เซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์

    ตอนที่ 78 เทพธิดาหลานปิงปิง

    สิ้นเสียงนั้นเทียนอี้และซุยหงก็หันหน้ากลับมามองทางต้นเสียงทันที ภาพที่อยู่ตรงหน้าของพวกเทียนอี้ตอนนี้คือหญิงสาวสองคนที่อยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ในมือของทั้งสองคนถือกระบี่อยู่คนล่ะเล่มกำลังเหินร่างลงจากบนท้องนภาช่างเป็นภาพที่ดูสวยงามน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่หญิงสาวทั้งสองคนจะเหินลงมาที่พื้นด้วยท่าทางสง่างาม
    แม้ว่าใบหน้าของพวกนางทั้งสองจะถูกผ้าผืนบางปกปิดเอาไว้ แต่ด้วยรูปร่างผอมบางของพวกนาง ส่วนที่ควรเว้าก็เว้าอย่างลงตัว ส่วนที่ควรนูนก็นูนอย่างสวยงามราวกับเป็นงานปั้นของเหล่าเทพสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น ทั้งยังมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่สง่างามนั่นอีก เพียงผ้าผืนบางผืนนั้นอย่างไรก็ไม่สามารถปกปิดความงดงามเหล่านี้เอาไว้ได้ทั้งหมดอย่างแน่นอน
    หญิงสาวคนที่เดินนำหน้ามาก่อนหากมองจากรูปลักษณ์ภายนอก น่าจะมีอายุประมาณ 30 ปีเท่านั้นนางมีความสูงกว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังประมานหนึ่ง แต่ที่น่าตกใจนั้นก็คือระดับพลังขอบเขตราชันจักรพรรดิขั้นที่ 7 ที่นางพยายามปกปิดเอาไว้อย่างดี ต่อให้เป็นซุยหงก็มองระดับพลังของนางไม่ออก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถรอดพ้นสัมผัสมังกรอันทรงพลังของเทียนอี้ไปได้อยู่ดี สิ่งนี้ทำให้เทียนอี้รู้ได้ทันทีเลยว่าหญิงสาวคนนี้ต้องเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งไม่ธรรมดา ในตำหนักกระบี่เหมันต์คนหนึ่งอย่างแน่นอน
    ก่อนที่เทียนอี้จะละสายตาจาดนางแล้วหันไปมองหญิงสาวอีกคนที่อยู่ด้านหลังของนาง จากรูปร่างของนางแล้วน่าจะเป็นหญิงสาวที่มีอายุเพียง 15-16 ปีเท่านั้น แต่ทันทีที่เทียนอี้เงยหน้าขึ้นมามองใบหน้าของนางอย่างจริงจังแค่เพียงแรกสบตาเท่านั้น ก็ทำให้เทียนอี้ก็ราวกับตกอยู่ในภวังค์ทันที ดวงตาคู่นั้นของนางช่างดูกระจ่างใสไร้มลทินไดๆ มองดูแล้วให้ความรู้สึกสงบใจอย่างน่าพิศวง
    เมื่อหญิงสาวเห็นเทียนอี้จ้องมองมาที่ตัวเองตัวนางก็หาไดหลบเลี้ยงสายตาของเทียนอี้ไม่ แต่ห้วงจิตของนางกลับกำลังสั่นไหวแล้วเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแทน นางรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในตัวของนางกำลังเรียกหาชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านางนี้อยู่ ราวกับว่าสิ่งที่อยู่ภายในของทั้งสองคนกำลังเรียกหากันและกัน ทั้งคู่จ้องมองกันอยู่เช่นนั้นอยู่นานพอสมควร
    จนหญิงสาวคนแรกรู้สึกถึงความผิดปกติของทั้งสองคน ปกติลูกศิษย์ของนางคนนี้จะเป็นคนที่มีนิสัยเยือกเย็นและเมินเฉยต่อบุรุษเพศทุกคน แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดเลยว่าลูกศิษย์ของนางกำลังมีความสนใจในตัวบุรุษหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของนางผู้นี้นางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นมาว่า “ศิษย์ข้าเจ้าเป็นอะไรหรือไม่”
    ทันทีที่ได้ยินเสียงของหญิงคนนั้นทั้งคู่จึงหลุดออกจากภวังค์ทันทีก่อนที่หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าศิษย์คนนั้นจะกลับมาอยู่ในท่าทางที่สงบเยือกเย็นเช่นเดิมก่อนที่จะพูดออกมาด้วยเสียงเบาว่า “ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านอาจารย์ข้าคงเหนื่อยจากการเดินทางเท่านั้น” น้ำเสียงของนางถึงจะเพียงเบาบาง แต่ช่างฟังดูไพเราะราวกับเสียงของเหล่าภูติสวรรค์
    ถึงตอนนี้เทียนอี้สามารถรวบรวมสติกลับมานิ่งสงบเช่นเดิมได้อีกครั้ง ก่อนที่จะป้องมือขึ้นมาทำการทักทายหญิงสาวทั้งสองคน “เมื่อสักครู่ขออภัยที่ทำตัวเสียมารยาท ผู้เยาว์มีนามว่าหลงเทียนอี้ส่วนคนนี้คือผู้ติดตามของข้าพี่ซุยหง เรียนท่านผู้อาวุโสตามตรงพวกเราทั้งสองคนกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางท่องยุทธภพ ระหว่างทางได้ยินข่าวลือเรื่องอาการป่วยของเทพธิดาหลานปิงปิง พวกเราจึงเดินทางมาที่ตำหนักกระบี่เหมันต์แห่งนี้”
    เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าของนางพูดออกมาด้วยความจริงใจและตรงไปตรงมาหญิงสาวคนนั้นก็พยักหน้าด้วยความชื่นชม ก่อนที่จะพูดออกมาพร้อมรอยยิ้มว่า
    “ทั้งมีความจริงใจและตรงไปตรงมานับว่าเป็นบุรุษหนุ่มที่หาได้ยากในคนรุ่นปัจจุบัน เรามีนามว่าไป๋เจี้ยนเหริงเป็นเจ้าตำหนักกระบี่เหมันต์แห่งนี้ส่วนนางคือเทพธิดาหลานปิงปิงที่เจ้าพูดถึงเมื่อสักครู่”
    ไป๋เจี้ยนเหริงรู้สึกพอใจกับท่าทางตรงไปตรงมาของเทียนอี้เป็นอย่างมาก ดังนั้นนางจึงพูดอย่างตรงไปตรงมากับเทียนอี้โดยที่ไม่ปิดบังเช่นกัน ผู้ที่เดินบนวิถีกระบี่ต้องซื่อตรงดังตัวกระบี่เท่านั้นถึงจะเป็นผู้เดินบนวิถีกระบี่ที่แท้จริง
    เมื่อผู้เป็นอาจารย์ได้แนะนำตัวเองแล้วเทพธิดาหลานปิงปิงก็ได้ก้าวออกมาก้าวหนึ่งแล้วก้มหน้าลงทำความเคารพเล็กน้อยแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ข้าน้อยหลานปิงปิงยินดีที่ได้ที่ได้พบกับคุณชายหลงเทียนอี้เจ้าค่ะ”
    “ปิงปิงเจ้า...” ไป๋เจี้ยนเหริงตกใจจนแทบเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่กับท่าทางสุภาพอ่อนหวานเช่นนี้ของหลานปิงปิงเป็นอย่างมาก ปกติลูกศิษย์ของนางคนนี้จะมีนิสัยเย็นชาเป็นอย่างมาก และไม่เคยแสดงท่าทางเช่นนี้มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียวถึงแม้จะเป็นตอนที่อยู่กับนางเพียงสองคนก็ตาม
    เทียนอี้เองก็แปลกใจไม่แพ้กันกับท่าทางสุภาพอ่อนหวานเช่นนี้ของเทพธิดาหลานปิงปิง เทียนอี้เคยได้ยินมาว่าถึงแม้นางจะถูกเรียกว่าเทพธิดาแต่นั้นก็เป็นเพียงเพราะความงดงามไร้ที่ติ และ พรสวรรค์อันน่าเหลือเชื่อของนางเท่านั้น ส่วนนิสัยของนางนั้นกลับเย็นชาราวกับว่าเป็นก้อนน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้น
    เมื่อได้ยินเสียงของไป๋เจี้ยนเหรินและเห็นท่าทางของเทียนอี้หลานปิงปิงก็พึ่งรู้สึกตัว ว่าตัวเองได้ทำอะไรลงไป ก่อนที่นางจะแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมึนงงในการกระทำของตัวเองเช่นกัน เมื่อสักครู่ตอนที่นางมองดูใบหน้าของเทียนอี้อยู่ๆก็ราวกับว่านางสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองเองซะอย่างงั้น ก่อนที่นางจะเดินกลับมาอยู่ด้านหลังของไป๋เจี้ยนเหรินเช่นเดิม
    (นี่เราเป็นอะไรไปทำไมจู่ๆถึงแสดงท่าทางเช่นนั้นออกไปกัน แล้วทำไมเวลามองตาคุณชายเทียนอี้แล้วรู้สึกว่าภายในดวงจิตของเรากำลังสั่นไหวแปลกๆ และความรู้สึกโหยหาแปลกๆนี่อีก)หลานปิงปิงครุ่นคิดอยู่ในใจ ตอนนี้นางค่อนข้างสับสนกับท่าทางตัวเองเป็นอย่างมาก
    หลังจากที่หลานปิงปิงแสดงท่าทางแปลกๆออกมาทำให้บรรยากาศในตอนนี้ค่อนข้างที่จะกระอักกระอวนอยู่บ้าง ในที่สุดเทียนอี้ก็เป็นผู้เปิดปากพูดขึ้นมาเพื่อทำรายความรู้สึกนั้นไป
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นับว่าเป็นวาสนาของข้าอย่างแท้จริงเพียงมาเยือนถึงหน้าประตูตำหนัก ก็ได้พานพบทั้งท่านจ้าวตำหนักไป๋เจี้ยนเหรินและเทพธิดาหลานปิงปิงแล้ว การเดินทางครั้งนี้นับว่ามีโชคแล้วจริงๆ”
    “เป็นดังที่นายน้อยหลงเทียนอี้กล่าวจริงๆ ในเมื่อมีวาสนาต่อกันเช่นนี้แล้ว ก็ขอเชิญทั้งสองท่านเข้าไปจิบชาพูดคุยกันต่อในตำหนักเถิด” ไป๋เจี้ยนเหรินกล่าวเพื่อเป็นการเชิญชวนอย่างมีมารยาท แล้วเดินนำตรงเข้าไปที่ประตูทางเข้า
    “เช่นนั้นก็ต้องขอรบกวนท่านเจ้าตำหนักและเทพธิดาแล้วล่ะ” เทียนอี้กล่าวออกมาก่อนจะเดินตามหลังของทั้งสองคนเข้าไปโดยมีซุยหงเดินตามหลังไปติดๆ
    ~[แอ๊ด...]~ เสียงประตูบานใหญ่เปิดกว้างออกทันทีที่ไป๋เจี้ยนเหรินเดินเข้าไปใกล้ ทั้งสี่คนเดินเข้าไปด้านในตำหนักอย่างรวดเร็ว โดยที่มีไป๋เจี้ยนเหรินและหลานปิงปิงเดินนำหน้าและมีเทียนอี้กับซุยหงก็เดินตามหลัง หลังจากที่เข้ามาภายในตำหนักกระบี่เหมันต์แล้วเทียนอี้ก็เห็นเหล่าลูกศิษย์ของตำหนักกระบี่เหมันต์ที่ยืนเป็นยามเฝ้าประตูอยู่หลายคนและทุกคนล้วนแต่เป็นสตรีเพศทั้งสิ้น
    “คาราวะท่านเจ้าตำหนักและท่านเทพธิดา!” ทันทีที่เข้ามาถึงเหล่าเวรยามหน้าประตูก็กล่าวต้อนรับออกมาอย่างแข็งขัน ในแววตาของพวกนางทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความเครพนับถือที่มีต่อไป๋เจี้ยนเหรินและหลานปิงปิงอย่างแท้จริง
    ตำหนักกระบี่เหมันต์นั้นมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานหลายหมื่นปี และได้ก่อตั้งขึ้นมาก่อนที่เหล่าราชวงค์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะมีการแบ่งพื้นที่การปกครองกันออกเป็นทวีปๆด้วยซ้ำ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการก่อตั้งนั้นก็คือเพื่อที่จะช่วยเหลือเหล่าคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยของสงคราม
    มีหลักฐานบันทึกเอาไว้ว่าตำหนักกระบี่เหมันต์ก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือของเซียนกระบี่หญิงท่านหนึ่งกับเหล่ายอดฝีมือหญิงอีกกลุ่มหนุ่งเมื่อหลายหมื่นปีก่อน เซียนกระบี่หญิงคนนี้เป็นคนที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีย์ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกได้ยาก ในช่วงนั้นได้มีสงครามน้อยใหญ่เกิดขึ้นมากมายทั่วทั้งโลกยุทธภพ
    มีผู้คนล้มตายไปมายมายทั่วผืนแผ่นดิน ทำให้เด็กมากมายเป็นกำพร้าเหล่าสตรีสูญเสียครอบครัวและคนที่รัก สุดท้ายนางจึงตัดสินใจก่อตั้งตำหนักกระบี่เหมันต์ขึ้นมาในที่สุด โดยได้รวบรวมเหล่าเด็กกำพร้านำมาฝึกฝน และในภายหลังก็ได้มีเหล่าสตรีอีกมากมายเข้าร่วมเพื่อที่ได้ปกป้องตนเองจากภัยสงคราม
    เวลาผ่านไปตำหนักกระบี่เหมันต์ก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนในที่สุดก็ได้กลายมาเป็นตำหนักกระบี่เหมันต์เช่นในปัจจุบัน ถึงแม้ในปัจจุบันจะตกต่ำลงไปบ้างนิดหน่อย และอาจจะมีประเปลี่ยนหลักการไปบ้างแล้วแต่ยุคสมัย แต่ก็ยังคงมีการช่วยเหลือผู้เดือดร้อนเป็นเป้าหมายหลักอยู่เช่นเดิมเสมอ หลักฐานก็คือเหล่าลูกศิษย์ส่วนใหญ่ของตำหนักกระบี่เหมันต์ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นเหล่าสตรีและเด็กกำพร้าที่ถูกช่วยเหลือมาเช่นเดิม
    ถึงจะเรียกว่าตำหนักก็ตามแต่ความจริงแล้วก็เป็นสำนักนิกายขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง มีกองกำลังยอดฝีมือมากมายนับหมื่นคน พื้นที่ของสำนักก็กว้างขวางเป็นอย่างมาก ระดับฝีมือของคนในตำหนักก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียวทั้งยังมีระดับสูงกว่ากองกำลังของทวีปตะวันออกโดยเฉลี่ยขั้นหนึ่งอีกด้วย
    เดินมาสักพักใหญ่ซุยหงก็กระซิบถามด้วยความสงสัยกับเทียนอี้เสียงเบาว่า “น้องเทียนอี้ข้าไม่สามารถมองออกเลยว่าแท้จริงแล้วเจ้าตำหนักไป๋เจี้ยนเหรินคนนี้มีระดับพลังอยู่ที่ระดับไหน”
    “ไม่แปลกเพราะนางมีทักษะการปกปิดพลังที่หาได้ยาก และระดับพลังของนางก็อยู่ที่ขอบราชันย์จักรพรรดิขั้นที่ 7 และยังใกล้ที่จะทะลวงสู่ขั้นที่ 8 ได้แล้วด้วย” เทียนอี้กระซิบตอบกลับไป
    เดินกันมาพักใหญ่สุดท้ายก็เดินมาถึงอาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นมาอย่างเรียบง่ายแต่ในความเรียบง่ายนี้กลับดูอบอุ่นและงดงาม ไป๋เจี้ยนเหรินเชิญเทียนอี้และซุยหงเข้าไปนั่งที่ด้านใน ตอนนี้ไป๋เจี้ยนเหรินได้นั่งลงบนเก้าอี้ของเจ้าตำหนักที่อยู่ตรงกลางของห้องรับรองขนาดใหญ่ โดยที่มีหลานปิงปิงนั่งอยู่ด้านข้างในระดับที่ต่ำลงมาเล็กน้อย
    ถึงแม้ตำหนักกระบี่เหมันต์จะอาศัยอยู่กับหลักการที่เรียบง่าย และความโอบอ้อมอารีย์แต่ก็มีการแบ่งลำดับฐานะไว้อย่างชัดเจนเพื่อความเป็นระเบียบในการอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมาก
    ส่วนเทียนอี้และซุยหงนั้งอยู่ตรงเก้าอี้สำหลับแขกสำคัญที่เตรียมไว้ โดยมีศิษย์รับใช้ของตำหนักกระบี่เหมันต์คอยเป็นเป็นผู้ดูรับใช้และคอยรินน้ำชาอยู่ด้านหลัง หลังจากที่นั่งพูดคุยสัพเพเหระกันไปสักพักแล้วไป๋เจี้ยนเหรินก็พูดขึ้นมาว่า “ตอนอยู่ที่หน้าประตูเห็นนายน้อยเทียนอี้บอกว่าที่เดินทางมายังตำหนักกระบี่เหมันต์ของเราเพราะทราบข่าวเรื่องอาการป่วยของหลานปิงปิงไม่ทราบว่าหมายความว่าเช่นได”
    “ไม่ขอปิดบังท่านเจ้าตำหนักก็แล้วกัน ความจริงแล้วข้าคิดว่าอาการป่วยของแม่นางหลานปิงปิงข้าสามารถรักษาให้หายได้” เทียนอี้กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
    เมื่อได้ยินคำพูดของเทียนอี้คิ้วของไป๋เจี้ยนเหรินก็ขมวดเข้าหากันทันที นางนั้นได้พาหลานปิงปิงไปหาหมอชื่อดังมาจนหมดทั้งทวีปเหนือแล้วแต่ก็ไม่มีผู้ไดมีหนทางรักษา แต่ตอนนี้จู่ๆเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับบอกว่าเขามีสามารถรักษาหลานปิงปิงให้หายได้ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื้องที่จะสามารถล้อเล่นกันได้ ไป๋เจี้ยนเหรินพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจังเช่นกันว่า “เรื่องนี้ไม่สามารถพูดล้อเล่นได้นะนายน้อยเทียนอี้หรือว่าท่านจะเป็นหมอ?”
    “ข้าไม่ได้เป็นหมอ...และข้าก็ไม่ได้ล้อเล่นเช่นกันพอดีข้ามีความรู้อยู่เล็กน้อย เอาเป็นว่าท่านลองฟังสิ่งที่ข้าจะพูดก่อนก็แล้วกันถ้าหากว่าอาการของแม่นางหลานปิงปิงไม่ได่เป็นตามที่ข้าพูดมาข้าก็จะเป็นผู้เดินกลับออกจากตำหนักกระบี่เหมันต์ไปเอง” เทียนอี้หยิยแก้วชาขึ้นมาดื่มช้าๆก่อนที่จะกล่าวต่อว่า “แม่นางหลานปิงปิงก่อนหน้านี้นางเป็นผู้มีพรสวรรค์ธรรมดาใช่หรือไม่” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของเทียนอี้นัยตาของหลานปิงปิงและไป๋เจี้ยนเหรินต่างก็สั่นสะท้านขึ้นมาก่อนที่เทียนอี้จะกล่าวต่อว่า“แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาอยู่ๆนางก็ล้มป่วยโดยที่มีอาการตัวเย็นเฉียบจนสามารถแช่แข็งสิ่งที่อยู่รอบตัวขึ้นมาอย่างกระทันหันแต่หลังจากคืนนั้นระดับพลังของนางก็ก้าวหน้าขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทุกๆหกเดือนนางก็จะมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้นหนึ่งครั้งและยิ่งนานความหนาวเย็นนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ ทุกครั้งใช่หรือไม่?”
    “นี่มัน....เป็นไปได้อย่างไรกัน?” ไป๋เจี้ยนเหรินอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ความลับเรื่องอาการป่วยของหลานปิงปิงนั้นยังไม่มีผู้ไดทราบแม่แต่คนเดียวมีเพียงนางและหลานปิงปิงเท่านั้นที่ทราบ แต่ตอนนี้เทียนอี้กลับพูดขึ้นมาอย่างกับว่าเขาอยู่ในเหตุการณ์ที่อาการป่วยของหลานปิงปิงกำเริบทุกครั้ง

    คล้ายกับเรื่องเซียนกระบี่จ้าวแห่งเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน