ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 178 ปะทะครั้งใหญ่ในสวน (2)

            “แค่กๆ! แค่กๆ!”

            เดิมทีเริ่นเสี้ยวเทียนเลือดเปรอะไปทั่วใบหน้าหลังจากโดนบีบคอจนหายใจไม่ออก ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำและไอออกมาไม่หยุด

            ตอนนี้มืออีกข้างของอู๋หมิงทาบลงบนหัวของตนเองแล้วเขาทำได้เพียงยืนหยัดเอาไว้ ไม่อย่างนั้นหัวของเขาอาจโดนอู๋หมิงกระชากออกไป

            พลังยุทธ์ของเขาคือขั้นราชันระดับสูงสุดหากต้องสู้กันจริงๆ ยังพอสู้กับผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิได้แต่ขั้นจักรพรรดิที่เขาสู้ได้อย่างมากที่สุดคือบุคคลที่อยู่ในระดับเดียวกับราชามารทิศเหนือเป็นผู้ฝึกตนที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นจักรพรรดิ

            แต่อู๋หมิงผู้นี้เป็นผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางพลังยุทธ์ของพวกเขาต่างกันมากเกินไป

            หากกล่าวถึงพลังต่อสู้ราชามารทิศเหนือสามคนยังไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของอู๋หมิงได้เลยยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเริ่นเสี้ยวเทียน

            และแม้เพลิงวิญญาณโดยรอบกำลังแผดเผาร่างจิตวิญญาณของอู๋หมิงอยู่เนื่องจากพลังยุทธ์ที่ต่างกันมากจึงเห็นผลค่อนข้างช้า

            ดูจากสถานการณ์ตอนนี้เริ่นเสี้ยวเทียนอาจตายได้ทุกเมื่อ

            เสิ่นเลี่ยนที่ยืนอยู่ข้างๆในตอนนี้กำลังมองอู๋หมิงด้วยแววตาเยียบเย็น

            เขาต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิอีกครั้ง

            ครั้งนี้อีกฝ่ายแข็งแกร่งยิ่งกว่าแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิ

            ครั้งนี้ไม่มีเสิ่นเสวียนปกปิดตัวตนโอกาสสำเร็จไม่ถึงหนึ่งส่วนเลยด้วยซ้ำ เสิ่นเสวียนเคยบอกไว้หากมั่นใจไม่เกินแปดส่วนอย่าเปิดเผยตัวตนจอมยุทธ์สังหารออกไปเด็ดขาด

            แต่เขาจำเป็นต้องทำ

            หากไม่ทำเริ่นเสี้ยวเทียนอาจต้องตาย และพวกเขาก็คงตายไปด้วย

            เสิ่นเสวียนไม่อยู่เขามีหน้าที่ปกป้องทุกคนที่นี่

            กริชนิลนาคาแอบซ่อนอยู่ในมิติตอนนี้กระแสพลังใกล้ปะทุออกมาแล้ว มันสั่นไหวไม่หยุดพร้อมกระโจนออกไปสังหารตลอดเวลา

            “แค่กๆ!!!”

            “แค่กๆ!!!”

            เสียงของเริ่นเสี้ยวเทียนอ่อนแรงลงมากแล้วไอพลังบนร่างก็เริ่มเบาบางลง

            “จบสิ้นแล้วสังหารเจ้าแล้วข้าค่อยไปจัดการพวกเขาต่อ ให้พวกเจ้าได้ไปอยู่ด้วยกัน”

            อู๋หมิงบอกลาเริ่นเสี้ยวเทียนเป็นครั้งสุดท้าย

            จากนั้นเขาก็ออกแรงบีบรุนแรงกว่าเดิมโดยเฉพาะมือที่วางอยู่บนหัว พลังแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด กระทั่งมองเห็นได้ว่าคอของเริ่นเสี้ยวเทียนถูกดึงให้ยาวขึ้น

            ผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิระดับกลางน่ากลัวยิ่งนัก!

            ทว่าในขณะนั้นเองอู๋หมิงพลันรู้สึกเย็นวาบขึ้นที่กลางหลังประสบการณ์การต่อสู้มานานหลายปีบอกเขาว่าอันตรายกำลังมาเยือน

            และอันตรายครั้งนี้อาจถึงชีวิต

            เขาจึงหันไปมองทางขวาในทันที

            เสิ่นเลี่ยนที่ยืนอยู่ตรงนั้นส่งยิ้มให้เขาเล็กน้อย

            รอยยิ้มนี้ราวกับรอยยิ้มของเทพแห่งความตายทำให้เขาขนหัวลุกชัน

            ต่อมาเสิ่นเลี่ยนที่ยืนอยู่ตรงนั้นกลับหายตัวไปและเขายังไม่เจอร่องรอยอีกด้วย

            ไอพลังของความตาย!

            หลายปีมาแล้วที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ทันทีที่ความรู้สึกนี้ปรากฏขึ้นทำให้สีหน้าของเขาตึงเครียดกระทั่งไม่สนใจที่จะสังหารเริ่นเสี้ยวเทียนแล้วจากนั้นเขาก็หันไปทางซ้ายแล้วหรี่ตามอง

            เขามองเห็นลำแสงเยียบเย็นสว่างวาบขึ้น

            อานุภาพเช่นนี้เพียงพอจะสังหารเขาที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมันปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบหากไม่ใช่เพราะลางสังหรณ์ที่ติดตัวเขามานานหลายปีเขาไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายจะโจมตีจากด้านซ้าย

            สองมือที่บีบคอและจับหัวเริ่นเสี้ยวเทียนอยู่คลายออกพร้อมๆกัน อัสนีเทพหลอมรวมขึ้นที่ใจกลางฝ่ามือทั้งสองข้างแล้วโจมตีใส่ลำแสงเยียบเย็นในพริบตา

            ตั้งแต่เสิ่นเลี่ยนหายตัวไปจนโจมตีใส่อู๋หมิงเป็นช่วงเวลาที่สั้นมาก ราวกับเกิดขึ้นในพริบตา

            ตูม!

            อัสนีเทพโจมตีใส่ลำแสงเยียบเย็นอย่างแม่นยำจนเกิดเสียงดังสะท้าน

            นี่คือพลังโจมตีของผู้แข็งแกร่งขั้นจักรพรรดิแม้เป็นพลังโจมตีที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนแต่ไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนขั้นราชันจะรับมือได้

            ทว่าลำแสงเยียบเย็นกลับต้านทานได้

            ไม่เพียงต้านทานได้ยังทะลวงผ่านอาณาเขตระเบิดของอัสนีเทพไปได้และพุ่งตรงเข้าใส่หน้าผากของอู๋หมิงอีกด้วย

            ความเร็วไม่ได้ลดลงเลย!

            คล้ายจะเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่อู๋หมิงต้องเอาเกราะคันฉ่อง[1] ออกมาป้องกันหน้าผากเอาไว้

            ฉึก!

            กริชเล่มนี้คือกริชนิลนาคาของเสิ่นเลี่ยนด้านหลังกริชนั้นคือเสิ่นเลี่ยนใช้สองมือจับด้ามกริชเอาไว้ทะลวงผ่านอาณาเขตอัสนีเทพแทงกริชตรงเข้าใส่หน้าผากของอู๋หมิง

            อู๋หมิงในตอนนี้เริ่มลนลานขึ้นมาแล้วเนื่องจากเขาอาจถึงแก่ชีวิตได้จริงๆ จะไม่ลนลานคงไม่ได้

            กริชในมือเสิ่นเลี่ยนแทงลงไปบนเกราะคันฉ่องอย่างแม่นยำ

            ฉ่า!!!

            ฉ่า!!!

            เกราะคันฉ่องที่แข็งแกร่งแผ่นนั้นมีประกายไฟกระเด็นออกมาส่วนกริชนิลนาคากำลังทะลวงผ่านเกราะคันฉ่องไปอย่างรวดเร็ว หากทะลวงผ่านไปได้อู๋หมิงที่อยู่ด้านหลังเกราะนั้นก็จะโดนโจมตี

            ทว่าอู๋หมิงไม่ใช่คนธรรมดาเขาใช้อัสนีเทพในการโจมตีและใช้เกราะคันฉ่องในการป้องกันทำให้พลังโจมตีของกริชนิลนาคาลดลงไปไม่น้อย และเขายังใช้เวลานี้ขยับร่างไปทันที

            เคร้ง!

            เกราะคันฉ่องแตกออกเสียงดังก้องในขณะเดียวกันหัวของอู๋หมิงก็เคลื่อนไปจากจุดเดิมแล้วทำให้กริชเฉียดใบหน้าของเขาไป ทิ้งรอยเลือดสีแดงฉานเอาไว้

            ตุบ!

            เมื่ออู๋หมิงหลบพลังโจมตีสังหารของเสิ่นเลี่ยนไปได้เขาก็ยกเข่าโจมตีใส่หน้าอกของเสิ่นเลี่ยนทันที จนเสิ่นเลี่ยนตัวงอ

            “เฮือก!”

            ขณะเดียวกันเสิ่นเลี่ยนกระอักเลือดออกมาและไอพลังบนร่างเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว

            เสิ่นเลี่ยนมีพลังโจมตีเพียงครั้งเดียวและนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเสิ่นเสวียนไม่ให้เขาลงมือเด็ดขาดหากไม่มั่นใจเกินแปดส่วน

            หากโจมตีแล้วไม่สำเร็จเท่ากับต้องตาย

            ตอนนี้เขาโจมตีไปแล้วแต่ไม่สำเร็จพลังของเขาหมดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีพลังต่อสู้อีกต่อไปแล้ว

            เดิมทีอู๋หมิงอยากใช้เข่ากระแทกเสิ่นเลี่ยนให้กระเด็นออกไปแต่กลับพบว่าเสิ่นเลี่ยนหมดพลังต่อสู้ไปแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เขาตกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป

            เขาใช้มือแทนมีดฟันใส่ร่างของเสิ่นเลี่ยนในทันที

            ภัยคุกคามเช่นนี้กำจัดได้เร็วเท่าไรยิ่งดีหากปล่อยให้ล่วงเลยไปแม้เพียงนาทีเดียวอาจทำให้เขาบาดเจ็บหรือถึงตายได้

            พลังฝ่ามือของเขาสามารถผ่าภูเขาให้แยกออกได้และตอนนี้เขาฟันลงไปบนร่างของเสิ่นเลี่ยนที่ไม่มีพลังป้องกันตัวแค่คิดก็รู้แล้วว่าจะเป็นอย่างไร

            แต่เขากลับล้มเหลวอีกครั้ง

            เคร้ง!!!

            เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นและเห็นว่าเริ่นเสี้ยวเทียนยืนอยู่กลางอากาศตรงหน้าเขาในมือถือไข่มุกแสงอยู่เม็ดหนึ่ง มันเปล่งประกายแสงสว่างจ้าต้านทานพลังฝ่ามือมีดของอู๋หมิงเอาไว้ได้

            “ไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์!”

            อู๋หมิงถอยหลังไปสองก้าวเนื่องจากโดนต้านพลังโจมตีสีหน้าของเขาตื่นตกใจมาก เมื่อเทียบกับการสังหารเสิ่นเลี่ยนแล้วไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่า

            เหตุผลไม่มีอย่างอื่นเลยเพียงเพราะไข่มุกนี้ได้รับพลังจากผู้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งของของผู้ศักดิ์สิทธิ์

            เริ่นเสี้ยวเทียนเลือดไหลเต็มปากมือหนึ่งถือไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์ อีกมือหนึ่งคว้าร่างเสิ่นเลี่ยนไว้ไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์นี้ หลังจากสู้กับผู้ศักดิ์สิทธิ์จื่อกวงแล้วพลังของมันเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่เขาก็เก็บเอาไว้คิดไม่ถึงว่าจะได้ใช้ที่นี่

            “ไม่เป็นไรข้ามาแล้ว”

            เริ่นเสี้ยวเทียนกล่าวกับเสิ่นเลี่ยนทว่าตอนนี้เสิ่นเลี่ยนหมดเรี่ยวแรงจนเกือบหมดสติไปแล้ว

            “เจ้า!”

            อู๋หมิงมองเริ่นเสี้ยวเทียนด้วยแววตาสับสนเขาพูดไม่ออกขึ้นมาชั่วขณะ ไม่รู้ควรพูดอะไรดี

            เขากลัวที่จะรู้ผลลัพธ์กลัวผลลัพธ์ที่ตามมาจริงๆ และนับแต่นี้ไปเขาคงจะมิอาจลืมสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้เลย

            และเมื่อเป็นเช่นนี้หากฆ่าตายไปทั้งหมดก็ไม่มีใครรู้เรื่องแล้ว

            “ตายเสียเถอะ”

            อู๋หมิงไม่ยั้งมืออีกแล้วเขาซัดพลังหมัดสองข้างแหวกอากาศออกไปทำให้เสิ่นเลี่ยนและเริ่นเสี้ยวเทียนกระเด็นออกไปทันที

            พลังโจมตีนี้เป็นพลังทั้งหมดของอู๋หมิงแล้ว

            แม้จะมีไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าเริ่นเสี้ยวเทียนมิอาจต้านทานได้อย่างแน่นอน

            เริ่นเสี้ยวเทียนมองเงาหมัดที่พุ่งเข้ามาพลางยิ้มด้วยสีหน้าซีดเผือดแล้วเขาก็มองไข่มุกแสงศักดิ์สิทธิ์ในมือ และหันมองเงาหมัดอีกครั้งเขารู้ว่าพลังที่มีในตอนนี้มิอาจต้านทานได้เลย

            เขาเป็นถึงอัจฉริยะแห่งยุคต้องมาตายอยู่ที่นี่อย่างนั้นหรือ

            คิดแบบนี้แล้วอดขำไม่ได้

            “สังหารคนในที่ของข้าใครให้เจ้ากล้าขนาดนี้”

            ขณะนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงคนแก่อย่างชัดเจน

            และมิติเบื้องหน้าของเสิ่นเลี่ยนกับเริ่นเสี้ยวเทียนพลันมีม่านพลังปรากฏขึ้น

            ตูม! ตูม!

            เสียงพลังโจมตีดังขึ้นสองครั้งแต่ม่านพลังนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลยส่วนเงาหมัดนั้นแตกสลายไปในพริบตา

            “ใครกัน”

            อู๋หมิงตกใจมากที่ได้ยินเสียงนั้นจึงหันมองไปรอบๆ เพื่อหาต้นเสียง

            ..........................................................

            [1]เกราะคันฉ่อง (护心镜) หรือเรียกอีกอย่างว่า เกราะหัวใจ(เกราะป้องกันหัวใจ)มีลักษณะเป็นแผ่นทองแดงฝังไว้ที่หน้าอกและแผ่นหลังของชุดเกราะนักรบสมัยโบราณเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยลูกธนู