“ว้าว! ใส่ชุดโบราณแบบนี้ก็สวยไปอีกแบบ แต่ลุ่มล่ามจังแฮะ” มีมี่ยืนหมุนตัวที่หน้ากระจก วิ้งๆ เธอส่งยิ้มให้กับตนเองอีกทั้งยังขยิบตาปริบๆ ให้กับหญิงสาวในกระจกอีกด้วย สร้างความงงงวยให้แก่สาวใช้เป็อันมาก
“ผมนิ่มสวยจัง” เส้นผมอ่อนนุ่มมือ สีดำขลับยาวสลวยเลยกลางหลัง แต่ยังถือว่าสั้นนักสำหรับสาวงามในเมือง อีกทั้งหาก้าเป็คณิกาอันดับหนึ่งแล้วละก็ ความงามของเส้นผมก็เป็อีกหนึ่งความสำคัญเชียว ‘นั่นสินะ มิน่าล่ะในซีรีย์เขาถึงไว้ผมยาวกันกระทั่งผู้ชายเอง คงเป็ค่านิยมของคนสมัยก่อน’ มีมี่ขบคิดไปตามคำกล่าวของสาวใช้ไปพลาง
“แล้วแผลบนใบหน้าจะรักษายังไงเ้าคะ” มือเรียวััแ่เบาที่หน้าผากเนียน ‘ถ้าเป็โลกที่เราจากมา แผลแค่นี้คงรักษาไม่ยาก แต่ที่นี่เขารักษากันยังไงล่ะเนี่ย’
“ข้าช่วยแต่งหน้าให้เ้าค่ะ”
“ไม่มีครีมบำรุงหน้าหรอ แล้วครีมกันแดดล่ะ ไม่ว่าจะภพชาติไหนแดดก็แรงทั้งนั้น จะปล่อยให้หน้ากร้านแดดก็หมดสวยกันพอดี”
“คระ..ครีมอะไรกันเ้าคะ ข้าไม่รู้จัก” สาวใช้วัยเยาว์มีสีหน้าฉงนกับคำถามของผู้เป็เ้านาย
“เอ สมัยนี้เขามีครีมใช้กันหรือยังนะ” ใบหน้าสวยเกิดอาการหงิกงอ เธอเริ่มหงุดหงิดที่ทุกอย่างมันดูยากไปเสียหมด
“เ้าออกไปเถอะ”
“ให้ข้าช่วยเถอะเ้าคะ”
“งั้นก็อยู่เฉยๆ ฉันจัดการเอง” เธอปรายตามองเครื่องประทินโฉมไม่กี่ชิ้นบนโต๊ะกระจก
“แป้ง ชาด แล้้วอันนี้มันอะไรเนี่ย”
“พู่กันไว้เขียนคิ้วเ้าค่ะ” มีมี่เกิดความสงสัยกับพู่กัน อันหยงจึงไขข้อสงสัยให้
“แล้วลิปสติกล่ะ”
“คืออะไรเ้าค่ะ”
“โอ้ย ปวดหัว” มีมี่สบถถ้อยคำอย่างหัวเสีย จนอันหยงใสะดุ้งสุดตัว
“ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ แม่นางอย่าโกรธเลย” หือ! เธอแปลกใจกับปฏิกิริยาของสาวใช้จึงได้เอ่ยถาม “อะไรของเธอ ผิดอะไร”
“ที่แม่นางโกรธ” เด็กน้อยตัวสั่นเทาเกรงกลัวในความผิด
“ฉันโกรธตัวเองไม่ได้โกรธเธอสักหน่อย” เห็นทีสิ่งแรกที่ต้องทำ คงเป็การสื่อสารนี่แหละ พูดคุยกันยังไม่รู้เื่เลย
“ที่ใช้ทาปากนะ อันไหน”
“สิ่งนี้เ้าค่ะ” มือเล็กหยิบกระปุกไม้ลายสลักมายื่นให้กับมีมี่ บิวตี้บล็อกเกอร์สาวจากโลกอนาคตจึงเริ่มลงมือจัดการบรรจงจรดแต่งใบหน้าด้วยเครื่องประทินโฉมที่มีเพียงน้อยนิด
“คิ้วคือมงกุฎของใบหน้า อาจจะยากสักหน่อย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของฉันหรอก” ในเวลาอันสั้นใบหน้าสวยก็ถูกประทินโฉมจนเสร็จสรรพ
“แปลกตาแต่งดงามยิ่ง” ความสวยเพียงสะท้อนกับกระจกทองเหลือง ยังงดงามจนไม่อาจวางตาได้ อันหยงตลึงงันกับความงามที่ยากจะหาสิ่งใดเปรียบ
“รอยแผลหายไปแล้ว” และยิ่งที่สร้างความใให้กับสาวใช้ คือรอยแผลบนหน้าผากที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ประดั่งมีเวทมนต์ หึๆๆ เธอหัวเราะในลำคอ มันก็แค่เทคนิคการแต่งหน้านิดหน่อยเท่านั้นเอง แต่ที่เธอหัวเราะนั้นเพราะความไร้เดียงสาของเด็กต่างหาก ผมสวยถูกรวบเก็บด้านข้างเล็กน้อย ประดับด้วยเื่ทองข้างละชิ้น เธอไม่อยากมวยผมให้ยุ่งยาก คร้านประดับเครื่องทองให้หนักหัว เครื่องประดับไม่กี่ชิ้นก็ช่วยขับให้ใบหน้าที่เธอบรรจงแต่งแต้มแค่บางเบา ดูมากด้วยความเลอค่า ยิ่งสง่างามขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว
“งดงามเหลือเกินเ้าค่ะ”
“ก็แหงแหละ ฉันนะเป็ถึงบิวตี้บล็อกเกอร์ผู้โด่งดังเชียวนะ”
“คือสิ่งใดกันเ้าคะ”
“พูดไปเ้าก็ไม่เข้าใจหรอก” อันหยงสงบปากทั้งที่ยังคงงุนงงอยู่
“เ้าชื่อแซ่อะไร” ระหว่างทางที่อันหยงเดินมาส่งมีมี่ไปยังริมบึง เธอได้ถามถึงชื่อเสียงเรียงนามของสาวใช้ ที่คอยดูแลปรนนิบัติเธอมาทั้งวัน
“ข้าหรือเ้าคะ” สาวใช้ไม่ได้เอ่ยวาจาใด เพียงแต่หลุบตามองต่ำเท่านั่น
“ทำไมล่ะ ไม่มีชื่อหรอ”
“มีเ้าค่ะ เพียงแต่ไม่เคยมีผู้ใดสนใจชื่อแซ่ทาสรับใช้ผู้ต่ำต้อยเช่นข้าหรอกเ้าค่ะ” มีมี่ชะงักฝีเท้าหันกลับมามองใบหน้าที่เศร้าหมองของสาวใช้ เธอรับรู้ได้ถึงความแบ่งชนชั้นของคนสมัยนี้อย่างชัดเจน
“ช่างเถอะ คนอื่นไม่อยากรู้ แต่ฉันอยากรู้นิ ไม่ได้หรอ?”
“ข้าชื่ออันหยงเ้าค่ะ”
“อันหยง เป็ชื่อที่ไพเราะมาก” เมื่ออันหยงได้ฟังก็เงยหน้ายิ้มน้อยๆ
“อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”
“14ปีเ้าค่ะ”
“อะไรนะ! 14ปีเองหรอ” คนถามใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ไม่ได้เรียนหนังสือหรืออยู่บ้านกับพ่อแม่หรอ”
“ข้าถูกขายให้หอตันโหวั้แ่อายุเพียง12ปีแล้วเ้าค่ะ เพียงแต่ข้าอัปลักษณ์เกินกว่าจะเป็นางคณิกา จึงเป็ได้เพียงทาสเท่านั้น”
“แค่เพียงทาสยังดีกว่าเสียอีก เป็หญิงควรถนอมกายไว้ให้สามีสิ จึงจะถูก” ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใดค่านิยมนี้คงเป็เช่นนี้
“เป็คณิกายังดีเสียกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องทนทำงานหนัก” เด็กน้อยกล่าวเสียงเศร้า ทาสในอดีตไม่อาจมีชีวิตเป็ของตนเอง แววตาหมองเศร้าด้วยน้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตา จนมีมี่อยากจะกอดปลอบใจเสียจริง ไม่นานนักทั้งสองก็มายืนอยู่ที่หน้าศาลาริมบึง เป็เวลารวมตัวกันเพื่อฝึกปรือฝีมือของเหล่าหญิงคณิกาทั้งหลาย ซึ่งหนีไม่พ้นการร่ายรำ การดนตรี การขับร้อง ที่บรรดานางคณิกาพึงมี
“เสี่ยวมี่” เสียงหวานละมุมนุ่มหูดังมาจากด้านในศาลา เป็น้ำเสียงที่มีมี่คุ้นหูเป็ที่สุด เพราะั้แ่มีมี่ถูกจับมาก็มีอยู่ไม่กี่คนที่เธอได้ปราสัยด้วย เธอก้าวย่างอย่างเชื่องช้า ทุกสายตาในอาณาบริเวณต่างหันมาจับจ้องที่หญิงสาวผู้มาใหม่ ผิวขาวนวลลออรับกับแสงแดดจ้า ใบหน้าสวยแต่งแต้มดูแปลกตาแต่กลับงดงามน่าหลงใหลยิ่ง กลุ่มผมสวยจัดแต่งเล็กน้อยแต่พองามยิ่งขับให้ใบหน้างามดูเด่นเป็สง่า แพรพรรณเนื้อดีลายดอกจวี๋ฮวาสีเหลืองทอง เว้าลึกเผยให้เห็นถึงทรวงอกสวยอวบอั๋น ผิดกับเรือนร่างที่ดูบอบบาง เ้าของร่างบางทอดสายตาไปโดยทั่ว สวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้งามแห่งหอตันโหว หากแต่ตอนนี้ได้ก่อกำเนิดดอกไม้งามดอกใหม่ที่แม้แต่สตรีด้วยกันยังไม่อาจละสายตาไปได้
มีมี่ยืนเก้ๆ กังๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าน้าซือ เธอเกิดขวยเขินอยู่บ้างกับทุกสายตาที่จับจ้อง มีมี่เกร็งั้แ่หัวจรดเท้า สายตาลอบมองหน้าซืออยู่เนืองๆ ซือเหมยเหนียงเมื่อเดินสำรวจเชยชมความงามของเด็กสาวจนถ้วนถี่ดีแล้ว ค่อยกลับมานั่งลงกับเก้าอี้ไม้ตัวเดิม ใบหน้าสวยดูพอใจกับความงามของหญิงสาวตรงหน้า
“ขับร้องได้หรือไม่”
“ไม่”
“การดนตรีล่ะ” หญิงสาวส่ายหน้าเป็คำตอบ
“ร่ายรำ” ‘ร่ายรำ! เต้นอะพอได้’ มีมี่ไม่กล่าวอันใดเพียงแต่มีใบหน้าหงอยๆ เพียงแค่นี้ก็แน่ชัดแล้ว
“มีเพียงความงาม ไม่อาจเป็คณิกาอันดับหนึ่งได้ง่ายดาย” หญิงสาวเองก็รู้ดีว่ามีดีแค่ความสวยคงดึงดูดได้ไม่มากพอ
“ฉันอยากฝึกการร่ายรำ” มีมี่เลือกสิ่งนี้เพราะอย่างน้อยเธอก็มีทักษะการเต้นมาบ้าง ถึงจะไม่โดดเด่นก็เถอะ
“อยากฝึกก็ต้องมีอาจารย์”
“ข้าสอนนางเองเ้าค่ะ” จิวเหลียงเสนอตนเป็ผู้สอนให้กับมีมี่ ความโดดเด่น อ่อนช้อย ในการร่ายรำทั่วทั้งเมืองโจวไม่มีใครเทียบจิวเหลียงได้ หากเป็อาจารย์ให้มีมี่ต้องออกมาดีดังคาดแน่ มีมี่เกิดั์ตาลุกวาวนึกขอบคุณจิวเหลียง
“เป็เช่นนั้นก็ดี เอาล่ะจวนได้เวลารับแขกแล้ว พวกเ้ากลับไปเตรียมตัวเสียให้พร้อม”
“เ้าค่ะ” เหล่าดอกไม้งามแห่งหอตันโหวต่างแยกย้ายกลับไปเตรียมตัวเพื่อทำหน้าที่ของตน
“วันพรุ่งค่อยเริ่มการสอนนะ ส่วนตอนนี้เ้ากลับห้องไปก่อนเถิด” นิ้วเรียวแตะที่จมูกรั้นของมีมี่ไปหนึ่งทีก่อนจะหันหลังจากไปเหมือนคนอื่นๆ
มีมี่พลิกกายไปมาบนเตียงอย่างเบื่อหน่าย
“แม่นางข้าเอาลูกพลับมาให้เ้าค่ะ” อันหยงสาวใช้คนเดียวที่เธอรู้จัก เดินเข้ามาในห้องพร้ะกร้าใบเล็กที่เต็มไปด้วยลูกพลับสีส้ม
“อันหยง! ว่างหรอ? เออ...ไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำเหมือนคนอื่นหรอ”
“มีเ้าค่ะ แต่หน้าที่ของข้าคือคอยรับใช้แม่นาง”
“จริงดิ ทำไมล่ะ?” ร่างบางกระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งอย่างใคร่รู้
“แม่นางกำลังฝึกตนเพื่อเป็คณิกาอันดับหนึ่ง น้าซือจึงให้ข้าคอยปรนนิบัติท่านเ้าค่ะ”
“แม่นงแม่นางอะไรกัน ฟังแล้วคันหู เรียกฉันว่าพี่สาวเถอะ” เด็กน้อยมีสีหน้าฉงน ‘ฉันก็พูดชัดเจนแล้วนิ งงอะไร”
“วาจาท่านแปลกประหลาดเหลือเกิน ข้าไม่อาจเข้าใจที่ท่านกล่าว”
“เอาเถอะ อย่าใส่ใจเลย เดี๋ยวก็ชินเอง เอาเป็ว่าฉันจะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ตอนนี้เลิกเรียกฉันว่าแม่นางสักทีเถอะ”
“เ้าค่ะท่านพี่” อันหยงยอมทำตามอย่างว่าง่าย แม้วาจาออกจะแปลกอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะฟังไม่เข้าใจซะทีเดียว
“อะไรกัน ทำไมหน้าตาเปรอะเปื้อนอย่างนี้” แสงสว่างจากปลายเทียนแม้เพียงลางๆ แต่ก็สว่างพอจะทำให้เห็นถึงความผิดปกติบนใบหน้าของสาวใช้
“ใบหน้าข้าก็เปื้อนเช่นนี้ทุกวันอยู่แล้ว อย่าใส่ใจเลยเ้าค่ะ” สาวใช้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางปลอกเปลือกลูกพลับใส่จานให้มีมี่
“มานั่งนี่มา” อันหยงถูกลากพร้อมกับถูกกดไหล่ให้นั่งลงที่หน้ากระจกทองเหลือง
“เช็ดคราบพวกนั้นออกก่อนสิ ทนอยู่ได้ยังไงดำคล้ำขนาดนั้น” อันหยงเหลือบตามองใบหน้าสวยก่อนจะลงมือกระชับผ้าในอ่างทองเหลือง เช็ดทำความสะอาดใบหน้าของตน
“ไหนดูสิ อือ...ผิวแห้งกร้าน คล้ำแดด” แค่มองด้วยตาเปล่ามีมี่ก็สามารถบอกได้ถึงสาเหตุของสภาพผิว เธอมักจะรู้สึกอึดอัดและอดไม่ได้เมื่อเจอใครมีปัญหาด้านความสวย เธอคอยวุ่นวายกับทุกคนจนได้รับฉายาเ้าแม่ความงาม มีมี่พิถีพิถันในการดูแลตนเองและคนรอบข้าง ลามไปถึงคนอื่นๆ ที่ไม่รู้จักในบางครั้ง ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ใดเหมาะกับสภาพผิวแบบไหนเธอสามารถแนะนำได้หมด เป็ความรู้ที่ไม่ได้เป็ความลับ หากแต่ได้จากการแสวงหา และคอยศึกษาด้วยความสนใจ
“เอาไว้ฉันหาสมุนไพรทำครีมบำรุงหน้าได้ ฉันจะช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้ เื่นี้เป็ปัญหาระดับชาติสำหรับผู้หญิงเราเลยนะ” อันหยงยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่มีมี่กล่าว แต่ก็เงียบฟังอย่างงงๆ ยังคงมีแค่มีมี่ที่พูดพร่ำอยู่คนเดียว เครื่องประทินโฉมกำลังถูกจรดลงใบหน้าของสาวใช้
“ไม่ได้นะเ้าคะ ข้าวของราคาแพงเช่นนี้ ใช้กับข้าจะเสียของเอานะเ้าค่ะ” อันหยงไม่เพียงปฏิเสธหนักแน่น นางรีบลุกจากหน้ากระจกออกมายืนอยู่ห่างๆ
“ไม่เป็ไรหรอกน่า” มีมี่ใช้สายตาเรียกสาวใช้ให้กลับมานั่งที่เดิม
“ไม่เ้าค่ะ” อันหยงก็ยังคงหนักแน่นเช่นเดิมอยู่
“ฉันกำลังเบื่ออยู่นะ เบื่อมากๆ ด้วย” ดวงตาสวยพลันเศร้าหมอง เธอแสร้างแสดงอาการตาละห้อย จนท้ายที่สุดเด็กน้อยก็ไม่อาจทานทนต่อสายตาคู่นั้นได้ นางจึงยินยอมเป็สิ่งของแก้เบื่อให้กับท่านพี่ของนาง การเปลี่ยนผีให้เป็คนได้สิ้นสุดลงในเวลาอันสั้น โดยบิวตี้บล็อกเกอร์สาวผู้มากความสามารถ อันหยงยังคงตกตลึงในความเปลี่ยนแปลงของตนเอง ที่หน้ากระจกทองเหลืองนี้ ไม่หลงเหลือคราบสาวใช้แสนอัปลักษณ์อยู่เลย
“เห็นหรือยัง ไม่มีใครน่าเกลียดหรอกนะ ทุกคนล้วนมีความสวยในแบบของตนทั้งนั้น” เด็กน้อยได้แต่ฉีกยิ้มกว้าง มองซ้ายทีขวาวที มือน้อยๆ ััแ่เบาอย่างไม่เชื่อสายตา
“เข้าไปในหอตันโหวกันดีกว่า”
“ไม่ได้นะเ้าค่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ท่านพี่ยังไม่ต้องรับแขก ก็ควรอยู่แต่ในห้องเงียบๆ อย่าไปวุ่นวายเลยเ้าค่ะ”
“นี่! กล้าสั่งฉันแล้วหรอ?”
“มิได้เ้าคะ เพียงแต่...” อันหยงกล่าวยังไม่ทันจบ ร่างบางก็เดินลิ่วออกไปไกลแล้ว ด้วย สถานะบ่าวรับใช้จึงได้แต่วิ่งตามอย่างจำใจ