เมื่อหลินเสวี่ยจู๋ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบกับใบหน้าอันเย็นชาของหยวนซิวที่ราวกับโกรธเคืองกันมาข้ามคืน
นางกระวนกระวายใจเล็กน้อยจึงรีบทำท่าบริหารร่างกายทันที
“ตื่นเช้ามาจงโอบกอดดวงตะวันท่านลุงพระอาทิตย์โปรดนำพาความหวังมา”
เมื่อได้ยินนางเปล่งคำขวัญออกมาด้วยน้ำเสียงสูงๆต่ำๆ หลินเฉิงจางก็ยิ่งโกรธมากขึ้นไปอีก
เด็กคนนี้ไม่รู้จักคิดเหมือนผู้ใดกัน?
หลินเสวี่ยจู๋บริหารร่างกายเสร็จก็แอบมองหยวนซิวเห็นว่าสีหน้าของเขายังคงไม่ดีขึ้น นางจึงหยิบแป้งข้าวโพดจากในรถม้า แล้วนำมาผสมกับผักป่าที่เหลือเพื่อทำแผ่นแป้งขนาดใหญ่ในหม้อ
แน่นอนว่าแป้งข้าวโพดนี้นางหยิบออกมาจากในมิติ
ไม่นานกลิ่นหอมของแผ่นแป้งก็ลอยฟุ้งไปทั่วทำให้ผู้คนมากมายอดน้ำลายสอไม่ได้
หลินเสวี่ยหลานเองก็เป็นหนึ่งในนั้นท้องของนางร้องโครกครากด้วยความหิว เมื่อนึกถึงบทสนทนากับโจวเซินอี้เมื่อคืน นางก็ส่งเสียงเรียกเว่ยหงเอ๋อร์ที่กำลังจะออกไปหาของกิน
หลังจากใช้วาทศิลป์ด้วยคำพูดที่แสนจริงใจสีหน้าของเว่ยหงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนเป็นไม่น่าดูอย่างยิ่ง
หลินเสวี่ยหลานตบหน้าอกก่อนจะเอ่ยปากรับรอง“อนุเว่ย ข้ารับรองว่าหากท่านช่วยข้าในครั้งนี้ข้าจะตอบแทนท่านเป็นสิบเท่าร้อยเท่า เมื่อท่านสิ้นอายุขัยข้าจะนำป้ายวิญญาณของท่านเข้าไปอยู่ในหอบรรพชนของสกุลหลินเคียงข้างมารดาของข้า”
เมื่อเห็นเว่ยหงเอ๋อร์ไม่พูดอะไรหลินเสวี่ยหลานก็คิดว่านางเริ่มคล้อยตาม จึงพูดต่อ “อนุเว่ยหากท่านช่วยข้าในครั้งนี้ คุณชายโจวเองก็จะจดจำบุญคุณของท่านเอาไว้เช่นกัน เมื่อถึงตอนนั้น...”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าครั้งแรกที่ข้าเข้าหอนางโลมบิดามารดาข้าพูดว่าอย่างไร?” เว่ยหงเอ๋อร์ขัดจังหวะ
หลินเสวี่ยหลานไม่เข้าใจ จึงถามออกไปโดยไม่ทันคิด “พูดว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
เว่ยหงเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้มมองหลินเสวี่ยหลาน“บิดามารดาข้าบอกว่าพวกเขาไม่มีลูกสาวอย่างข้า วันหน้าทรัพย์สมบัติของสกุลเว่ยนับว่าไม่เกี่ยวข้องกับข้าอีก”
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยหลานยังคงมีท่าทีไม่เข้าใจนางก็หัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าข้าที่เป็นเพียงสตรีจากหอนางโลมจะสนใจเรื่องเข้าหอบรรพชนหรือไม่เล่า? ยิ่งไปกว่านั้นสกุลหลินของพวกเจ้าดีมากนักหรือ? คู่ควรถึงขนาดที่ข้าตายไปแล้วยังต้องอยู่ร่วมกับพวกเจ้าอีกหรือ?”
หลินเสวี่ยหลานนิ่งอึ้งไปแล้ว
เว่ยหงเอ๋อร์พูดอะไรออกมา? สตรีผู้นี้มีสิทธิ์อะไรมาดูแคลนสกุลหลิน? มีคุณสมบัติอะไรมารังเกียจหอบรรพชนของสกุลหลิน?
เมื่อเห็นเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเสวี่ยหลานทะเลาะกันบรรดาสตรีที่ค่อนข้างสนิทสนมกับเว่ยหงเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาหา
“พี่หญิงหงเหตุใดถึงทะเลาะกันแต่เช้าเลยเล่า?”
เว่ยหงเอ๋อร์จ้องหลินเสวี่ยหลานอย่างไม่หลบเลี่ยง“คุณหนูใหญ่ของครอบครัวข้าอยากได้ของกินจากเหล่าผู้คุมแต่ไม่อยากเสียเงิน จึงต้องการให้อนุอย่างข้าพลีกายให้พวกเขาน่ะ”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาของนางทำเอาบรรดาสตรีต่างตกตะลึงจากนั้นพวกนางก็พากันมองหลินเสวี่ยหลานด้วยสายตาดูแคลน
“พี่หญิงหงคุณหนูใหญ่ของครอบครัวท่านยังไม่ออกเรือนไม่ใช่หรือ? ความคิดสกปรกพวกนี้เรียนมาจากที่ใดกัน?”
“ใช่แล้วข้าก็นึกว่าคุณหนูจากตระกูลใหญ่จะไร้เดียงสาไม่คาดคิดว่าจะรู้เรื่องพวกนี้ดีเสียจริง”
“คงจะเรียนรู้มาจากบิดาของนางกระมังได้ยินว่ามีอนุตั้งเก้าคนไม่ใช่หรือ?”
“คนที่หลินเหนียงจื่อรับไปดูแลเป็นอนุคนที่เก้าใช่หรือไม่? ดูเหมือนอายุจะไม่เท่าไร บิดาของนางช่างกล้าทำจริงๆ”
“ต้นไผ่ที่ชั่วร้ายไหนเลยจะออกหน่อไม้ดีๆข้าคิดว่านางจะเรียนรู้ความร้ายกาจมาจากย่าของนางเพียงอย่างเดียวไม่คาดคิดว่าจะเลียนแบบแม้แต่ความเสเพลของบิดาด้วย”
“แม้ว่าพี่หญิงหงจะเป็นอนุแต่ก็เป็นผู้อาวุโสของนาง นางขอร้องผู้อาวุโสเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ถูกต้องตนเองทนไม่ไหว เหตุใดต้องลากผู้อื่นลงน้ำด้วย!”
“พี่หญิงหงก็ไม่ใช่หาของกินไม่ได้นางเพียงถูกครอบครัวที่เกียจคร้านไม่เอาไหนของเจ้าถ่วงอยู่ต่างหาก!”
ทันใดนั้นคำพูดเสียดสีและดูถูกเหยียดหยามก็ดังเข้าหูของหลินเสวี่ยหลานราวกับกระแสน้ำ
ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเพียงแม่นางที่ยังไม่ออกเรือนถูกคนประณามเช่นนี้ทำให้นางปรารถนาที่จะแทรกแผ่นดินหนี
บรรดาสตรีต่างได้ทีพากันรุมด่านางอย่างเมามันจะปล่อยนางไปง่ายๆ ได้อย่างไร ผลลัพธ์คือเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของคนทั้งขบวน
หลินเสวี่ยหลานรู้สึกอับอายขายหน้านางจ้องเว่ยหงเอ๋อร์อย่างเคียดแค้น
ไม่คาดคิดว่าเว่ยหงเอ๋อร์กลับยิ้มให้นางก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบที่ข้างหู “เห็นหรือไม่? นี่แหละข้อดีของการมาจากหอนางโลมข้าอยากจะพูดอะไรก็ได้ แต่หากเจ้าพูดก็มีแต่จะถูกด่า”
หลินเสวี่ยหลานถลึงตาใส่เว่ยหงเอ๋อร์
สตรีชั้นต่ำผู้นี้ถึงกับกล้าเล่นอุบายกับนาง!
แม้ว่านางจะเกลียดชังอีกฝ่ายมากเพียงใดแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับคำประณามของทุกคนเท่านั้น
“พี่หญิงหงสามีท่านก็ตายไปแล้ว จะทนอยู่กับเด็กสาวชั่วช้าผู้นี้ไปทำไม?ข้าเห็นท่านทำงานได้คล่องแคล่ว มาเข้ากลุ่มของพวกเราดีกว่า อย่างน้อยเวลาแบ่งเนื้อท่านก็จะได้ส่วนของท่านด้วย”มีคนพูดขึ้น
“ไอ๊หยาจะแย่งคนกันแล้วหรือ? เช่นนั้นข้าก็อยากให้พี่หญิงหงมาอยู่กลุ่มของข้าเช่นกัน”
“ข้าชอบสนทนากับพี่หญิงหงหากพี่หญิงหงมาอยู่กลุ่มของข้า วันหน้าคงมีเรื่องสนุกๆ ให้คุยกัน”
บรรดาสตรีต่างแย่งกันชวนเว่ยหงเอ๋อร์เข้ากลุ่ม
ผู้ใดบ้างไม่อยากได้เพื่อนร่วมกลุ่มที่มีประสบการณ์โชกโชนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย ทั้งยังขยันขันแข็งอีกด้วย?
แต่เว่ยหงเอ๋อร์เพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร
“พี่หญิงหงท่านพูดหน่อยสิ ท่านอยากอยู่กลุ่มไหน?” บรรดาสตรีต่างเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
เว่ยหงเอ๋อร์ไม่รีบร้อนนางชี้ไปที่พี่สะใภ้หลิว
หลินเสวี่ยจู๋มองดูฉากนี้ด้วยรอยยิ้มไม่พูดไม่จา
เว่ยหงเอ๋อร์เป็นคนฉลาดอย่างที่คิดแม้ว่าสตรีพวกนั้นจะมีความสัมพันธ์อันดีกับนาง แต่หากอยู่กลุ่มเดียวกันก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงเรื่องขัดผลประโยชน์ เรียกได้ว่ายิ่งสนิทกันมากยิ่งทำงานร่วมกันยาก
ทว่าพี่สะใภ้หลิวนั้นแตกต่างออกไป
พี่สะใภ้หลิวเพิ่งจะสูญเสียสามีในกลุ่มที่นางอยู่มีสมาชิกอีกสองครอบครัว ทว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่ไร้ญาติขาดมิตรหากเว่ยหงเอ๋อร์เข้าร่วมกลุ่มนั้นก็จะดึงพี่สะใภ้หลิวมาเป็นพวกเดียวกันกับนางได้
พวกนางสองคนรวมกับหลินเซิ่งจิ่งนับว่าพอฟัดพอเหวี่ยงกับอีกสองครอบครัวได้การตัดสินใจเช่นนี้นับว่าเป็นประโยชน์กับเว่ยหงเอ๋อร์มากที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
หลินเสวี่ยจู๋มองหลินเสวี่ยหลานด้วยความเห็นใจเล็กน้อย
ด้วยสติปัญญาอันน้อยนิดของนางเอกอย่าไปแบกเกี้ยว[1]ให้ผู้อื่นจะดีกว่า
หากหลินเสวี่ยหลานไม่พูดเช่นนั้นออกไปเกรงว่าเว่ยหงเอ๋อร์จะยังคงหาข้ออ้างในการออกจากสกุลหลินไม่ได้เพียงแต่ในเรื่องนี้ โจวเซินอี้ที่เป็นผู้ขุดหลุมให้ก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญเช่นกัน
เสียฮูหยินผู้เฒ่ากับหลินเฉิงคุนไปแล้วตอนนี้ก็เสียเว่ยหงเอ๋อร์กับหลินเซิ่งจิ่งไปอีก เรียกได้ว่าหลินเสวี่ยหลานตัวคนเดียวอย่างแท้จริงแล้ว
โจวเซินอี้พยายามทุกวิถีทางเพื่อแยกนางออกจากผู้อื่นโดยใช้วิธีแสดงความรักและความปรารถนาที่อยากจะครอบครองอีกฝ่าย กล่าวได้ว่าเขามีแผนการแอบแฝง
ดูเหมือนว่าเรื่องราวของแตงคู่นี้จะยิ่งมีสีสันขึ้นเรื่อยๆ
หลินเสวี่ยจู๋อดกลั้นความตื่นเต้นในการกินแตงไว้ไม่อยู่มุมปากยกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้
เวลานี้เว่ยหงเอ๋อร์เดินไปหาพี่สะใภ้หลิวแล้วกำลังปรึกษาเรื่องเข้าร่วมกลุ่มกับหัวหน้ากลุ่มนั้นอยู่
ในกลุ่มนั้นนอกจากพี่สะใภ้หลิวอีกสองครอบครัวก็นับว่ามีน้ำใจมาก พวกเขาเห็นความยากลำบากของแม่หม้ายลูกติดจึงตอบตกลงด้วยความลังเลเล็กน้อย
เหตุผลที่พวกเขาลังเลไม่ใช่เพราะเว่ยหงเอ๋อร์แต่เป็นเพราะหลินเซิ่งจิ่ง
เรื่องที่หลินเซิ่งจิ่งคิดไม่ซื่อกับอนุของบิดาทั้งยังใช้กำลังบีบบังคับจนทำให้ผู้อื่นเกือบฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องเล่าสนุกปากของบรรดาภรรยาในยามว่างไปเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ใช่คนขยันขันแข็งอะไรดีกว่าบิดาของเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
.............................
[1] แบกเกี้ยวเป็นคำศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต หมายถึง เป็นฐานให้คนอื่นเหยียบย่ำ