เพราะมะปรางเป็นผู้เล่นสายสร้างไอเทมบวกกับเมืองปางตาลอยู่ระหว่างเขตชายแดนของกิลด์เขากับโรซาเลียซ้ำยังเป็นมหานครแห่งเทคโนโลยี ระยะทางก็ไม่ไกลมาก จึงมักมาเยี่ยมเมืองนี้บ่อยๆเพื่อส่งและรับภารกิจสายช่าง และมีครั้งหนึ่งที่พาราฟินเกิดเบื่อๆ จึงขอติดสอยห้อยตามมาด้วย
“เธอกล้าพามันเข้าเมืองมาด้วยกันเนี่ยนะ?”วิฬาร์ถามอย่างเหลือเชื่อ
“เอ่อ…ก็มันบอกว่าจะใส่หน้ากากปิดบังตัวตนไปด้วย ก็คงไม่เกิดเรื่องอะไรนี่นา”มะปรางเป็นคนปฏิเสธใครไม่ค่อยเป็นอยู่แล้ว บวกกับพาราฟินรับปากซะดิบดีเธอจึงยอมให้มันตามไปด้วย
วิฬาร์ได้ยินถึงตรงนี้ก็เดาต่อได้ทันทีว่าไอ้ส่วนต่อจากนี้นี่แหละที่จะต้องเกิดเป็นปัญหาแน่
หมอนั่นเป็นตัวดึงดูดเรื่องโชคร้ายเบอร์ใหญ่สุดขนาดลูกกิลด์และบรรดาผู้เล่นทั้งหลายยังมอบฉายาสุดโฉดให้ว่านพเคราะห์ แค่ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ดีว่ามันเป็นแม่เหล็กดึงดูดเรื่องซวยขนาดไหน
การเดินกับพาราฟินกลางเมืองจึงเหมือนกับสูบบุหรี่แล้วเดินเข้าปั๊มน้ำมันชัดๆรับประกันได้เลยว่าไฟลุกพรึ่บ
แล้วแม่งก็เกิดเรื่องจริงๆ
มะปรางไม่รู้ว่าหมอนั่นไปกระตุ้นภารกิจลับหรืออะไรเข้าให้เอาเป็นว่าทหารยามประจำเมืองสิบนายวิ่งไล่มันอย่างบ้าคลั่งจากนั้นจำนวนของทหารก็เพิ่มจากสิบเป็นยี่สิบ สามสิบ สี่สิบ ทุกหน่วยต่างก็วิ่งไล่มันอย่างดุเดือด
แต่พาราฟินก็สมกับเป็นยอดฝีมือทางด้านมายาเวทความพลิ้วของมันประดุจปลาไหลอาบน้ำมันหล่อลื่น ทั้งมุดซ้ายป่ายขวา ขึ้นบนลงล่างไม่มีทหารสักนายที่แตะตัวมันได้
แต่ความสามารถของทหารรักษาเมืองระดับห้าก็ไม่ใช่กระจอกวงล้อมยิ่งบีบยิ่งแคบ ในที่สุดพาราฟินก็เพิ่งรู้ตัวว่าถูกล่อมาที่ย่านเสื่อมโทรมของเมืองเพื่อใช้มาตรการรุนแรง
วินาทีสุดท้ายก่อนที่ทหารจะโยนระเบิดเวทใส่พาราฟินที่จนตรอกก็ตัดสินใจมุดลงท่อระบายน้ำทันที
ท่อระบายน้ำของเมืองมีขนาดใหญ่สมกับเป็นระดับมหานครแน่นอนว่าเรื่องกลิ่นก็เช่นกัน ในนั้นซับซ้อนราวเขาวงกต แต่ถึงขนาดนั้นทหารรักษาเมืองก็ยังตามรอยมาเจอ
มะปรางเล่าว่าพาราฟินมุดอยู่ในนั้นถึงครึ่งคืนกว่าจะสลัดทหารพ้น จนสุดท้ายเธอต้องเป็นคนตามไปเก็บมันกลับขึ้นมาในสภาพโทรมเละเทะเพราะใช้ทั้งไอเทมและอาหารฟื้นพลังจนหมดในการต่อสู้
ทว่าระหว่างทางที่ไปหามันเธอกลับเจอประตูประหลาดเข้าบานหนึ่ง แต่ ณ เวลานั้นเธอไม่มีเวลามาสนใจจึงรีบช่วยพาราฟินออกไปแล้วค่อยหาเวลาย้อนกลับมาดูทีหลัง
หลังจากกลับมาตรวจสอบก็พบว่าประตูบานนั้นเสียหายไม่น้อยแม้ว่าเธอจะพยายามซ่อมมันขนาดไหน ก็ทำไม่ได้ เพราะว่าวงจรเปิดประตูของมันเกินความสามารถของเธอ
ด้วยฝีมือระดับมะปรางในเกมจึงมีอยู่ไม่กี่อย่างจริงๆ ที่เธอซ่อมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงจำเรื่องราวทั้งหมดได้แม่นยำ
แต่หลังจากรู้จักวิธีสร้างวงจรบีบอัดพลังงานจากหนังสือเล่มนี้ประกอบกับความรู้หางอึ่งของวิฬาร์ เธอเชื่อว่าพวกเขาทั้งสองมีโอกาสที่จะเปิดมันได้ถึงแม้ว่าจะริบหรี่ แต่ลองสักหน่อยคงไม่เสียหาย
“ไปดูกันเร็ว”เจ้าตัวรีบบึ่งออกไปทันที ทิ้งวิฬาร์ที่นั่งถอนหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่คนเดียว
เขาไม่ได้นอนมาจะครบวันแล้ว
………………..
สภาพในท่อระบายน้ำโสโครกสุดๆจนวิฬาร์แทบอาเจียนออกมา ขนาดเขาใช้เวทมนตร์ไปถึงห้าบทเพื่อกรองอากาศเข้าปอดยังรู้สึกได้กลิ่นไม่พึงประสงค์เข้าจมูกตลอดเวลา ไม่รู้ว่าในตอนนั้นพาราฟินมีชีวิตอยู่ในนี้ได้ยังไงถึงครึ่งคืน
มะปรางเดินลุยน้ำเน่าอยู่ด้านหน้าในมือถือตะเกียงดวงน้อยให้แสงสว่างอ่อนๆ พอให้เห็นทางในความมืดเอาไว้โชคดีที่ระดับสิ่งปฏิกูลพวกนี้สูงแค่หัวเข่า จึงยังพอเดินได้สะดวกตัวท่อน้ำเองก็ใหญ่พอให้เขาค้อมตัวเดินได้ไม่ยาก ทั้งสองจึงรุดหน้าได้อย่างรวดเร็ว
ท่อระบายน้ำลดระดับต่ำลงอย่างเชื่องช้าพวกเขาวกไปเวียนมาอยู่ราวสิบนาทีก็เดินมาถึงอุโมงค์ระบายน้ำหลัก
อุโมงค์หลักสูงเกือบสามเมตรสองฟากยกพื้นขึ้นสูงจนเกินระดับน้ำ คาดว่าคงเตรียมไว้สำหรับให้ช่างเดินซ่อมบำรุงพวกเขาทั้งสองจึงใช้โอกาสนี้เดินขึ้นไปบนนั้นเพื่อพาตัวเองออกจากทางน้ำเสียด้วย
“ต่อทางนี้”มะปรางเองก็ไม่ชอบสภาพของตัวเองตอนนี้นักจึงรีบใช้น้ำยาพิเศษที่เตรียมมาล้างตัวเขากับเธอแล้วรีบออกเดินหวังจะให้อยู่ห่างจากน้ำเน่าๆ พวกนี้ให้เร็วขึ้นสักวินาที
ทางเดินทอดตัวยาวไปตามแนวอุโมงค์ที่ทึบทึมแค่เดินตามทางนั้นมาไม่นานก็เจอกับประตูโลหะกลมบานหนึ่ง
“นี่แหละ”
ประตูกลมสูงแค่สองเมตรจากพื้นมันเว้าเข้าไปในผนังอุโมงค์สองสามก้าว ตรงกลางประตูมีร่องรอยความเสียหายหนักสายไฟหลายเส้นถึงกับโผล่แพลมออกมาโด่เด่
“ฝากหน่อย”วิฬาร์พยักหน้าให้แล้วรับตะเกียงมาจากเธอเร่งไฟนิดหน่อยแล้วชูให้เธอเห็นวงจรของประตูถนัดๆ
จากนั้นมะปรางก็เริ่มซ่อมมัน
เขาเฝ้ามองเธอซ่อมอย่างเงียบๆโดยไม่กวนสมาธิ
จนผ่านไปถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากใส่ผลึกเวทระดับ Eลงไปที่แกนกลางเพื่อจ่ายพลังงาน เธอก็บอกว่าเสร็จแล้ว
“ง่ายงี้เชียว?”
“ยังไม่รู้หรอกต้องลองเปิดดูก่อน” เธอตอบอย่างคนใจเย็น
มะปรางบอกให้เขาถอยออกห่างประตูเตรียมรับมือสถานการณ์ ส่วนตัวเองก็เบี่ยงหลบไปข้างๆ แล้วเริ่มนับสามก่อนจะกดปุ่มเปิดประตู
ผลึกเวทสีฟ้าเรืองแสงขึ้นมาวูบหนึ่งคล้ายกำลังทำงานก่อนจะดับไปเสียเฉยๆ
กริ๊ก…
เธอกดอีกรอบ
มันวูบขึ้นมาแวบหนึ่งแล้วก็ยังเงียบเหมือนเดิม
กริ๊ก…กริ๊ก… กริ๊กๆๆๆๆๆๆๆ
มะปรางเริ่มทุบปุ่มอย่างหัวร้อนจนวิฬาร์ต้องเข้าไปห้าม
“ใจเย็นนะ”
กริ๊กๆๆๆๆๆๆๆ
เธอยังทุบอยู่
วิฬาร์เลเวลต่ำกว่าเธอเป็นร้อยไหนเลยจะห้ามไหว หลังจากยื้อแย่งจนมือไม้ปั่นป่วน เขาถึงกับต้องหยิบไม้กายสิทธิ์ออกมาแล้วเสกเวทง่อยๆเคาะหัวเธอไปบทนึง เพื่อยื้ออารมณ์เธอไว้
“แกลองดูดิ๊เผื่อจะทำไรได้” สาวผมสั้นถอยออกมาอย่างหงุดหงิด จมูกเริ่มย่น หายใจกระฟัดกระเฟียดตาเริ่มขวางมากขึ้นเรื่อยๆ สิ้นสภาพคนใจเย็นเมื่อครู่ไปหมดสิ้น
วิฬาร์ถอนหายใจใส่ความงี่เง่าของเธอแล้วลองเถิบเข้าไปดู
แต่พอมองเห็นชัดๆเขาก็ต้องปวดหัวหนัก วิฬาร์แค่พอมีความรู้สายนี้อยู่บ้าง ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญวงจรทั้งหมดจึงดูไม่รู้เรื่องราวกับกำลังอ่านภาษาเอเลี่ยนความรู้สึกเหมือนตอนนี้กำลังยืนดูภาพแอบสแตรคแล้วพยายามตีความออกมาเป็นภาษามนุษย์
นัยน์ตาแห่งเวทจ้องมองลงบนประตูก็เห็นเส้นสายเวทมนตร์วิ่งสับไปมาอย่างมีระเบียบมองไม่เห็นจุดผิดพลาดอะไรตรงไหนเขาจึงลองประจุพลังเวทลงบนบานประตูเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
“อ๊ะ! หายไปเฉย” มะปรางก็เป็นผู้เล่นระดับสูง เธอเองมีความเชื่อมโยงเวทมนตร์สูงกว่าเขาซะอีกจึงจับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย
พลังเวทมนตร์ที่วิฬาร์กระตุ้นคล้ายถูกอะไรบางอย่างดูดกลืนเข้าไปจากนั้นก็จมหายเหมือนโยนหินลงบนท้องน้ำ ไม่มีแม้แต่แรงกระเพื่อม
“เธอลองซิ”เพราะเลเวลต่ำกว่ามาก พลังเวทมนตร์ที่เขาลองได้จึงมีจำกัด ให้มะปรางรับหน้าที่นี้แทนจะเหมาะสมกว่า
เธอแนบฝ่ามือลงบนบานประตูดวงตาประทับแน่นิ่ง แล้วก็แผ่พลังเวทมนตร์ลงไป
ฟู่!
คลื่นพลังเล็กๆแผ่ออกมาจากตัวเธอจนเสื้อผ้าวิฬาร์กระพือขึ้นมา แต่ประตูกลมนั้นก็ยังนิ่งสนิทเพียงแต่ครั้งนี้ ทั้งสองคนสังเกตเห็นจุดกระเพื่อมเล็กๆ ที่มุมขวาล่างของประตูแสดงให้เห็นว่ามีการดูดซึมพลังที่แผ่เข้าไปอย่างผิดปกติ
มะปรางย่อตัวลงแล้วงัดแงะชิ้นส่วนตรงนั้นออกมาดูทันที
ชิ้นส่วนด้านนอกดูเหมือนไม่มีปัญหาแต่ว่าด้านในนี่สิที่น่าจะยุ่ง
วิฬาร์มองเห็นเส้นสายเวทมนตร์พาดผ่านกันอย่างมีระเบียบไม่ต่างจากวงจรเวทของคทานนแม้แต่น้อยมันเรื่องแสงสีฟ้าวาบขึ้นเป็นบางครั้ง คล้ายกับว่ากำลังพยายามทำหน้าที่ของมันอยู่
วิฬาร์จึงลองพยายามมองหาจุดผิดพยายามใช้ความรู้อันน้อยนิดที่ครูพักลักจำมาจากคทานนลองวิเคราะห์ดูบวกกับความรู้ส่วนหนึ่งของมะปรางที่มีมากกว่าเขา จิ้มตรงนั้นนิด จิ้มตรงนี้หน่อยในที่สุดประตูก็เปิดออกจนได้ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ถึงเพิ่งเห็นว่าเบื้องหลังประตูนี่คืออุโมงค์มืดที่ทอดตัวลึกเข้าไปด้านใน
ในที่สุดพวกเขาก็กำลังจะค้นพบความลับปริศนาที่ไม่มีใครเคยเจอแล้ว
ซ่อนอยู่ลึกลับขนาดนี้ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่ข้างในก็ควรเป็นของล้ำค่า ไม่แน่ว่าอาจจะมีกับดักอะไรซ่อนอยู่ก็ได้วิฬาร์จึงมองโลกในแง่ร้ายไว้ก่อน
เพราะเลเวลต่ำกว่ามากหากตายก็ไม่นับว่าเสียหาย เจ้าตัวจึงออกเดินนำอย่างไม่กลัวเกรงเป็นทัพหน้าเคาะผนังกระทืบพื้น โหวกเหวกไปตลอดทาง
แต่เส้นทางไม่ซับซ้อนหรือมีกับดักอย่างที่นึกไว้มันไม่มีแม้แต่ทางแยกให้หลง พวกเขาจึงเดินเข้ามาได้อย่างสะดวกสบาย
และไม่นานนักมันก็พาทั้งสองมาถึงทางออกหนึ่ง
ปากทางสิ้นสุดลงตรงหน้ามีเพียงความมืดมิดที่รอคอยอยู่
หากจะวัดกันเรื่องไอเทมมะปรางนั้นมีพร้อมกว่าเขามาก
พลุไฟเกรดสูงของเธอพุ่งออกจากมืออย่างรวดเร็วฉายแสงสว่างวาบจนทั่วทั้งบริเวณ
โพรงขนาดมหึมาล้อมพวกเขาทั้งสองเอาไว้ราวกับยืนอยู่กลางสนามกีฬายักษ์เบื้องล่างมีสิ่งที่วิฬาร์นิยามว่า ‘ขยะ’ สุมอยู่ทั่วบริเวณ กลิ่นเน่าโชยหึ่ง แรงกว่ากลิ่นจากท่อระบายน้ำนั้นสิบเท่าไอ้ทีแรกเขาก็ได้กลิ่นอยู่ก่อนแล้ว แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นกับตา พลันรู้สึกเหมือนกลิ่นมันแรงขึ้นโดยอัตโนมัติตอนนี้แม้แต่เวทมนตร์ก็กั้นไม่อยู่ เดือดร้อนถึงมะปรางต้องรีบจัดการ เคาะๆ แคะๆ สร้างเครื่องกรองกลิ่นฉุกเฉินขึ้นมาให้ใช้ชั่วคราว
กองขยะเบื้องหน้ามีชิ้นส่วนโลหะและขยะหลากหลายรูปแบบทอดตัวเกลื่อนอยู่ในโพรงแห่งนั้นจนนับชิ้นได้ไม่ถ้วนมีทั้งใหญ่ทั้งเล็กจนเขาจำแนกไม่ออกว่ามันคืออะไร แต่เหมือนมะปรางจะไม่รังเกียจมันซ้ำยังมองเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น
ดวงตาเรียวส่องประกายอยู่วูบหนึ่งจากนั้นก็กระโดดลงบ่อขยะลงไปตรงๆ จากความสูงเกือบห้าเมตร
และวินาทีต่อมาก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นมาเป็นระยะ บ่งบอกว่าเธอกำลังตื่นเต้นสุดๆ
ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นในสายตาเขาไม่อาจบอกได้ว่ามันมีค่าแค่ไหนหรือว่ามันคืออะไร แต่ในสายตามะปรางเธอเหมือนกับเห็นซากตะกอนแห่งความรู้กองพะเนินอยู่ตรงหน้า
แม้ว่าแต่ละชิ้นจะเสียหายหนักแต่ด้วยทักษะวิศวกรรมย้อนกลับของเธอ ก็สามารถอ่านทวนหน้าที่การทำงานเดิมของมันได้อย่างแม่นยำวิเคราะห์กลไกได้อย่างละเอียดซ้ำยังประยุกต์เข้ากับความรู้ที่เธอมีได้อย่างรวดเร็ว
เจ้าตัวดีดเหมือนคนโด๊ปยาเด้งไปเด้งมาไม่หยุด หยิบนั่น หยิบนี่ขึ้นมาล้วงแคะแกะถอดตื่นเต้นราวเด็กเพิ่งเคยเข้าสวนสนุก
วิฬาร์มองสิ่งที่เห็นด้วยสีหน้าเหมือนคนป่วยสุดท้ายจึงทรุดร่างลงพิงผนังใกล้ๆ อย่างเหน็ดเหนื่อยก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว