มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 164 : พิษกำเริบ

    ตอนที่ 164 

     

    พลิงสีขาวบริสุทธิ์แผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง คลื่นความร้อนอันทรงพลัง กลืนกินร่างของเจ้าเทียนอวี่เข้าไปในพริบตา เมื่อเพลิงสีขาวจางหายไป สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพที่น่าตกตะลึง หลุมลึกขนาดมหึมาปรากฏขึ้นตรงจุดที่จ้าวเทียนอวี่เคยยืนอยู่  

     

    ท่ามกลางหลุมนั้นไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต แม้กระทั่งร่างของเจ้าเทียนอวี่ก็ยังไม่เหลือแม้แต่ฝุ่นผง พลังทำลายล้างระดับนี้เกิดจากการผสานของเคล็ดวิชาดาบสังหารเทพ เพลิงอมตะของจูเสวี่ยและเครื่องรางของซินเมิ่งหยูเข้าด้วยกัน 

     

    แรงระเบิดยังส่งผลกระทบไปทั่วบริเวณโดยรอบ อาคารหลายหลังพังทลายลงมา เศษอิฐหินกระจัดกระจาย คลื่นกระแทกยังคงแผ่ขยายออกไป ทำให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง 

     

    จ้าวอู่เฉินและเหล่าผู้บ่มเพาะจากตระกูลจ้าวที่ถอยร่นออกมาได้ทัน ต่างยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น พลังทำลายล้างของเคล็ดวิชานั้นรุนแรงเกินกว่าที่พวกเขาเคยจินตนาการไว้มากนัก มันราวกับพลังแห่งเทพเจ้าที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งได้เพียงชั่วพริบตา 

     

    ชิงเทียนยืนหอบหายใจหนักหน่วง สีหน้าซีดเผือด โลหิตยังคงไหลซึมออกจากมุมปาก แม้การโจมตีจะสำเร็จ แต่ผลกระทบต่อร่างกายของเขาก็รุนแรงไม่น้อย พลังปราณที่เขาเค้นออกมาจนหมดสิ้นทำให้เขารู้สึกอ่อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

     

    ท่ามกลางซากปรักหักพังและคราบเลือด ดาบยาวสีเงินในมือจ้าวอู่เฉินสั่นระริก ความโกรธเคียดแค้นยังคงคุกรุ่นอยู่ในอก แม้ร่างของเจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่จะแหลกสลายไปแล้วก็ตาม ภาพบรรพบุรุษที่กลายเป็นอสูรร้ายยังคงตามหลอกหลอนในความคิด 

     

    "ขอบคุณท่านมาก หากไม่มีท่านเราก็คงเอาชนะปีศาจตนนั้นไม่ได้" จ้าวอู่เฉินหันไปกล่าวกับชิงเทียน ตอนนี้ในสายตาของเขา เจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่ไม่ใช่บรรพบุรุษของเขาอีกต่อไปแล้ว  

     

    ชิงเทียนเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ดวงตายังคงจับจ้องไปยังจุดที่ร่างของเจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่เคยยืนอยู่ แม้การโจมตีเมื่อครู่จะรุนแรงจนไม่น่าเหลือรอด แต่เขาก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว 

     

    "ยังมีเจียงซื่ออีกมากมายที่ยังอาละวาด พวกเราต้องรีบจัดการพวกมันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" 

     

    คำพูดของชิงเทียนดึงสติของทุกคนกลับคืนมา พวกเขาตระหนักดีว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นยังไม่จบสิ้น ตราบใดที่ยังมีเจียงซื่อเหลืออยู่ ความปลอดภัยของชาวเมืองก็ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย 

     

    ในการกวาดล้างเจียงซื่อที่ยังคงอาละวาดอยู่ทั่วเมืองความเสียหายในเมืองนาวาพิสุทธิ์นั้นร้ายแรงกว่าที่คาดคิดไว้มาก อาคารบ้านเรือนพังทลาย ถนนหนทางเต็มไปด้วยซากปรักหักพังและคราบเลือดดำ กองกำลังของเจ้าเมืองและผู้บ่มเพาะจากตระกูลต่างๆ ต่างร่วมมือกันอย่างแข็งขันในการกำจัดภัยร้ายนี้ 

     

    เมื่อไม่มีภัยคุกคามที่แข็งแกร่งอย่างเจียงซื่อจ้าวเทียนอวี่เป็นแกนนำ เหล่าเจียงซื่อที่เหลือก็ถูกจัดการไปทีละตนจนในที่สุดเมืองก็กลับสู่ความสงบอีกครั้ง แม้จะยังคงทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้มากมายก็ตาม 

     

    แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาปกคลุมเมืองนาวาพิสุทธิ์ที่เริ่มกลับสู่ความสงบ หอประชุมใหญ่ก็สว่างไสวไปด้วยแสงจากโคมไฟหลากสี เจ้าเมืองในชุดผ้าไหมปักลายคลื่นทองคำ จัดงานเลี้ยงขอบคุณอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ช่วยเหลือเมืองของเขาให้พ้นจากหายนะ 

     

    ชิงเทียน เยี่ยกวานจง กู่ไท่หยาง กวนเสี่ยวหรง และซินเมิ่งหยู ได้รับการต้อนรับราวกับวีรบุรุษ เสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ กลิ่นหอมของอาหารเลิศรสลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณ ผู้คนต่างจับจ้องมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งและความเคารพ 

     

    ท่ามกลางบรรยากาศอันครึกครื้นของงานเลี้ยงที่ผู้คนต่างพูดคุยและสังสรรค์กันอย่างออกรส ชิงเทียนได้ถือโอกาสส่งมอบป้ายหยกสีขาวคืนให้กับซินเมิ่งหยู  

     

    บนป้ายหยกแผ่นนั้นมีรอยแห่งการใช้งานอย่างหนักหน่วงที่ปรากฏอยู่ รอยร้าวเล็ก ๆ ได้แผ่ขยายไปทั่วเนื้อหยก และสัมผัสได้ถึงพลังอันเคยเปี่ยมล้นที่บัดนี้ได้จางหายไปจนหมดสิ้น ป้ายหยกขาวที่เคยเปล่งประกายและอัดแน่นด้วยพลังปราณ บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงแผ่นหยกธรรมดา ๆ ชิ้นหนึ่งเท่านั้น 

     

    “ขอโทษด้วยที่ข้าทำมันพัง แต่ว่าหลังจากกลับถึงสำนัก ข้าจะหาสิ่งอื่นมาชดเชยให้ให้เจ้าอย่างแน่นอน” 

     

    ซินเมิ่งหยูก็มิได้แสดงอาการโกรธเคืองหรือตำหนิชิงเทียนแต่อย่างใด บนใบหน้าของนางยังคงปรากฏรอยยิ้มที่แสดงถึงความเข้าใจและความใจกว้าง ราวกับนางรับรู้ถึงความจำเป็นและการทุ่มเทที่ชิงเทียนได้ใช้ป้ายหยกนี้จนกระทั่งมันเสื่อมสภาพไป 

     

    "ในนามของชาวเมืองนาวาพิสุทธิ์ ข้าขอขอบคุณพวกท่านจากใจจริง ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือพวกเราจากภัยพิบัติครั้งนี้" เจ้าเมืองกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ พร้อมกับยกจอกสุราคารวะ 

     

    ชิงเทียนและเยี่ยกวานจงยกจอกรับคารวะด้วยความสุภาพ 

     

    "พวกเราเป็นเพียงศิษย์จากสำนักมังกรศักดิ์สิทธิ์ การช่วยเหลือผู้คนเป็นสิ่งที่พวกเราควรทำอยู่แล้ว" ชิงเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม 

     

    "เอ่อ...แต่ว่าพวกเราเป็นคน..." กู่ไท่หยางที่ยืนอยู่ด้านข้างทำท่าทางอึกอัก ราวกับกำลังจะเปิดเผยความลับบางอย่าง 

     

    ทันใดนั้นเอง ชิงเทียนและเยี่ยกวานจงก็รีบยื่นมือไปปิดปากกู่ไท่หยางไว้พร้อมกัน ในขณะที่กู่ไท่หยางพยายามดิ้นให้หลุดจากการควบคุม 

     

    เจ้าเมืองและคนอื่นๆ ที่อยู่ในงานเลี้ยงมองมาด้วยความสงสัย 

     

    "ฮะๆๆ พี่กู่คงจะตื่นเต้นมากไปหน่อยน่ะท่านเจ้าเมือง" เยี่ยกวานจงหัวเราะแห้งๆ พลางส่งสัญญาณให้กู่ไท่หยางเงียบไว้ 

     

    ชิงเทียนเสริมด้วยรอยยิ้มบางๆ "พวกเราเดินทางมาไกล อาจจะยังปรับตัวกับบรรยากาศที่นี่ไม่ได้น่ะขอรับ" 

     

    เจ้าเมืองมองพวกเขาสลับกันไปมาด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ เพียงแค่หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไรๆ พวกท่านเหนื่อยมามากแล้ว ดื่มสุราและพักผ่อนให้เต็มที่เถิด" 

     

    หลังจากงานเลี้ยงจบลง เมื่อกลับไปถึงที่พัก กู่ไท่หยางก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

     

    "ขอโทษจริงๆ ข้าเกือบจะหลุดปากพูดเรื่องนั้นออกไปแล้ว" 

     

    "เจ้าบ้า! ถ้าเจ้าพูดออกไป พวกเราคงไม่ได้นั่งกินลมชมวิวอยู่ที่นี่หรอก คงโดนชาวเมืองรุมประชาทัณฑ์ไปแล้ว" เยี่ยกวานจงตำหนิด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง 

     

    ชิงเทียนยืนมองออกไปนอกหน้าต่างไปยังแสงไฟที่ส่องสว่างอยู่ทั่วเมือง แม้ภายนอกจะดูเหมือนสงบสุข แต่ในใจของเขากลับยังคงมีความกังวลอยู่ลึกๆ 

     

    "ถึงอย่างนั้น ข้าก็คิดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เลวร้ายไปเสียทีเดียว" 

     

    "หมายความว่าอย่างไร?" เยี่ยกวานจงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย 

     

    "ลองคิดดูสิ จำนวนของเจียงซื่อที่พวกเราเจอในถ้ำนั้นมากมายขนาดไหน คนที่สร้างพวกมันขึ้นมาคงกำลังซ่องสุมขุมกำลังอย่างลับๆ หากพวกเราไม่บังเอิญมาเจอพวกมันก่อน จำนวนของพวกมันอาจจะเพิ่มขึ้นเป็นหลักพัน หรืออาจจะมากกว่านั้นเสียอีก ตอนนั้นทั้งเมืองคงจะเป็นนรกบนดินอย่างแท้จริง" 

     

    คำพูดของเชิงเทียนทำให้ทุกคนเงียบ พวกเขาเริ่มตระหนักถึงความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ การปรากฏตัวของพวกเขาและการจัดการกับเจียงซื่อในครั้งนี้ อาจเป็นการป้องกันภัยพิบัติที่ร้ายแรงกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้ก็เป็นได้ 

     

    เหนือผืนฟ้ามืดมิดที่ปกคลุมเมืองนาวาพิสุทธิ์ ร่างเงาสองร่างลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวเบื้องล่าง ภาพเมืองที่แต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหายปรากฏชัดแก่สายตาของพวกเขา 

     

    "ทำอย่างไรดีขอรับท่านเจ้าสำนัก ไม่คาดคิดเลยว่าฐานที่ซ่อนเจียงซื่อจะถูกเปิดโปงเร็วเช่นนี้" เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด 

     

    "หึ...ไม่ต้องใส่ใจ" อีกเสียงหนึ่งตอบกลับมา น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ "การที่ข้าสร้างพวกมันขึ้นมาก็เพียงเพื่อทดสอบขีดความสามารถของพวกมันเท่านั้น เพื่อแผนการอันยิ่งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า ต้องขอบคุณเด็กคนนั้นเสียด้วยซ้ำ ที่ทำให้ข้ารู้ถึงจุดอ่อนและข้อจำกัดของเหล่าเจียงซื่อ" 

     

    "แล้วเรื่องเส้นชีพจรแผ่นดินเล่าขอรับ ตอนนี้พวกเรายังไม่พบตัวผู้ที่สังหารโม่ซานเลย" 

     

    "ไม่ต้องเสียเวลาตามหาอีกแล้ว ข้าพอจะรู้แล้วว่าคนผู้นั้นคือใคร..."เสียงทุ้มต่ำนั้นกล่าว ดวงตาภายใต้เงามืดจ้องไปยังทิศทางที่ชิงเทียนพักอยู่  

     

    "บางที...เด็กคนนี้อาจจะมีประโยชน์ต่อแผนการของข้าก็เป็นได้" เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นในลำคอ เย็นเยียบและน่าขนลุก ก่อนที่ร่างทั้งสองจะค่อยๆ เลือนหายไปในเงามืดของรัตติกาล 

     

    ชิงเทียนที่กำลังนั่งมองทิวทัศน์เมืองที่กำลังถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ใจตอนนั้นเขากลับรู้สึกถึงความผิดปกติ ราวกับมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาที่เขาจากที่ไกลๆ ชิงเทียนเงยหน้าขึ้นมองไปยังท้องฟ้าอันมืดมิด แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับมีเพียงความว่างเปล่า  

     

    'หรือว่าข้าจะคิดมากไปเอง?' ชิงเทียนคิดพลางถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะสลัดความรู้สึกไม่สบายใจเหล่านั้นทิ้งไป ทว่าก่อนที่ชิงเทียนจะกลับไปยังห้องของตนเอง ชีพจรปราณของเขาก็เริ่มปั่นป่วน  

     

    ชิงเทียนทรุดกายลง ก่อนจะกระอักโลหิตสีดำออกมา อาการจากพิษเผ่าปีศาจเริ่มกำเริบอีกครั้ง ความรู้สึกที่ราวกับคมมีดนับร้อยกรีดเฉือนภายใน ทวีความรุนแรงจนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ชิงเทียนรวบรวมสติ ก่อนจะใช้เข็มแทงลงบนจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างอย่างแม่นยำ มันสามารถบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ชั่วขณะหนึ่ง ทว่า ความเจ็บปวดระลอกใหม่ก็ถาโถมเข้าใส่ อีกทั้งคราวนี้ยังรุนแรงยิ่งกว่าเดิม 

     

    "พิษเผ่าปีศาจช่างร้ายกาจนัก เห็นทีคราวนี้ ข้าคงต้องใช้ตัวช่วยเสียแล้ว" 

     

    รุ่งอรุณของวันใหม่ แสงสีทองสาดส่องผืนฟ้า ชิงเทียนก้าวเท้าไปยังตระกูลจ้าว ผู้บ่มเพาะในตระกูลล้วนรู้จักใบหน้าเขาจากงานเลี้ยงเมื่อวาน หลังจากที่จ้าวอู่เฉินรู้ว่าชิงเทียนต้องการพบ เขาก็ออกมาต้อนรับด้วยตนเอง รอยยิ้มสุภาพประดับบนใบหน้า แม้ภายนอกจะดูเป็นมิตร แต่ภายในใจกลับรู้สึกยำเกรงต่อพลังชายหนุ่มผู้นี้ ความแข็งแกร่งที่เขาเคยสัมผัสได้ในการร่วมมือกันก่อนหน้านี้ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ 

     

    "มีธุระอันใดหรือ ท่านชิงเทียน" จ้าวอู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนอบน้อม 

     

    "ข้าได้ยินมาว่าตระกูลของท่านดำเนินธุรกิจค้าขายเป็นหลัก ไม่ทราบว่าพอจะหาสมุนไพรชนิดหนึ่งให้ข้าได้หรือไม่" 

     

    "สมุนไพรที่ท่านว่าคืออะไรหรือ" จ้าวอู่เฉินเลิกคิ้วเล็กน้อย แสดงความสงสัย 

     

    "หญ้าหยกสวรรค์" 

     

    เมื่อได้ยินชื่อสมุนไพรดังกล่าว สีหน้าของจ้าวอู่เฉินก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากความสุภาพกลายเป็นความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป 

     

    "หญ้าหยกสวรรค์เป็นสมุนไพรหายาก จริงอยู่ว่าตระกูลเราเป็นตระกูลที่ทำการค้าเป็นหลัก แต่ในคลังกลับไม่มีหญ้าหยกสวรรค์เลยสักต้น อย่างไรก็ตาม ข้าเองก็พอจะรู้แหล่งที่มีหญ้าหยกสวรรค์อยู่บ้าง" สายตาจ้าวอู่เฉินเผยแววลังเลเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งใจ  

     

    "เพียงแต่...สถานที่แห่งนั้นเป็นแหล่งที่มีสัตว์อสูรทะเลชุกชุมอย่างยิ่ง ทำให้ไม่มีเรือลำใดกล้าเฉียดเข้าไปใกล้ แต่หากสมุนไพรนั่นสำคัญต่อท่านจริง ๆ ข้าสามารถพาท่านไปยังสถานที่แห่งนั้นได้" 

     

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน