“ช่างน่ากลัวเหลือเกิน”
เจินชิงฉุนบอกตู้เซ่าฝู่ว่า“เลือดในตัวของเจ้ากับของอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองแทบจะเหมือนกันชีพจรและโลหิตไม่ใช่ระดับที่อสูรธรรมดาๆ จะเทียบได้เลย อสูรทั่วไปหากได้เลือดของเจ้าไปไม่เพียงแต่พัฒนาระดับฌานได้ ไม่แน่อาจจะได้บรรลุวิชาลับของตระกูลอสูรเหยี่ยวยักษ์ปีกทองอีกด้วยเป็นชีพจรและโลหิตที่น่ากลัวที่สุด อาจจะทำให้ได้พลังของต้นตระกูลดั้งเดิมกลับมา”
“พลังของต้นตระกูลดั้งเดิมกลับมา?”
เจินชิงฉุนมองตู้เซ่าฝู่ กล่าวว่า “อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนเจ้าหนอนยักษ์ตัวนั้นอยู่ในขั้นอสูรเดินดินทั้งหมดถือว่าธรรดามากแต่ที่จริงตัวมันมีความพิเศษอยู่คือมีลักษณะของต้นตระกูลดั้งเดิมหากได้พลังทั้งหมดของต้นตระกูลดั้งเดิมกลับมาจริงๆระดับชีพจรและโลหิตของมันจะพัฒนาอย่างพุ่งสูงมากอนาคตจะสามารถพัฒนาต่อไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด อาจจะพัฒนาได้ไปอยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้าได้เลย”
นัยน์ตาของตู้เซ่าฝู่สั่นไหวเรื่องขั้นอสูรเดินดินกับอสูรเหินฟ้าเคยได้ยินจากที่เจินชิงฉุนพูดให้ฟังมาก่อน
สำหรับอสูร การจัดอันดับโดยรวมตามชีพจรโลหิตกับระดับความเชี่ยวชาญของอสูรที่ใช้กันมาต่อเนื่องหลายปีแบ่งออกเป็นสองขั้น
อสูรมีความสามารถธรรมดาจะถูกจัดอยู่ในขั้นอสูรเดินดินอสูรที่มีความแข็งแกร่งมากกว่าจะถูกจัดอยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้า
อสูรที่อยู่ในขั้นอสูรเดินดินได้ก็ถือว่ามีความแข็งแกร่งพอประมาณแล้วทว่าอสูรที่อยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้ามีความร้ายกาจขึ้นอีกเป็นเท่าตัว
อสูรที่อยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้าล้วนเป็นอสูรร้ายกาจที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี หากตัวไหนสามารถพัฒนาจนเติบโตได้ถึงขั้นนี้ต่างเป็นอสูรที่มีพรสวรรค์ความสามารถที่ไม่ธรรมดา
มนุษย์ที่เก่งกาจมีพรสวรรค์ความสามารถกว่าคนทั่วไปก็ไม่แน่ว่าจะทำอะไรอสูรที่อยู่ในขั้นอสูรเหินฟ้าที่มีพละกำลังที่ร้ายกาจน่ากลัวขนาดนั้นได้
เจินชิงฉุนกล่าวต่อไปว่า“อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนตัวนั้นเริ่มเข้าสู่ปรากฏการณ์พลังของต้นตระกูลดั้งเดิมกลับมาบ้างแล้วตอนนี้ได้เลือดของเจ้าไปอีก ไม่แน่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดได้ถึงขนาดไหนแต่สุดท้ายจะพัฒนาได้ถึงขั้นไหน ก็ต้องดูว่ามันสามารถดึงพลังของต้นตระกูลดั้งเดิมกลับมาได้แค่ไหนแล้วล่ะตระกูลพยัคฆ์ที่ถึงขั้นอสูรเหินฟ้า แข็งแกร่งเกรียงไกรที่สุด”
ตู้เซ่าฝู่ได้ยินคำพูดของเจินชิงฉุนก็รู้สึกคาดหวังตั้งตารอคอยผลลัพธ์อย่างมาก หากอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนแข็งแกร่งยิ่งขึ้นก็จะเป็นผลดีต่อตัวเขา
“ในสายอาชีพผู้ฝึกฌานเจ้ามีพัฒนาการที่รวดเร็วมากต่อไปก็มาตั้งใจฝึกสายอาชีพนักเวทยันต์บ้าง ให้ข้าดูพลังงานอักษรยันต์ห้าธาตุแห่งฟ้าดินที่เจ้าฝึกช่วงนี้หน่อยว่าเจ้าไปถึงไหนแล้ว” เจินชิงฉุนทำสีหน้าเคร่งขรึมพูดกับตู้เซ่าฝู่
“ได้!”
ตู้เซ่าฝู่พยักหน้าสีหน้าคมเข้มตั้งมั่นของเขาดูเคร่งเครียดขึ้นมา เขาหายใจเข้าออกลึกๆจากนั้นเริ่มร่ายพลังที่ฝ่ามือ ทันใดนั้นรอบกายเริ่มมีคลื่นพลังงานเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดและอักษรยันต์ปรากฏอยู่ที่ฝ่ามือ
“โครม!”
เมื่อฝ่ามือรวบรวมพลังที่ฝ่ามือได้แล้วก็มีอักษรยันต์ส่องแสงของพลังงานห้าธาตุสีขาวเขียว ดำ แดง เหลืองวนรอบกายของตู้เซ่าฝู่ สักพักพลังงานเหล่านี้ก็พุ่งทะยานฟ้า
อักษรห้าธาตุสีขาวเขียว ดำ แดง เหลืองแพร่กระจายขยายกว้างขึ้น เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไร้รูปร่างตายตัวพลังนี้สามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นทุกสรรพสิ่งบนโลก เป็นพลังอันยิ่งใหญ่และน่าพิศวงพลังงานอันน่ากลัวนี้ก่อให้เกิดลมซัดกระจายไปทั่ว
เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่สามารถรวบรวมพลังงานอักษรห้าธาตุได้ถึงขนาดนี้รูม่านตาของเจินชิงฉุนก็หดลง ประหลาดใจกับประกายแสงวิบวับหลากสีเขารู้สึกแทบจะอยากด่า เจ้าหนุ่มพิลึกคนนี้พิสดารไปแล้ว
“พี่ชิงฉุน ข้าบรรลุถึงขั้นไหนแล้ว สามารถฝึกค่ายกลยันต์ได้อย่างเป็นทางการหรือยัง?”
ตู้เซ่าฝู่เก็บฝ่ามือจากนั้นพลังงานอักษรยันต์ห้าธาตุก็จางหายไปพลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวก็หายไปเช่นกัน
“ฝึกค่ายกลยันต์อย่างเป็นทางการได้แล้ว”
เจินชิงฉุนสูดหายใจเข้าลึกพยายามเก็บแววตาตกตะลึงของเขาไป จากนั้นหันมองตู้เซ่าฝู่พร้อมพูดว่า “ความรู้พื้นฐานของค่ายกลยันต์เจ้าก็พอรู้พอประมาณแล้ว ค่ายกลยันต์ก็คือการดึงอักษรยันต์พลังงานทั้งห้าธาตุมาใช้ ก่อนจะวางค่ายกลยันต์ต้องฝึกวางธงค่ายก่อน”
“ธงค่าย?” เรื่องนี้ตู้เซ่าฝู่ไม่คุ้นเคยเท่าไร
เจินชิงฉุนพยักหน้ากล่าวว่า “การเปลี่ยนพลังงานอักษรยันต์ห้าธาตุเป็นทุกสรรพสิ่งธงค่ายครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง มันคือสิ่งที่กว้างใหญ่ไพศาล สมบูรณ์ครบถ้วนวางธงค่ายให้ได้ก่อนจึงวางค่ายกลยันต์”
“น่าสนใจจัง”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มหัวเราะเองอยู่กับตัวเอง ในใจเปี่ยมด้วยความหวังตั้งตารอคอยอย่างที่สุดยอดฝีมือนักเวทยันต์ในตำนานสามารถพลิกลำธารคว่ำมหาสมุทร ทำให้ฟ้าดินเปลี่ยนสีได้มีระดับพลังแข็งแกร่งสูงถึงแค่ไหนยังไม่อาจคาดเดาได้
เจินชิงฉุนทำหน้าเจื่อนจากนั้นเริ่มแกว่งแขนไปมา มือเล็กๆ เหมือนเด็กของเขาเริ่มมีอักษรยันต์พลุ่งพล่านออกมาจากฝ่ามือการกวัดแกว่งมือไปมาทำให้อักษรยันต์เคลื่อนไหวตาม ดูผิวเผินราวกับว่าง่ายดายแต่เบื้องหลังของมันลึกซึ้งและซับซ้อนมาก
“โครม!”
เมื่อมือที่ตวัดไปมาหยุดนิ่ง ในฝ่ามือของเจินชิงฉุนก็มีธงค่ายแปลกประหลาดขนาดของมันเท่ากับร่างของผู้ใหญ่ ธงสะบัดพลิ้วไหวและมีคลื่นพิเศษบางอย่างแผ่ออกมาบริเวณรอบๆ สิ่งนี้ราวกับมีพลังแห่งฟ้าดินคุกรุ่นอยู่ภายใน
“นี่ก็คือธงค่ายเป็นสิ่งที่ในการวางค่ายกลยันต์ขาดไม่ได้เด็ดขาด” เจินชิงฉุนพูดกับตู้เซ่าฝู่
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกรอคอยอย่างใจจดใจจ่อเร่งเซ้าซี้อย่างไม่เกรงใจ “พี่ชิงฉุน รีบสอนข้าวางค่ายกลยันต์เถิด”
เจินชิงฉุนหัวเราะหึๆ อย่างเจ้าเล่ห์ มองตู้เซ่าฝู่ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม“วิธีการสอนการวางค่ายกลยันต์ของข้าไม่เหมือนกับคนอื่นเจ้าเตรียมใจไว้ให้ดี”
ตู้เซ่าฝู่หรี่ตามองอย่างระแวง “ไม่เหมือนอย่างไร ก็ต้องสอนทีละขั้นตอนอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
“เหอะ!”
เจินชิงฉุนเหอะใส่เบาๆเหล่สายตามองไปทางอื่น วางมาดตั้งท่าให้ดูสง่าและยโส กล่าวว่า “สอนทีละขั้นตอน คนทั่วไปจึงจะสอนเช่นนั้น เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ อยากเตะต่อยคนเป็นต้องลองถูกเตะต่อยก่อน ไม่ถูกเตะต่อยให้ชิน จะเตะต่อยคนอื่นเป็นได้อย่างไร?”
“แล้วมันเกี่ยวกับการวางค่ายกลยันต์อย่างไร?”
ตู้เซ่าฝู่มองเจินชิงฉุนอย่างสงสัยเมื่อของจ้องดวงตาบูดเบี้ยวอัปลักษณ์คู่นี้ ก็มีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไร
“แน่นอนว่าเกี่ยว”
เจินชิงฉุนหัวเราะหึๆ จากนั้นเริ่มร่ายพลังด้วยฝ่ามือทันใดนั้นก็มีธงค่ายจำนวนมากมายปรากฏขึ้น คลื่นพลังปริมาณมหาศาลท่วมท้นออกมาจากนั้นธงค่ายแต่ละต้นก็ลอยออกไปจากมือ และวางกระจายอยู่ในบริเวณหนึ่งรอบตู้เซ่าฝู่พลังของมันให้ความรู้สึกราวกับว่าน้ำในมหาสมุทรปริมาณหายแวบไปอย่างไรร่องรอย
“โครม!”
เมื่อธงค่ายเหล่านั้นหายไป ตู้เซ่าฝู่ก็รับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวของคลื่นพลังอันน่ากลัวได้ในทันทีชั้นบรรยากาศเริ่มบิดเบี้ยวเกิดภาพลายตา บริเวณรอบๆเหมือนเห็นกลายเป็นภาพอีกมิติหนึ่ง
“นี่มันที่ไหน?”
ภายในมิติแปลกประหลาดภูเขาและก้อนหินป่าไม้ที่อยู่รอบๆ ที่เห็นอยู่ก็หายไป ทุกอย่างมืดสนิทภายในมิตินี้มีพลังระเบิดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ร่างของเขายืนทรงตัวตรงได้ยาก
“เจ้าหนูเจ้าอยากวางค่ายกลยันต์ได้ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำลายค่ายกลยันต์ให้ได้ก่อนพอเจ้าแก้เป็นแล้ว ก็จะรู้ว่าวางอย่างไรได้เอง แต่ก่อนจะเข้าใจมัน เจ้าก็ฝึกอยู่ในค่ายกลยันต์ไปดีๆก่อนเถิด นี่มันก็แค่ค่ายกลโจมตีขั้นสองดาวเอง หากแก้ไม่ได้ก็รับพลังจากมันให้เต็มที่ไปละกัน ฮิฮิ”
เสียงชั่วร้ายของเจินชิงฉุนดังขึ้นมาไม่รู้ว่ามาจากไหนก้องขึ้นมาในของตู้เซ่าฝู่
“พี่ชิงฉุนพี่ไม่ได้สอนข้าเลยว่าจะต้องแก้อย่างไรนะ……” ตู้เซ่าฝู่คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้รีบตะโกนโวยวายเสียงดัง
“เจ้าหาทางบรรลุเองเจ๋งจริงก็บรรลุเองสิ บรรลุเองไม่ได้ถือว่าเจ้าโง่แล้วกัน ฮิฮิ” เจินชิงฉุนพูดอย่างลำพองใจ
“ปึงๆ ๆ……”
เมื่อเจินชิงฉุนพูดจบ ในมิติสั่นไหวแปลกประหลาดนี่จู่ๆ ก็มีลำแสงพลังจำนวนมากเกิดขึ้น จากนั้นก็มีคลื่นโคจรขึ้นมาอย่างปริศนาพลังพวกนั้นพุ่งเข้าหาตู้เซ่าฝู่พร้อมกัน ทำให้ตู้เซ่าฝู่ยากที่จะหลบหนี
“พี่ชิงฉุน พี่ยังไม่สอนข้าเลยบรรลุอย่างไร……”
ตู้เซ่าฝู่ทำได้แต่เรียกใช้พลังฝึกร่างการโจมตีที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้เขาไม่อาจหลบหลีกได้เขาถูกโจมตีอย่างจังจนร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดจากนั้นก็วิ่งหนีเอาเป็นเอาตายอย่างมืดแปดด้าน
“เจินชิงฉุน เจ้าจงใจแกล้งข้าใช่หรือไม่……”
“เจินชิงฉุนเจ้าต้องจงใจแน่ๆ รีบบอกมาจะทำลายค่ายกลนี้อย่างไรไม่อย่างนั้นข้าไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!”
“พี่ชิงฉุนพี่ช่วยบอกข้าทีทำลายค่ายกลอย่างไรเถิดนะ” ……
บนยอดของต้นไม้สูงชะลูดเสียดฟ้าต้นหนึ่งร่างเงาของเจินชิงฉุนนั่งขัดสมาธิมองลงมาจากบนฟ้าเมื่อได้ยินเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของเด็กหนุ่มใบหน้าอัปลักษณ์ของเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุข ในที่สุดจนก็ได้แก้แค้นแล้ว
“เจ้าชอบหยิ่งยโสใส่ข้าดีนัก เก่งนักก็บรรลุหาวิธีทำลายให้ได้เองสิ”
เจินชิงฉุนยิ้มครั้งนี้เขาตั้งใจจะสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้ดี แก้แค้นให้พอใจแล้วค่อยว่ากัน
ภายในค่ายกลยันต์ ยังคงได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของตู้เซ่าฝู่ดังขึ้นมาเรื่อยๆดีที่เป็นค่ายกลยันต์สองดาว พลังโจมตียังอยู่ในระดับที่เขาสามารถทนรับไหวแม้จะต้องกุมศีรษะวิ่งเผ่นไปทั่ว ล้มเนื้อตัวเปรอะเปื้อน ทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ยังคงต้านทานได้ไหว
“เจินชิงฉุน พอข้าออกไปได้ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
ตู้เซ่าฝู่เริ่มคุมสตินิ่งสงบลงรับการโจมตีอันหนักหน่วงที่โถมกระหน่ำไปด้วยพยายามวิเคราะห์โคจรพลังที่พุ่งออกมาอย่างปริศนาในมิติไปด้วย เขาค่อยๆเข้าสู่สภาวะทำสมาธิ
“เหอะหากไม่มีคนสอนแล้วทำเองได้ ข้ายอมให้เตะเลย”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงร้องโวยวายของตู้เซ่าฝู่เจินชิงฉุนเริ่มทำสีหน้าผิดหวังขึ้นมา
ทว่าจากนั้นเจินชิงฉุนก็ยิ้มอย่างพอใจเขาไม่เชื่อว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถบรรลุได้โดยไร้อาจารย์ชี้แนะพอดีเลยจะได้จัดการสั่งสอนเจ้าหนูนี่สักหน่อย ลดความโอหังของเจ้าหนูคนนี้ไปเสียบ้างต่อไปเขาจะได้ยอมเชื่อฟังตนบ้าง
“ไม่ถูก ไม่ใช่แบบนี้……”
“พลังฟ้าดินห้าธาตุมีทั้งเสริมกันและทำลายกันเหมือนว่าจะเป็นแบบนี้นะ……”
“ไม่ถูกอีกอักษรยันต์ห้าธาตุพวกนี้ไม่ถูก……”
ภายในค่ายกลยันต์ ตู้เซ่าฝู่หลบการโจมตีของค่ายกลยันต์ไปด้วยพินิจพิเคราะห์ค่ายกลยันต์นี้ไปด้วย เขาที่อยู่ในค่ายกลยันต์ท่าทางเริ่มผ่อนคลายลงไม่น้อย
ผ่านไปหลายชั่วยาม ตู้เซ่าฝู่ที่อยู่ในค่ายกลยันต์เริ่มอยู่อย่างสบายใจการโจมตีของค่ายกลยันต์ไม่สามารถโจมตีถูกตัวเขาได้แล้ว
เมื่อการโจมตีแต่ละเส้นของลำแสงพลังจากมิติปรากฏร่างของเขาราวกับทำความเข้าใจกลไกของมันและรับรู้การเกิดของมันได้ก่อนเขาโค้งตัวหลบการโจมตีของพลังได้ทุกเส้น
“หา……?”
เจินชิงฉุนที่อยู่บนยอดต้นไม้สูงสีหน้าตกใจเริ่มสังหรณ์ใจไม่ดีบางอย่าง
“ทำไมยังทำลายค่ายกลไม่ได้อีกนะ”
ตู้เซ่าฝู่ครุ่นคิดอยู่ในค่ายกลยันต์เขาสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในค่ายกลยันต์ได้อย่างปลอดภัยแล้วทว่าก็ยังคิดหาวิธีทำลายไม่ได้ ไม่สามารถทำลายและพาตัวเองออกมาจากมิติได้
“ข้าเข้าใจแล้ว ค่ายกลยันต์ใช้ธงค่ายในการวางอาณาเขตซึ่งรวบรวมพลังฟ้าดินห้าธาตุซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นทุกสรรพสิ่งแน่นอนว่าต้องมีจุดกำเนิดค่ายที่รวบรวมพลังทุกอย่าง หากหาจุดกำเนิดค่ายพบจะต้องทำลายค่ายกลได้แน่”
ตู้เซ่าฝู่ที่วิเคราะห์หาวิธีอยู่ในค่ายกลยันต์มานมนานทันใดนั้นก็เข้าใจสาระสำคัญบางอย่าง ราวกับว่ากำลังจะบรรลุ