถึงกับต้องถูกสังหาร”
สำนักทัณฑ์เสมอภาคยืนหยัดเป็กลางท่ามกลางใต้หล้าอันยุ่งเหยิง เฉกเช่นขุนเขาที่มิไหวเอนตามลม แยกตัวออกจากทุกฝ่าย ไม่รับใช้ราชสำนัก ไม่เกรงกลัวยุทธภพ สำนักนี้จึงเปรียบดัง ‘ศาลของมวลชน’ อันถูกสถาปนาขึ้นโดยเจ็ดผู้เยี่ยมยุทธ์นิรนาม พวกเขาได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณร่วมกัน จะดำรงไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมในใต้หล้า ตัดสินถูกผิดอย่างเป็กลาง ปลอดการแทรกแซง
สำนักทัณฑ์เสมอภาค ดำเนินการตามบทบัญญัติที่เรียกขานว่า ‘อาญาสามสถานแห่งสำนักทัณฑ์เสมอภาค’ ซึ่งแบ่งบทลงโทษ ตามระดับความรุนแรงของความผิด
สถานเบา ผนึกวรยุทธ์ของผู้กระทำผิด มิให้ก่อเหตุวุ่นวายได้จนกว่าจะสิ้นกำหนดโทษ
สถานหนัก ทำลายวรยุทธ์ให้สิ้นซาก ให้ผู้กระทำผิดกลายเป็เพียงคนธรรมดา หรือขังลืมคุกกัลป์จำพราก หากเป็ภัยคุกคามที่มิอาจสิ้นสุด
สถานสูงสุด ปะาไม่ละเว้น ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ผู้ใด สถานะใดก็ตาม สถานสุดท้ายนี้สำหรับความผิดฐานร้ายแรงเกินอภัย อาทิ ทรยศขายชาติ ฆ่าล้างตระกูล ฆ่าล้างสำนัก ทำลายความสงบสุขของใต้หล้า
แรกเริ่มสถาปนา แม้สถานะจะมิต่างจากศาลนอกกฎหมาย ทว่ากลับได้ใจปวงประชาและชาวยุทธภพอย่างท่วมท้น สำหรับผู้ที่ถูกกดขี่ สำนักแห่งนี้คือที่พึ่งสุดท้าย ในการ ‘ชำระล้างทรชน’ ทวงคืนความยุติธรรม ให้ยุทธภพกลับมาสว่างไสวอีกครั้ง
หากกล่าวอย่างสัตย์จริง นอกจากพวกเขาแล้ว ก็หาได้มีผู้ใดอื่นอีก ที่สามารถกุมตัวอาชญากรยุทธภพไปรับโทษทัณฑ์อย่างสาสมได้ ชาวยุทธภพจึงตั้งความหวังให้พวกเขา เป็ผู้ต่อกรกับพรรคฝ่ายใต้ดิน ตลอดจนกลุ่มมือสังหาร และกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในยุทธภพทั้งหลาย
เวลาผ่านพ้นไปจนถึงบัดนี้ สำนักทัณฑ์เสมอภาคได้รับความเลื่อมใส กลายเป็ผู้ประนีประนอมและคนกลางในการยุติความขัดแย้งทั้งปวงระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ไปโดยปริยาย
ใต้เท้าสองสะบัดหัตถ์แ่เบา พัดผงผีเสื้อที่ล่องลอยรอบมู่ไป๋หลิงและผู้ดูแลทั้งสองจางหายไป ทำให้พวกนางขยับกายได้อีกครั้ง
“ท่านประมุขโปรดวางใจให้ข้าพาเขาไปได้หรือไม่…?”
ลู่กว่างซินเขยิบเข้ามาใกล้ หงายฝ่ามือป้องปากกระซิบผู้เป็นาย
“ท่านพี่… หากยกให้สำนักทัณฑ์เสมอภาคสะสางก็นับว่าดีไม่น้อยเช่นกัน หากนางออกหน้าถามหาความรับผิดชอบจากโยวเสวียนหานแทนพวกเรา เช่นนี้ พรรคบิดเบือนบัญญัติก็จะไม่กล้ามารบกวนคนที่ท่านให้ความสำคัญ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย ที่ต้องเผชิญหน้ากับสำนักทัณฑ์เสมอภาค อีกทั้งหลีกเลี่ยงการบาดหมางซึ่งหน้าได้”
มู่ไป๋หลิงเก็บกระบี่ ไม่นึกข้องใจ
ในเมื่อ เขา เรียกให้สำนักทัณฑ์เสมอภาคมาที่นี่ เช่นนั้นก็ทำตามที่ เขา ้าก็แล้วกัน…
หลังได้รับอนุญาต ด้านนอกหอน้ำชาเก้ามงคล พลันเต็มไปด้วยคนของสำนักทัณฑ์เสมอภาค ที่ปรากฏกายขึ้นห้อมล้อมคนของฝ่ายพรรคใต้ดิน เพื่อคุมตัวทั้งหมดไปที่สำนัก
ใต้เท้าสองแห่งสำนักทัณฑ์เสมอภาค ประทับตะเกียงผีเสื้อราตรีบนตำแหน่งจุดตันเถียน*ของกุยเหอ ปลดปล่อยปราณเฉพาะตัว ลักษณะเสมือนมวลหมู่ผีเสื้อรัตติกาล ทะลวงผ่านเข้าสู่ภายในช่องท้อง กระพรือบินปั่นป่วนเส้นพลังและการโคจรปราณ ผนึกวรยุทธ์ของกุยเหอไว้ชั่วคราว
ซึ่งโดยปกติแล้ว ผู้ลงมือจำต้องมีระดับพลังอย่างน้อยขั้น 6 เสาหลักยุทธ์ ขึ้นไป จึงจักสามารถผนึกหรือทำลายวรยุทธ์ ของผู้ที่มีระดับขั้นพลังต่ำต้อยกว่าได้
มู่ไป๋หลิงกร่นเสียง หึ ในลำคอ ราวกับจะย้ำเตือนกุยเหอเื่ที่นางเคยลั่นวาจาไว้ทิ้งท้าย
หมดเื่แล้ว นางก็สะบัดชายอาภรณ์คราหนึ่ง ร่างระหงทะยานขึ้นสู่ยอดหอ เงาร่างเลือนหายไปเบื้องบนโดยมิได้ชายตาแลผู้ใดอีก
“ขอบคุณใต้เท้ายอดฝีมือ” สองผู้ดูแลประสานมืออำลาแทนผู้เป็ประมุข
นางพยักหน้ารับเล็กน้อย หมุนกายเดินออกจากหอน้ำชาไปอย่างสงบ ม่านรัตติกาลที่เคยปกคลุม พลันค่อย ๆ สลายตัวแหวกออก
บรรยากาศภายในหอน้ำชาเก้ามงคล กลับคืนสู่ความสว่างยามปกติอีกครั้ง
กุยเหอที่ถูกพาตัวออกมาด้านนอก ขยับปากเปล่งถ้อยคำไร้เสียง ใช้วิชาถ่ายทอดคำสั่ง สื่อสารกับคนสนิทพรรคบิดเบือนบัญญัติที่เฝ้ารออยู่
“แจ้งให้ขุนพลคนอื่นเคลื่อนไหวแทนข้า”
ลูกน้องที่ซุ่มกายอยู่ไกลออกไป พยักหน้ารับคำสั่ง
พริบตานั้น บรรดาเหล่าจอมยุทธ์ที่ซ่อนตัว ตามแนวกระเื้ัคาและนั่งอยู่ตามร้านค้า ทั้งที่เปิดเผยและซ่อนเร้น ต่างพากันถอนตัวออกจากพื้นที่ไปอย่างมีระบบ สายสืบจากหลากฝ่ายก็แยกย้ายกระจายตัวกันไปเช่นเดียวกัน
มิทันถึงครึ่งก้านธูป ฝูงชนที่เคยออแน่นละแวกนั้นกลับเบาบางลง