หญ้าน้ำค้างเป็นวัตถุดิบหลักในการหลอมยาและกินส่วนแบ่งตลาดยาเหลวถึง 50%! แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ก็ยังใช้มันต้มเป็นยาบำรุงร่างกายเลย
แล้วเจ้าปีศาจคางคกที่ทำงานกับบริษัทเภสัชพาณิชย์มาเกือบสิบปีได้หญ้าน้ำค้างมากมายขนาดนี้มาจากไหนกัน?
คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นนั่นก็คือมันมีสถานที่สำหรับปลูกพืชสมุนไพรวิเศษระดับต่ำนี้ ไม่เช่นนั้นคงผลิตไม่ทันความต้องการตลาดหรอก!
หากไม่เอามีดจี้ปืนจ่อหรือใช้กำลังขนาดนี้อีกฝ่ายคงไม่ยอมทำถึงขนาดนี้หรอก แต่ถึงไม่ใช่กำลัง สวีหยางอี้ก็มีอีกตั้งหลายวิธีที่ทำให้อีกฝ่ายยอมสยบ
“ตกลงตามนี้” สวีหยางอี้ลุกขึ้นมองสบตากับเจ้าคางคกที่กำลังลุกขึ้นยืนอย่างตัวสั่นฟันขบกันแน่น พร้อมกับหลับตายอมรับชะตากรรมของตัวเอง ปากยังคงสั่นระริกจากนั้นไอสีขาวบางอย่างก็ค่อยๆ ระเหยออกมาจากร่างกายเขา
ไอสีขาวคล้ายหมอกควันค่อยๆควบแน่นเป็นรูปร่างคางคกขนาดเพียงหนึ่งนิ้วด้านหน้าเขา
สวีหยางอี้กัดนิ้วตัวเองจากนั้นเลือดหนึ่งหยดก็ลอยไปที่ตัวเจ้าคางคก เสียง “กริ๊ง” ดังเสนาะขึ้นกลางอากาศทั่วทั้งร่างเจ้าคางคกสั่นเทาสีหน้าซีดเผือดพลางฟุบลงนอนบนพื้นราวกับเสียเลือดไปหมดตัว
ความรู้สึกเสียใจภายหลังท่วมท้นขึ้นมาในห้องหัวใจของเขา
หากรู้ว่าเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก... ตัวเองคงไม่ไปหาเรื่องเจ้าคนเหี้ยมโหดแบบนี้หรอก
ใครจะไปรู้ว่านอกจากจัดการพวกปีศาจบ้าคลั่งได้แล้ว...ยังหนีรอดจากน้ำมือจูหงเสวี่ยได้อีก!
หากผิดพลาดตั้งแต่ก้าวแรกก้าวต่อไปก็ย่อมพลาด การฝึกตนก็เช่นกัน หากพลาดเพียงจุดเล็กๆ ก็สามารถพรากชีวิตของตนเองไปได้เลย
เขานอนแผ่อยู่บนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงปราศจากความคิดที่จะลุกขึ้นยืนแม้แต่น้อย
สวีหยางอี้โบกมือเรียกโจวถิงถิงที่ยืนตกตะลึงอยู่ด้านนอก
ก่อนหน้านี้ สวีหยางอี้ได้ร่ายคาถาสกัดเสียงเอาไว้ในระยะหนึ่งเมตรเธอจึงมองเห็นแค่ริมฝีปากของอีกฝ่าย แต่ไม่ได้ยินว่าคุยอะไรกัน
“เมื่อเมื่อกี้ สิ่งที่ระเหยออกมาจากตัวเขาคือพลังชีวิตของปีศาจงั้นเหรอ?” เธอมองหน้าสวีหยางอี้และก้มหน้าเอ่ยอย่างเคารพ“ฉันเพิ่งเคยเห็นสิ่งนี้เป็นครั้งแรก... มันเป็นเหมือนที่ในอินเทอร์เน็ตบอกหรือไม่เพียงแค่เลือดหยดเดียวก็สามารถควบคุมความเป็นความตายของปีศาจได้?”
“โดยปกติแล้วพลังชีวิตจะอยู่ในทะเลลมปราณของปีศาจ การฝึกตนของเผ่าปีศาจจะแตกต่างจากพวกเรา โดยการฝึกตนของพวกมันจะปล่อยพลังชีวิตออกมาจากร่างกายและควบแน่นพลังงานนั้นให้กลายเป็นร่างเสมือนของตัวเองจากนั้นก็ค่อยๆ ฝึกฝนขัดเกลาวิชาไปเรื่อยๆจนกลายเป็นแก่นพลังปีศาจหรือบางคนก็เรียกว่าผลึกปีศาจนั่นเอง” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางเอ่ย“ยิ่งปีศาจตัวไหนมีพลังแกร่งกล้ามากเท่าไหร่ พลังชีวิตของพวกมันก็ยิ่งเสถียรและไม่แตกสลายโดยง่ายมากเท่านั้นต่อให้ตายไปแล้วร้อยสองร้อยปีก็จะคงสภาพอยู่แบบนี้ ดังนั้นจงจำเอาไว้ให้ดีถ้าหลังจากนี้เธอไปพบเจอโครงกระดูกของปีศาจยุคโบราณห้ามเข้าไปสำรวจตรวจดูด้วยตัวเองเป็นอันขาด ต่อให้มันจะมีพลังชีวิตแค่เสี้ยวเดียวพลังของมันก็มากพอที่จะฆ่าเธอเป็นหมื่นๆ ครั้ง”
“เมื่อทำพันธะสัญญาเป็นตายแล้วจะสามารถสื่อสารกับอีกฝ่ายได้อย่างไม่มีปัญหา อย่างเช่นไม่ต้องเอ่ยปากพูดเพียงแค่คิดแล้วส่งผ่านกระแส คู่พันธะสัญญาก็รับรู้ได้แต่ว่าระยะทางต้องไม่ห่างจากกันเกินหนึ่งเมตร”
โจวถิงถิงพยักหน้าอย่างเร็วพลันจากนั้นก็มองสวีหยางอี้ด้วยสายตาหวั่นเกรง “ทำไมคุณถึงรู้เยอะขนาดนี้?”
“เพราะฉันเป็นมืออาชีพไงล่ะ”สวีหยางอี้ใช้เท้าเขี่ยเจ้าปีศาจคางคกที่นอนกองอยู่ที่พื้น “บอกชื่อมา”
“หลี่จงหยวน...”อีกฝ่ายตอบกลับเสียงอิดโรย แต่ก็พยายามรวบรวบสติพยุงตัวเองลุกขึ้นก่อนพูดขึ้นด้วยสีหน้าเหยเก “นายท่านต้องการหญ้าน้ำค้างงั้นเหรอ?”
ต่อให้เขาอยากจะฆ่าสวีหยางอี้มากแค่ไหนก็ตามแต่ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้ เพราะตอนนี้แค่เขามีความคิดไม่ดีโผล่ขึ้นมาในหัวแวบหนึ่งก็ตัดสินความเป็นความตายเขาได้เลยทีเดียว
ต้องรอ...ต้องรอโอกาสเท่านั้น รอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น แล้วค่อยหาจังหวะลบล้างตราประทับของอีกฝ่ายออกจากพลังชีวิตของตัวเองและเมื่อถึงตอนนั้น...
จะได้หนีออกนอกประเทศ!
“ถอนเงินนายออกมาก่อน”สวีหยางอี้จุดบุหรี่ขึ้นหนึ่งมวน ยังไม่ทันสูบเข้าปอด ก็เงยหน้ามองเพดานพลางเอ่ย “แล้วหาซื้อที่พักดีๆหน่อย ต้องมีห้องส่วนตัวที่กันเสียนาย ไม่ก็หาบ้านที่มีโรงรถอะไรพวกนั้น แล้วทำการปรับปรุงใหม่ฉันต้องการภายในอาทิตย์นี้”
ตอนที่สวีหยางอี้ขาดทุนทรัพย์ที่สุดกลับพบเจอกับหลี่จงหยวนที่หนีมาจากเมืองซานสุ่ยในตอนนั้นบาปบุญย่อมย้อนคืนกลับมาสู่ตนไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง
เมื่อมีเงิน...ก็จะมีสถานที่เงียบๆ ที่ปิดกั้นเสียงได้...
จากนั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่ตัวเขาจะฝึกวิชาจากคัมภีร์ราชาโอรถนิรันดร์บทแรก!
ในยุคสมัยปัจจุบันทรัพยากรที่มีเพียงน้อยนิดได้กีดกันขีดจำกัดของผู้ฝึกตน ดังนั้นนับตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ผู้ใดที่ต้องการเข้าถึงทรัพยากรมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น
ซึ่งก็คือฝึกฝนพัฒนาตัวเองให้ถึงจุดสูงสุดอย่างไม่มีผู้ใดทัดเทียมได้!
สวีหยางอี้นึกถึงเหตุการณ์ตอนที่อยู่บนเครื่องบินขึ้นมาได้พวกฝู่หรงทูจิ้วและติงเซียงเคยบอกไว้ว่าพวกเขายอมจ่ายให้อันดับหนึ่งเป็นจำนวนเงินมหาศาลแต่ว่าสำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์เรื่องหลอมยาวิเศษ หลอมอาวุธและปลุกเสกยันต์อาคมพวกเขายอมจ่ายมากกว่านั้นถึงสามเท่า!
หาก...วิชาหลอมยานี้ เป็นยุทธเวทหลอมยาวิเศษที่แท้จริงขึ้นมาล่ะ?
พวกเขาจะยอมจ่ายเท่าไหร่กัน?
ไม่มีผู้ฝึกตนที่ตระหนักถึงข้อได้เปรียบของตัวเองคนไหนไม่ใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองพาไปยังจุดสูงสุดหรอก
พวกคนที่เก่งๆติดลิสต์รายชื่อพวกนั้น มีใครที่ไม่มีความสามารถโดดเด่น?มีใครที่ไม่บ้าระห่ำเหมือนปีศาจตัวฉกาจบ้าง?
เปลวไฟพลันปะทุขึ้นกลางใจวูบหนึ่งแต่วินาทีต่อมาดวงตาก็หรี่ลงฉับพลัน สัญญาณของอันตรายปรากฏขึ้นแล้ว
มีใครบางคน...
มีใครบางคนอยู่แถวนี้...
ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่สามคนผู้ชายสอง ผู้หญิงหนึ่ง... แถมเป็นนักสังหารมืออาชีพอีกด้วย เป็นหน่วยสะกดที่มีฝีมือกลบร่องรอยบนตัวได้เก่งเอาเรื่อง แต่ว่ารังสีที่แผ่ออกมาของพวกเขาก็เป็นเหมือนกับกลิ่นประหลาดที่โชยอยู่ในอากาศโดยเฉพาะหลังจากประสาทสัมผัสของสวีหยางอี้เฉียบคมขึ้นร่องรอยของพวกนั้นก็ยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม
นี่ถือว่าเป็นการท้าทายกันอย่างโจ่งแจ้งเลยก็ว่าได้!
ดีเหมือนกัน...
เขากำหมัดขึ้นในเมื่อคิดจะท้าทายกันแบบนี้ งั้นพวกนั้นคงคิดมาแล้วว่าตัวเองต้องเจอกับอะไร
เสือร้ายที่ถูกกักขังมาสามปีบัดนี้พร้อมลุกผงาดออกจากกรงแล้ว สวีหยางอี้อยากรู้เหลือเกินว่าตัวเองในตอนนี้จะบ้าระห่ำได้เท่าสามปีก่อนหน้านี้ไหม
เป็นอย่างที่คิดตัวเขายังคงกระหายการต่อสู้อยู่ตลอด... เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วปัดมือให้หลี่จงหยวน “ไปได้”
“ครับ”
สวีหยางอี้ไม่ยอมขยับไม่ไหนเขาได้แต่นั่งอยู่ในห้องตลอดทั้งวันจนถึงเย็น แม้เทียนเต้าจะสอนอะไรไม่มากแต่กลับสอนทักษะการสะกดรอย การตรวจจับการสะกดรอย และการฆ่ามาค่อนข้างมากเลยทีเดียว
ในสถานการณ์แบบนี้น่าจะมีความเป็นไปได้อยู่สี่แบบ แบบแรกคืออีกฝ่ายอาจไม่ตั้งใจหรืออาจจะตั้งใจแต่ตอนนี้ สวีหยางอี้สามารถสรุปได้ว่าพวกเขามีสามคนที่จับตาดูเขาอยู่ชายสองหญิงหนึ่ง
สมาธิของอีกฝ่ายจดจ่ออยู่ที่ตัวเขาคนเดียวโดยไม่สนใจคนอื่นรอบๆ เลยสักคน
แบบที่สองดูจากพฤติกรรมของอีกฝ่ายแล้ว น่าจะเป็นการจับตามองเสียมากกว่า แต่ตัวสวีหยางอี้เองก็ไม่ค่อยแน่ใจ
แบบที่สาม พวกเขาอาจต้องการตัดกำลังเขาแม้จะเป็นขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น แต่ก็เป็นถึงนักสะกดรอยยอดฝีมือแม้อาจจะทำอะไรเขาไม่ได้ แต่ถ้าหากพวกเขาลงมือขึ้นมาจริงๆก็อาจจะทำให้ลำบากอยู่เอาการ
แบบที่สี่พวกเขาอาจจะกำลังประเมินพลังของเขาอยู่ก็ได้
ความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์นี้นับได้ว่าเป็นพรสวรรค์เฉพาะของเขาเลยก็ว่าได้มันแทรกซึมอยู่ในกระดูกของเขามาช้านาน เมื่อไหร่ที่เขาพบเจอกับเหตุการณ์ผิดวิสัยความเป็นไปได้มากมายก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวทันที
“ฉลาดจริงๆ ...”เขาหรี่ตาลงพลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะบ่นพึมพำ “ใครกัน? บังอาจใช้วิธีแบบนี้จับตาดูฉัน?หรือว่ามีแผนอะไรบางอย่างอยู่?”
“ทักษะการหลบซ่อนเก่งใช้ได้ใช้พลังจิตในระดับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางได้อย่างเต็มที่แถมยังรู้จักรักษาระยะอีกนี่มันเป็นทักษะที่ถูกฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพและมีประสบการณ์มายาวนาน...”
“ผู้ฝึกตนโดยทั่วไปไม่สามารถใช้พลังจิตได้ในระยะไกลแบบนี้นี่คงเป็นวิธีคิดของพวกนั้นสินะ แต่น่าเสียดาย...นี่กลับเป็นจุดบอดของพวกนั้นต่างหาก...” สวีหยางอี้แสยะยิ้มยืนขึ้น “เพราะคนที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาเป็นถึงผู้ชนะที่แท้จริงของมณฑลหนานทงเมื่อสามปีก่อนเชียวนะ”
คำพูดนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างล้นหลามเขามั่นใจในความสามารถตัวเองเป็นยิ่งนัก
เป็นรองผู้ชนะริอาจมาจับตาดูผู้ชนะงั้นเหรอ?
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปสองชั่วโมงผ่านไป... ห้าชั่วโมงเต็มผ่านไป
ในระหว่างนั้น สวีหยางอี้ได้ยกหูโทรศัพท์โทรไปหาใครบางคน
“ในเมื่อพวกนายไม่ยอมเคลื่อนไหวถ้างั้นฉันจะเป็น ‘นักล่า’ เองแล้วกัน”
เขาหยิบบุหรี่ใส่รองเท้า และเดินออกไป แถมยังผิวปากอย่างสบายอารมณ์ทำอย่างกับอยู่บ้านตัวเอง
ไม่ใช่แกล้งทำแต่ว่า...
เขาไม่ได้ใส่ใจจริงๆ
รองเท้าคู่นี้เคยเตะหลัวซานเฟิงลอยกระเด็นไปเมื่อสามปีก่อนสินะ
“เขาเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”ในตอนนี้ ห่างออกไปหนึ่งพันเมตร บนยอดห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งมีเงาคนหลอมรวมกับความมืดยามราตีประจำอยู่ที่มุมตึกทั้งสามมุม
ต่อให้มีคนอยู่ข้างๆพวกเขา ก็คงไม่ได้ยินเสียงลมหายใจพวกเขาแม้แต่น้อยและสัมผัสถึงอุณภูมิของร่างกายที่แผ่ซ่านออกมา ชีพจร หรือเสียงหัวใจไม่ได้สักนิดราวกับเป็นหุ่นรูปร่างคนทั้งสามร่างที่ถูกวางเอาไว้ตรงนั้น
ความสูงจากพื้นอยู่ประมาณหลายสิบเมตรแต่ใบหน้าของทั้งสามคนท่ามกลางความมืดกลับไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“อาจจะรู้ตัวเข้าแล้ว”น้ำเสียงแหบพร่าเบาแผ่วแต่ได้ยินชัดเจนดังขึ้น “ตอนแรกพวกเราเข้าใกล้เป้าหมายที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเพื่อระบุพิกัดให้แน่ชัด”
“เป็นไปไม่ได้เพราะเขาต้องรักษาอาณาเขตพลังจิตของเขาอยู่ตลอดเวลามีเพียงระดับปรมาจารย์เจ้าสำนักเท่านั้นที่สามารถเปิดประสาทสัมผัสเพื่อรับรู้สิ่งต่างๆโดยรอบได้ เขาต้องขยายประสาทสัมผัสสูงกว่าระดับ A พร้อมกับประสานพลังจิตเข้าไปด้วยถึงจะสามารถรับรู้ตำแหน่งของพวกเราได้” ตอนนี้ ดวงตาของผู้ชายทาสีฝุ่นพรางทั่วหน้าปรากฏรูม่านตาขึ้นมาสามรูราวกับเป็นดวงตาของแมลงที่คอยจับจ้องทิศทางการเคลื่อนของสวีหยางอี้อยู่อย่างไม่ละสายตา
น้ำเสียงเพิ่งสิ้นสุดลงพวกเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ทำเอาแมวเหมียวที่คาบหนูเดินย่องอยู่ตามกำแพงสะดุ้งโหยงและเผ่นหนีทันที
“ตามต่อไปราชาพยัคฆ์หมายเลข 03 เธออยู่ที่นี่ แล้วติดต่อไปยังผู้อำนวยการ”
“ได้”ผู้หญิงตอบรับ
สิ้นสุดเสียงเงาร่างทั้งสองก็ไถลตัวตามกำแพงลงมาจากดาดฟ้าตึกราวกับจิ้งจกพวกเขาทำงานกันอย่างสอดประสาน และไม่ละสายตาออกจากเป้าหมายแม้แต่น้อย
พวกเขารับมือกับทุกๆสถานการณ์อย่างรอบคอบ เป็นเหตุให้พวกเขามีค่าจ้างสูงในระดับแถวหน้า
แต่ว่าภายในใจของพวกเขาก็มีความภาคภูมิใจในความสามารถของตัวเองอยู่เช่นกัน!
อีกฝ่ายเป็นแค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้น
ก็แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับต้นเอง!
และพวกเขาก็เป็นถึงขั้นเลี่ยนระดับต้นที่ฉลาดที่สุดซ้ำยังสองต่อหนึ่ง โอกาสจับตัวได้มีค่อนข้างสูง!
“รายชื่อผู้ชนะในรอบห้าสิบปีของเทียนเต้ามีคนๆนี้อยู่ด้วยรึเปล่า?” ขณะไถลตัวลงมา ผู้ชายหัวโล้นหน้าลายพรางได้เอ่ยถามขึ้น
“ไม่น่ามีนะ”ชายร่างผอมพูดขึ้นเสียงขรึม “เมื่อพวกเราทั้งสามทำงานด้วยกันไม่มีใครสู้พวกเราได้หรอก ต่อให้เป็นผู้ชนะก็ตามอีกอย่างฉันจำหน้าผู้ชนะพวกนั้นได้หมดทุกคน”
“หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือปริศนาของกองกำลังไหนสักกอง?”
“เป็นไปไม่ได้พวกเราจะไปกลัวยอดฝีมือพวกนั้นทำไม พวกเราผ่านความเป็นความตายกันมามากมายขนาดนี้”ผู้ชายร่างผอมยิ้มแห้ง “มีเพียงคนที่รอดออกมาจากนรกในเทียนเต้าครั้งนั้นที่เราควรกังวล”
ไม่มีคำพูดใดหลังจากนั้น
จากการคาดของพวกเขาสรุปก็คือเป้าหมายไม่มีทางเป็นคนที่พวกเขารับมือไม่ได้ แต่ลึกๆแล้วพวกเขาก็มีความระมัดระวังตัวอยู่โดยสัญชาตญาณ หากโจมตีไม่โดน ต้องรีบหนีทันที
แค่การโจมตีเดียวก็น่าจะทำให้นักสะกดรอยยอดฝีมือพวกนี้ประเมินพลังของเป้าหมายได้แล้ว