เยี่ยซิงเหอเห็นทางชนะแต่ทางนั้นต้องแลกด้วยการเปิดเผยสิ่งที่ศัตรูตามหา
เขาค้างอยู่ใต้แผ่นพื้น มือจับด้ามกระบี่เงาดาราเืจากหางตาไหลถึงกราม ภาพเส้นปราณของชายชุดดำ้ายังติดในสายตาจุดมืดใต้ไหปลาร้าซ้ายเต้นตามลมหายใจ
เพียงชักกระบี่แล้วแทงตรงนั้น เขาอาจทำให้อีกฝ่ายล้ม
แต่คมกระบี่เงาดาราจะดึงปราณทองจากรากฐานที่แตกร้าวและยันต์ตรวจิญญายังลอยอยู่เหนือหลังคา ต่อให้ชนะคนตรงหน้าศัตรูบนูเาก็จะได้ร่องรอยชัดเจนกว่าครั้งใด
“ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าจะเปิดเผยตัว” ผู้เฒ่าโม่กล่าวจากกลางลาน
คนกลางก้าวเหยียบแผ่นพื้นที่เยี่ยซิงเหอซ่อนอยู่ “ช้าไปแล้ว”
มีดสั้นแทงลง
เยี่ยซิงเหอปล่อยด้ามกระบี่ พลิกตัวไปตามร่องน้ำปลายมีดทะลุพื้นเฉือนแขนเสื้อ แต่ไม่โดนเนื้อ เขาใช้ข้อศอกดันผนังดินส่งตัวไปถึงช่องออกข้างเตาแล้วโผล่ขึ้นอีกด้านของเรือน
คนกลางหมุนมีดตามทันที
ครั้งนี้เยี่ยซิงเหอไม่มีจุดคอขวดช่วยเขาต้องเผชิญหน้าในระยะสามก้าว
เขามองเท้าของศัตรูแทนมองคมมีด
เท้าซ้ายวางเต็มฝ่า เท้าขวาเบากว่าคนผู้นี้ระวังจุดตายใต้ไหปลาร้า จึงกดไหล่ซ้ายต่ำและเตรียมถอยขวาหากเยี่ยซิงเหอพุ่งตรง เขาจะถูกล่อให้ชนขอบโต๊ะแล้วรับมีดสวน
เขาจึงก้าวไปทางซ้ายครึ่งก้าว
ชายชุดดำไม่ขยับ
เยี่ยซิงเหอเลื่อนไปขวาอีกครึ่งก้าว
ปลายมีดหันตาม แต่เท้ายังอยู่เดิม
การหยั่งเชิงสองครั้งยืนยันว่าอีกฝ่ายปิดทางออก มิได้รีบสังหารเขา้าบังคับให้เยี่ยซิงเหอใช้ปราณทองหรือส่งผ้าไหมออกมา
“ผู้ที่อยู่เหนือูเาสั่งให้จับข้าเป็หรือฆ่า”เยี่ยซิงเหอถาม
“เ้าจะรู้เมื่อคุกเข่า”
“แปลว่าจับเป็”
คนกลางไม่ตอบ
เยี่ยซิงเหอได้คำตอบแล้ว
เขาเตะม้านั่งเตี้ยให้ไถลไปทางประตู มิใช่เพื่อโจมตีแต่บีบให้ศัตรูเลือกระหว่างรักษาทางออกกับหลบของที่พุ่งมาคนกลางใช้เท้ากดม้านั่งไว้ ทันใดนั้นเยี่ยซิงเหอก็เหยียบขอบเตาะโข้ามโต๊ะไปทางหน้าต่าง
มีดสั้นตามถึงแผ่นหลัง
เขาใช้ฝักกระบี่รับ
แกร๊ง!
แรงปะทะทำให้ข้อมือซึ่งาเ็ชาไปทั้งแขนกระบี่เงาดาราหนักขึ้นเหมือนมีหินแขวนอยู่ในฝัก เยี่ยซิงเหอไม่ฝืนต้านเขาปล่อยแรงพาร่างหมุน กระแทกไหล่ชนกรอบหน้าต่างแล้วกลิ้งออกสู่ลาน
ข้อเท้าขวาปวดแปลบจนเกือบทรุด
ชายชุดดำตามออกมาโดยไม่เสียจังหวะ
ยันต์ตรวจิญญาบนหลังคาหันตามเยี่ยซิงเหอปลายกระดาษสั่นเพราะกลิ่นจากรากฐานทองคำเขาเห็นสายไอสีซีดเชื่อมจากอกตนไปยังจุดเืบนยันต์ แม้ไม่ใช้ปราณมันก็จดจำกลิ่นที่เพิ่งััในทางใต้ดินแล้ว
กติกาเปลี่ยนไป
การซ่อนเฉย ๆ ไม่มีประโยชน์อีก
เยี่ยซิงเหอจึงพุ่งเข้าหาศัตรู
ชายชุดดำชะงักเพียงเสี้ยวเดียวเขาคาดว่าคนาเ็จะหนีเข้าตรอกแต่เยี่ยซิงเหอกลับเลือกพื้นที่แคบระหว่างบ่อน้ำกับรั้วฟืนที่นั่นมีดสั้นกวาดได้เพียงด้านเดียวและพื้นลาดลงสู่ร่องขี้เถ้าซึ่งชาวบ้านทำไว้เมื่อคืน
มีดพุ่งตรงคอ
เยี่ยซิงเหอยกฝักรับแล้วก้าวตามแรง
ก้าวแรกวางบนพื้นแข็ง
ก้าวที่สองวางบนขี้เถ้าร่วน
ก้าวที่สามไม่ลงตรงจุดซึ่งศัตรูเห็น
เขาเลื่อนฝ่าเท้าไปตามร่อง เงาร่างเหมือนสะดุดไปทางซ้ายแต่ตัวจริงไหลผ่านขวา เป็ย่างก้าวซึ่งเขาฝึกจากการหลบหมาป่าและอ่านแรงค่ายกลมิใช่วิชาเลิศล้ำ หากเกิดจากการรู้ว่าพื้นแต่ละ่รับน้ำหนักต่างกัน
ชายชุดดำเปลี่ยนมีดกลางทาง
เยี่ยซิงเหอไม่ชักกระบี่ เขาใช้ปลายฝักแตะข้อศอกทำให้คมมีดเลยคอไปหนึ่งนิ้ว แล้วหมุนฝักกระแทกจุดมืดใต้ไหปลาร้า
ตุบ!
ปราณโลหิตของอีกฝ่ายสะดุด ชายชุดดำถอยสองก้าวเืไหลจากมุมปาก
เยี่ยซิงเหอเองก็ทรุดเข่าหนึ่งข้าง
ภาพเส้นปราณตรงหน้าแตกกระจายจุดตายกลายเป็เงาดำหลายจุดซ้อนกัน เขาใช้การมองนั้นต่อเนื่องเกินไปดวงตาซ้ายพร่าจนมองไม่เห็นครึ่งลาน
ศัตรูยกมือแตะอก สีหน้าหลังหน้ากากยังซ่อนอยู่ แต่เสียงเปลี่ยน“เนตรของเ้า...”
“ข้ายังไม่ได้ชักกระบี่” เยี่ยซิงเหอตอบ
คำพูดสงบทำให้อีกฝ่ายลังเลมากกว่าการขู่หากฝักกระบี่ทำให้ปราณสะดุดได้ ผู้ใดจะรู้ว่าคมข้างในซ่อนสิ่งใด
ความจริงคือเยี่ยซิงเหอไม่มีแรงพอชักมันอย่างปลอดภัย
แต่ศัตรูไม่รู้
เขาใช้ความไม่รู้นั้นซื้อเวลา
เสียงฝีเท้าดังจากตรอกตะวันตก ชายชุดดำผู้ไล่ห่อผ้ากลับมาแล้วในมือเขามีผ้าพันแผลเปื้อนเืเก่า เมื่อเห็นเยี่ยซิงเหอเขาก็ฉีกผ้าครึ่งหนึ่งผูกกับยันต์สื่อสารสีดำ
“กลิ่นตรงกัน” เขากล่าว “ส่งออกไป”
เยี่ยซิงเหอหันจะขวาง
คนกลางพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ปิดจุดตายเขาใช้ปราณโลหิตบีบเส้นนั้นจนแดงจัด แลกกับการเร่งพลังชั่วคราวมีดสั้นกวาดเป็เงาสามสาย ปิดทั้งทางไปตรอกและทางขึ้นหลังคา
ศัตรูเปลี่ยนกติกาจากจับเป็ เป็ยอมาเ็เพื่อให้ข่าวหลุด
เยี่ยซิงเหอจำต้องรับมือคนตรงหน้า
เขาถอยตามร่องขี้เถ้า ใช้รั้วฟืนขวางมีดครั้งแรกใช้ถังน้ำว่างรับครั้งที่สอง แล้วทิ้งตัวต่ำให้คมครั้งที่สามผ่านเหนือศีรษะ
ปลายถังแตก เศษไม้บาดแก้ม
ชายอีกคนจุดยันต์ในมือ
ไฟสีเขียวแล่นตามขอบกระดาษ หากไหม้ถึงจุดเืข้อความกับกลิ่นจะถูกส่งไปยังผู้รอเหนือูเา
“ผู้เฒ่า!” เยี่ยซิงเหอะโ
“คนหนุ่มสู้กัน เหตุใดเรียกคนแก่” เสียงตอบดังใกล้กว่าที่คิด
ไม้เท้าของผู้เฒ่าโม่สอดเข้าระหว่างมีดกับคอเยี่ยซิงเหอ
ไม่มีเสียงกระแทกใหญ่ ไม่มีแสงปราณมีเพียงปลายไม้เก่าซึ่งแตะสันมีดตรงจุดสมดุล คมที่เร่งมาทั้งหมดพลันเบนลงดิน
ผู้เฒ่าโม่หมุนข้อมือ
ชายชุดดำถูกแรงของตนลากผ่านไปชนบ่อน้ำไหล่ซ้ายกระแทกขอบหินตรงจุดที่เยี่ยซิงเหอเพิ่งทำให้ปราณสะดุด เขาทรุดลงไอเป็เื
เยี่ยซิงเหอเห็นท่วงท่านั้นชัดแม้ตาซ้ายพร่า
ผู้เฒ่าโม่มิได้ใช้แรงมากกว่าเขารู้ว่าแรงของศัตรูจะไปที่ใดก่อนมันเกิด
ความสงสัยเก่าหนักขึ้นในใจชายชราผู้บอกว่าตนเป็เพียงคนเฝ้าหมู่บ้านไม่มีทางเรียนรู้การรับมีดเช่นนี้จากการเมาสุรา
แต่เวลาถามยังมาไม่ถึง
ผู้เฒ่าโม่กวาดไม้เท้าไปทางชายที่ถือยันต์
ระยะห่างห้าจั้ง ไม้เท้ายาวไม่ถึง
ทว่าชายผู้นั้นกลับะโหลบล่วงหน้าราวกับััได้ถึงแรงที่มองไม่เห็นฝ่าเท้าของเขาเหยียบกำแพงเรือนแล้วดีดตัวขึ้นหลังคา ไฟบนยันต์ไหม้เกือบถึงจุดเื
เยี่ยซิงเหอคว้าก้อนหินข้างบ่อขว้าง
ก้อนหินชนข้อมือ ยันต์หลุดจากมือ
ผู้เฒ่าโม่ใช้ปลายไม้เท้าตวัดกลางอากาศกระแสลมบางเฉือนมุมกระดาษขาด ไฟสีเขียวดับไปครึ่งหนึ่ง
แต่ส่วนที่มีเืเก่ายังไม่ดับ
ชายชุดดำบนหลังคาคว้ามันไว้ก่อนตกพื้น เขาไม่ต่อสู้พุ่งข้ามสันหลังคาไปทางตะวันออกทันที
“อย่าไล่!” ผู้เฒ่าโม่กล่าว
เยี่ยซิงเหอก้าวไปแล้วหนึ่งก้าว “มันเอากลิ่นข้าไป”
“หากเ้าไล่ คนข้างบ่อจะฟื้นและคนใต้ป่าสนจะหลุดออกเมื่อชั้นกลางเปลี่ยน”
ชายชราพูดถูก พวกเขามีศัตรูมากกว่าหนึ่งและชาวบ้านยังอยู่ใต้ยุ้ง การพาคนผ่านสำคัญกว่าการสังหารผู้ส่งข่าว
เยี่ยซิงเหอหยุด
การหยุดครั้งนี้ยากกว่าการพุ่งตาม
เขาหันกลับ ใช้เชือกรัดมือชายข้างบ่อ แต่ทันทีที่เชือกแตะผิวอีกฝ่ายก็ลืมตาและกัดฟันกรามของตน
ผู้เฒ่าโม่บีบคางไว้ทัน ทว่าของบางอย่างแตกในปากแล้วกลิ่นคาวโลหิตแผ่ออก ชายชุดดำชักกระตุกสองครั้ง ก่อนสติหายไปดวงตาเปิดค้างโดยไม่มีแวว
“ยาพิษ?” เยี่ยซิงเหอถาม
ผู้เฒ่าโม่แตะชีพจร “ยังไม่ตาย แต่ตัดจิตตนเองไม่ให้เราถามคำใด”
“อีกคนใต้ป่าสนเล่า”
“คงมีสิ่งเดียวกันในปาก”
“แล้วเราจับไว้เพื่อสิ่งใด”
“เพื่อให้รู้ว่าผู้ส่งพวกมันมากลัวคำตอบมากกว่ากลัวเสียคน”
เยี่ยซิงเหอมองหลังคาด้านตะวันออกคนที่หนีไปเหลือเพียงเงาดำเล็ก ๆ บนแนวหิมะเขายังอาจตามทันหากเปิดปราณทองและใช้ก้าวที่เพิ่งค้นพบ
แต่ข้างหลังเขามีผู้เฒ่าโม่าเ็มีนักฆ่าสองคนที่ยังต้องเฝ้า และมีคนทั้งหมู่บ้านรอทางขึ้นจากใต้ดิน
เขาเก็บความ้าไล่ไว้ในอก
“เปิดทางให้ชาวบ้านก่อน” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่มองเขาครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า“คราวนี้เ้ารู้ว่าเมื่อใดควรไม่ชักกระบี่”
“แต่หลักฐานหลุดไปแล้ว”
“ชัยชนะที่ไม่มีสิ่งหลุดมือ มักอยู่ในปากคนเล่านิทาน”
ทั้งสองพาคนจากใต้ยุ้งกลับสู่เรือนกลางชาวบ้านเห็นนักฆ่าที่หมดสติและรอยเืในลาน ความกลัวมิได้หายไปแต่เปลี่ยนรูปจากสิ่งไร้ชื่อเป็ศัตรูซึ่งมีมือ มีเท้า และาเ็ได้
ราคาก็ชัดเจนเช่นกัน
เสบียงในสามเรือนถูกทำลายแนวผนึกชั้นกลางสั่นทุกครั้งที่ชายใต้ป่าสนดิ้นรากฐานทองคำของเยี่ยซิงเหอมีรอยร้าวและคนที่หนีไปถือทั้งเืเก่ากับเศษกลิ่นิญญาของเขา
เหนือแนวป่าตะวันออก ชายชุดดำหยุดเพียงครั้งเดียว
เขาคลี่เศษยันต์ซึ่งไหม้ไปครึ่งหนึ่งจุดเืตรงกลางยังเต้นเหมือนหัวใจเล็ก ๆเบื้องหน้าเป็เงาของผู้ร่วมสำนักที่รอรับข่าวอยู่หลังม่านแดง
“พบเด็กหรือไม่” เสียงหนึ่งถาม
“พบกลิ่น พบผ้า และพบวิธีที่เขามองจุดปราณ” นักฆ่าตอบ
“เหตุใดกลับมาเพียงคนเดียว”
“คนหนึ่งถูกกักใต้แนวสน อีกคนเสียจิตก่อนถูกถามข้าตัดยันต์ออกมาได้เพียงครึ่ง”
เงาหลังม่านแดงยื่นมือ นักฆ่าวางเศษยันต์ลงบนฝ่ามือนั้นจุดเืเต้นสามครั้งก่อนดับ รอยปราณทองซึ่งเกาะอยู่ไม่ยอมผสมกับไอโลหิตกลับผลักมันออกเป็วงเล็ก ๆ
“รากฐานยังไม่สมบูรณ์” เสียงเดิมกล่าว“แต่สร้างวงของตนได้แล้ว”
“เด็กมิได้ชักกระบี่ เขาใช้ฝักแตะจุดที่ปราณข้าขาด”
“โชค?”
นักฆ่าก้มมองข้อมือซึ่งยังชา “ครั้งแรกอาจเรียกโชคครั้งที่สองมิใช่”
“เช่นนั้นจงเปลี่ยนจุดไหลเวียน อย่าให้เขาเห็นทางเดิม”
“ต่อให้เปลี่ยน เด็กยังมีคนคอยปิดทางให้”
ผู้รับข่าวเงียบ นักฆ่าจึงเล่าท่วงท่าของไม้เท้าั้แ่การแตะสันมีดตรงจุดสมดุลจนถึงลมบางที่ตัดยันต์ เขาไม่ใช้คำว่าวิชาเพราะสิ่งที่เห็นเหมือนไม่มีรูปให้จำ ทว่าทุกครั้งที่คิดย้อนแขนกลับปวดตามแนวซึ่งถูกแรงของตนพาไป
“คนแก่เปิดพลังหรือไม่”
“ไม่มีแสง ไม่มีแรงกด ไม่มีปราณให้ตรวจ”
“แล้วเ้ากลัวสิ่งใด”
นักฆ่าไม่ตอบ
เขากลัวคนซึ่งทำให้ผู้ฝึกวิชาสามคนเสียรูปขบวนโดยไม่ยอมให้พวกเขารู้ระดับที่แท้จริงแม้แต่น้อย
เสียงหลังม่านสั่ง “เฝ้าทางใต้ดินต่อ อย่าเข้าใกล้ชายชราลำพังเป้าหมายยังเป็เด็กกับผ้า หากต้องเสียคนอีก จงให้ความตายนั้นเปิดค่ายกลแทน”
คำสั่งสุดท้ายทำให้นักฆ่าชะงักผู้ร่วมสำนักสองคนยังอยู่ในโม่เหอแต่ผู้รับข่าวกล่าวถึงความตายของพวกเขาราวกับเป็วัสดุชิ้นหนึ่ง
เขาประสานมือรับคำ ไม่มีสิทธิ์ถาม
ชายชุดดำหันมองโม่เหอ ไม้เท้าเก่าในลานยังติดอยู่ในความคิดท่วงท่าซึ่งปัดมีดของเขาไม่อยู่ในวิชาของคนชายแดนและแนวผนึกใต้หมู่บ้านก็ไม่ใช่ของที่คนธรรมดาสร้างได้
“เด็กเป็เป้าหมายจริง” เขากล่าวช้า ๆ “แต่ชายแก่คนนี้คือใคร?”