กระบี่ไร้วาจา

    บทที่ 53 หน่วยเก็บฟืน

         สายลมอ่อน ๆ ในฤดูตงเทียน พัดพาอากาศให้เย็นลง สำหรับบุรุษสตรีซึ่งไร้คู่ครอง นี่เป็นโมงยามแห่งความเปล่าเปลี่ยว

         เบย์ซายืนชมสวนอยู่ลำพัง

         ใจของนางกึ่งยินดีกึ่งว้าวุ่น

         หากคนทึ่มนั่นไม่เคลื่อนไหว นางคงต้องเดินทางกลับเผ่า

         นางไม่มีเหตุผลให้บากหน้าอาศัยอยู่ที่นี่นานกว่านี้

         แม้มีความสามารถช่วยงานทำบัญชี แต่จะอย่างไรนางมิใช่คนของตระกูลหวง ทั้งยังมีภาระต้องนำตราหัวหน้าเผ่ากลับคืน

         หวงซิ่นเดินเข้ามา นางรู้ตัวแต่ไม่หันไปมอง 

    มันเดินมาหยุดอยู่ด้านหลัง ใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน

         “ข้าพเจ้าขออภัย”

         คำพูดสั้น ๆ แค่นี้ ทำให้ความแง่งอนและ      ความต้องการกลับเผ่าของนางลดลงกึ่งหนึ่ง

         “รองเจ้าสำนักใหญ่เช่นท่าน มีอันใดต้องให้คนนอกด่านอย่างข้าพเจ้าต้องอภัย”

         “ข้าพเจ้าโง่เขลา ทั้งไม่เชี่ยวชาญเรื่องของความรัก แต่นอกจากตำแหน่งหน้าที่ ท่านประมุขยังมอบทรัพย์สินเงินทองให้จำนวนหนึ่ง พอเลี้ยงดูครอบครัวได้”

         แก้มของเบย์ซาแดงระเรื่ออยู่ภายใต้ผ้าปิดหน้า

         “นั่นเป็นเรื่องของท่าน เกี่ยวอันใดกับข้าพเจ้า”

         “แต่ข้าพเจ้ายังไม่มีครอบครัว”

         “ญาติพี่น้องเล่า”

         “ข้าพเจ้าเป็นเด็กกำพร้าที่ท่านประมุขเก็บมาเลี้ยง”

         เบย์ซาหันมาหาหวงซิ่น ประกายในตาเปี่ยมความเห็นใจ

         หวงซิ่นรู้สึกว่าตนมีความหวัง

         “ท่านอย่าเพิ่งไปมิได้หรือ”

         “ข้าพเจ้าจะอยู่ต่อเพื่ออันใด” 

         “ข้าฯ อยากให้ท่านช่วยสอนเรื่องการทำบัญชี”

         “สำนักตระกูลหวงเป็นใหญ่ในลั่วหยาง เหตุใดเรื่องแค่นี้ต้องพึ่งพาคนนอกอย่างข้าพเจ้า”

    นี่ก็เป็นสิ่งที่หวงซิ่นสงสัย สำนักมิขอความช่วยเหลือเรื่องบัญชีจากร้านค้าในเครือของตระกูลหวงหรือแม้แต่ทางการ แต่เมื่อประมุขหวงมิบอก หวงซิ่นก็ไม่ไต่ถาม มันเชื่อมั่นและนับถือในตัวประมุขหวงราวบิดา

         “นั่นคงเป็นเพราะท่านประมุขยอมรับในฝีมือการทำบัญชีของท่าน”

         นี่เป็นคำตอบข้าง ๆ คู ๆ เบย์ซาย่อมทราบดี

         “หากเป็นความต้องการของประมุขหวง    

         ข้าพเจ้ายินดีอยู่ช่วยงานอีกสักระยะ”

         “ข้าพเจ้าก็ต้องการให้ท่านอยู่”

         “แล้วบ้านเกิดของข้าฯเล่า”

         หวงซิ่นคิดไม่ตก มันทราบดีว่าอย่างไรนางก็ต้องกลับไปนอกด่าน ส่วนตัวมันจะทำฉันใด

         เมื่อบุรุษทึ่มไม่รู้จะพูดสิ่งใดต่อ จึงเป็นภาระของเบย์ซาต้องตัดสินใจ

         “ข้าพเจ้าจะอยู่ช่วยพวกท่านทำบัญชี แล้วคงต้องเดินทางกลับเสียที”

         น้ำเสียงของนางเจือปนกันด้วยความเศร้าและความหวาน เบย์ซาเอื้อมมือปลดผ้าคลุมหน้าออก แม้แสงจันทร์ไม่สว่างเท่าใด แต่ทั้งสองยืนประชิดกันในระยะใกล้ หวงซิ่นจึงได้เห็นนางเต็มตา ราวกับนางตั้งใจให้มันจดจำใบหน้านี้ไว้มิให้ลืมเลือน ก่อนจะใช้ผ้าปิดใบหน้าอีกครั้งแล้วเดินจากไป

         แท้จริงนอกจากตำแหน่งรองเจ้าสำนัก ประมุขหวงยังมอบบ้านในลั่วหยางให้หวงหลงและหวงซิ่นคนละหนึ่งหลัง พร้อมเงินทองมากพอสำหรับคนธรรมดาใช้จ่ายได้หลายปี

         ส่วนเสวียจงและเยวี่ยจงมีบ้านอยู่แล้ว จึงได้รับเงินไปจำนวนมาก

         เสวียจงฐานะทางบ้านร่ำรวยเป็นพื้นเดิม จึงนำเงินไปมอบให้ศิษย์น้องที่มีฐานะยากจนหลายคน 

         ย้อนกลับไปค่ำคืนที่เจียเจียพบเห็นหวงซิ่นทะเลาะกับเบย์ซา

         นางเล่าเรื่องให้มารดาทราบ

         หวงฮูหยินแม้ตระหนักว่าไม่ควรยุ่งเรื่องราวความรักของผู้อื่น แต่นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะส่งเสริมศิษย์อาวุโสทั้งสี่ โดยเฉพาะหวงซิ่น

         สามีเฒ่าของนางนับวันยิ่งชรามากขึ้น ทางหนึ่งต้องดูแลสำนัก ทางหนึ่งยังต้องฝึกวรยุทธเพื่อต่อสู้กับพรรคมาร นี่เป็นงานหนักกินแรง

         เมื่อประมุขหวงรู้เรื่องของหวงซิ่นจากฮูหยิน ก็ตรงกับสิ่งที่คิดมานาน

         แม้จะยังรู้สึกผิดต่ออดีตรองเจ้าสำนักทั้งสี่ แต่เวลาล่วงเลยมาถึงสี่สิบปีแล้ว ควรที่จะมีผู้ทดแทนตำแหน่งสำคัญ

         ซ้ำทั้งหมดยังเป็นลูกหม้อของสำนัก ได้รับความนับถือจากศิษย์ตระกูลหวงอย่างมาก

         “ข้าฯ จะตั้งพวกมันเป็นรองเจ้าสำนัก ฮูหยินเห็นว่าอย่างไร”

         “กระทำตามที่ท่านเห็นควรเถิด ไม่ว่าทางใดข้าฯและลูกเจียล้วนสนับสนุนท่าน”

         ได้ภริยาและบุตรีเช่นนี้ หวงเจียงเฉียงยังต้องการสิ่งใด

         หลังพิธีแต่งตั้ง ประมุขหวงเรียกทั้งสี่เข้าประชุม

         “ตอนนี้พวกเจ้าเป็นรองเจ้าสำนักอย่างเป็นทางการ ต้องรับภาระมากขึ้น ขอให้ช่วยเหลือกันและกัน”

         “ทั้งหมดเป็นพระคุณของท่านอาจารย์และฮูหยิน ศิษย์จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

          ผู้กล่าววาจาแทนทุกคนย่อมเป็นเสวียจง ซึ่งนั่งตำแหน่งรองเจ้าสำนักอันดับหนึ่ง ส่วนเยวี่ยจง หวงหลงและหวงซิ่น เป็นรองเจ้าสำนักอาวุโสถัดมาตามลำดับ

         “พวกเจ้ายังคงแยกกันบริหารตึกพิทักษ์ธรรม ส่วนงานของสำนัก ข้าฯจะจัดสรรมอบหมายให้ ติดแต่เรื่องการทำบัญชี ในช่วงนี้มีข้าวของต้องซื้อหาจัดการมากกว่าปกติ วุ่นวายอยู่ไม่น้อย”

         รายได้ของตระกูลหวงส่วนใหญ่มาจากเครือข่ายร้านค้าในลั่วหยางหลายสิบแห่ง นอกจากนี้เว่ยกงกงยังจัดหางบประมาณของทางการมาช่วยเหลือทุกปี ทั้งมีเงินทองเก่าเก็บของตระกูลจำนวนมาก นับว่ามีรายรับมากกว่ารายจ่ายไม่เดือดร้อน แม้จะต้องดูแลศิษย์ของสำนักห้าพันคนและศิษย์ของหกสำนักที่มาช่วยเหลืออีกราวสองพันคน ปัญหาอยู่ที่การทำบัญชี สำหรับศิษย์ตระกูลหวงในปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดทำได้ดีเท่าเบย์ซา นี่ก็ยากตำหนิ ด้วยตระกูลหวงเน้นที่วิชาบู๊ เมื่อพูดถึงความรู้ทางวิชาการ เมื่อเทียบกับบัณฑิตอย่างเสี้ยวอู่หมิงและเฟิงตงเปียนซึ่งจัดอยู่ในระดับสูงของแผ่นดิน นับว่าต่างกันจนเอื้อมไม่ถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตระกูลหวงขาดไป ประมุขหวงจึงนิยมในผู้รู้หนังสืออย่างมาก แต่จะถึงขั้นยอมรับเสี้ยวอู่หมิงเป็นเขยหรือไม่ ยังกล่าวได้ยาก เพราะอาจมีปัญหาถึงการสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักในอนาคต

         “ศิษย์คุยกับเบย์ซาแล้ว นางรับปากว่าจะอยู่ช่วยเราทำบัญชีอีกระยะหนึ่ง ทั้งจะสอนการทำบัญชีโดยละเอียดให้ศิษย์ด้วย”

         หวงซิ่นพูดแล้วหน้าแดง เมื่อเห็นทุกคนมองมาที่มันเป็นตาเดียว

         ผู้ใดก็ทราบดีว่าการเรียนทำบัญชีเป็นเพียงข้ออ้างของหนุ่มสาวทั้งสองเพื่อให้ได้อยู่ใกล้กันเท่านั้น

         “นี่ทำให้ข้าฯ เบาใจ เช่นนั้นหวงซิ่น จากนี้หน้าที่ในการดูแลบัญชีของสำนักยกให้เจ้า เมื่อตรวจเรียบร้อยแล้วค่อยนำมาเสนอต่อฮูหยิน”

         หวงซิ่นแม้จะยังปวดหัวกับเรื่องของเบย์ซาแต่ก็รับคำ

          เพื่อตระกูลหวง อย่างไรต้องทุ่มเท

          “แต่เรื่องบัญชี ศิษย์คิดว่าเราควรจะมีคนเรียนรู้ให้มาก ๆ ไว้ หากวันหนึ่งน้องหวงเก็บข้าวข้างไปนอกด่าน จะได้มีผู้สืบต่อ”

         ผู้ที่พูดอย่างสนิทสนมเช่นย่อมเป็นหวงหลง

         ใบหน้าของหวงซิ่นคล้ายตำลึงสุกไปทุกที  

         “ผู้ใดว่าข้าฯจะไปนอกด่าน”

         ประมุขหวงอดหัวเราะมิได้ ด้วยไม่สบายใจเช่นนี้มานาน

         “หวงซิ่นอย่าขุ่นเคือง ที่หวงหลงพูดก็มีเหตุผล เจ้าลองถามเบย์ซาว่านางพอสละเวลาสอนการทำบัญชีให้ศิษย์ตระกูลหวงสักหลายคนได้หรือไม่”

         “ศิษย์จะคุยกับนาง”

         “ยังมีอีกประการหนึ่ง ที่ผ่านมาตระกูลหวงเราเน้นแต่ศิษย์ที่เป็นบุรุษ ศิษย์สตรีส่วนใหญ่วรยุทธไม่เข้มแข็ง ข้าฯตั้งใจจะให้ศิษย์สตรีของเราฝึกฝีมือมากขึ้น”

         นี่เป็นวิสัยทัศน์ของประมุขหวง เนื่องด้วยที่ผ่านมาศิษย์สตรีของตระกูลหวงมีจำนวนน้อย พลังฝีมือก็ด้อยกว่าบุรุษ เมื่อเวลาผ่านไป จึงกลายเป็นว่าศิษย์สตรีเกือบทั้งหมดต้องคอยช่วยงานในสำนัก ส่วนการผดุงคุณธรรมกลายเป็นเรื่องของบุรุษไป ซึ่งแตกต่างกับสำนักหงส์ขาวที่ศิษย์ส่วนใหญ่เป็นสตรี

         “ท่านอาจารย์จะให้ผู้ใดรับผิดชอบการสอนวรยุทธแก่ศิษย์น้องหญิงเหล่านั้น” เสวียจงถาม

         “เจียเจียเติบใหญ่แล้ว ควรลองรับภาระนี้บ้าง”

         เสวียจงกับพวกถึงกับอมยิ้ม ทางหนึ่งพวกมันย่อมไม่มีเวลาแยกร่างมาฝึกให้กับศิษย์สตรีได้    

         แต่ประการสำคัญคือพวกมันอยากเห็นบ๊วยหวานดักปักษาในภาพของอาจารย์หญิงยิ่งนัก

         กิจการภายในของตระกูลหวงคลี่คลายไปในลักษณะนี้

         การก่อตั้งและสร้างสำนักหนึ่งให้เจริญก้าวหน้า มิใช่มีแต่เรื่องของการฝึกวรยุทธ ด้วยยิ่งมีคนในสำนักจำนวนมาก ก็มีหลายปากท้องให้ดูแล ตระกูลหวงมิเก็บค่าเล่าเรียน จึงมีภาระมากกว่าสำนักทั่วไป แต่ประมุขหวงมิเคยท้อถอย ด้วยนอกจากหวงหลงและหวงซิ่น ยังมีศิษย์อีกนับพันที่เป็นคนยากจนซึ่งประมุขหวงรับตัวไว้ หลายคนลาไปมีครอบครัวประกอบอาชีพ ก็ยังได้เงินขวัญถุงติดตัว ซึ่งในยุทธจักรมีไม่กี่สำนักสามารถกระทำได้เช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เว่ยกงกงนับถือประมุขหวงเป็นอย่างยิ่งและพยายามจัดสรรงบประมาณมาช่วยเหลือทุกปี ศิษย์ตระกูลหวงที่ผ่านการฝึกออกไป ล้วนประกอบอาชีพสุจริต ไม่เป็นภาระแก่สังคม หลายคนรับราชการฝ่ายบู๊หรือเป็นทหาร บางคนไปอยู่กรมเมืองหรือสำนักคุ้มภัย กล่าวได้ว่าความสงบของลั่วหยางส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสำเร็จของตระกูลหวงนี่เอง

         ตอนแรกประมุขหวงไม่ยอมรับเงินของทางการ แต่เว่ยกงกงขอร้องว่าเป็นพระประสงค์ลับของพระจักพรรดินี จึงต้องยอมรับไว้ โดยเว่ยกงกงรับปากว่าจะไม่มาก้าวก่ายกิจการภายในของตระกูลหวง ความร่วมมือกันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินเท่านั้น

         อย่างไรก็ตาม ประมุขหวงไม่ต้องการให้เรื่องที่ทางการมอบเงินช่วยเหลือสำนักแพร่งพรายออกไป จึงพยายามจัดทำบัญชีด้วยคนในสำนัก โดยให้แต่ละตึกทำบัญชีแยกกัน ผ่านไปหลายปี บัญชีเหล่านี้สับสนวุ่นวาย ไม่ทราบว่ามีรายการตกหล่นผิดพลาดเพียงใด ประมุขหวงก็มิต้องการรื้อมาแก้ไข ด้วยตนเองก็มิถนัดในด้านคำนวณ 

         ผู้ใดว่ายอดฝีมือวันวันเอาแต่ต่อสู้ฆ่าฟัน เรื่องเช่นนั้นคนต่ำทรามที่ใดก็ทำได้ ยอดฝีมือที่แท้ย่อมใช้ความสามารถปกป้องคุ้มครองผู้อ่อนแอ สร้างสรรค์ประโยชน์สิ่งดีงาม มิใช่เพื่ออวดอ้างว่าเหนือผู้อื่น แต่เพื่อลดทอนความทุกข์ยากของผู้คน

         หวงเจียงเฉียงพิสูจน์ตัวเองมาสี่สิบปี

         บุคคลใดก็อาจสร้างภาพว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม

         แต่จะหาใครที่สร้างภาพได้ถึงสี่สิบปี

         ในที่สุดก็ถึงเวลาเสด็จกลับลั่วหยาง 

         กองทัพหนึ่งแสนนายเคลื่อนพลออกจากตัวเมืองฉางอาน ประเมินว่าใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งเดือน เพื่อมิให้สมเด็จพระจักพรรดินีทรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมากเกินไป

         ทัพหน้าสองหมื่นนายล่วงหน้าไปเกือบครึ่งวัน  ทัพกลางสี่หมื่นนายจึงออกจากเมือง  จากนั้นปีกซ้ายขวาทัพละหนึ่งหมื่นขยายออกไปด้านละสิบลี้  ทัพหลังสองหมื่นนายออกจากเมืองโดยเว้นระยะห่างจากทัพกลางห้าลี้  

         พระจักรพรรดินี เชื้อพระวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่ย่อมอยู่ในทัพกลาง ตามแผนการเดินทางที่วางไว้ เว้นแต่ทหารและขุนนางผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่คุมกองทัพที่ล้อมอยู่โดยรอบ 

         แน่นอนว่าเวยกงกงย่อมอยู่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระจักพรรดินี

         เฟิงตงเปียนถูกวางตัวคอยประสานกับเสี้ยวอู่หมิงและเจิงเจิ้งจิงที่อยู่กับเจ้ากรมเป่าไฉ

         ทหารการข่าวและสายลับถูกส่งออกไปทั่วสารทิศ หากมีกองกำลังแปลกปลอมเข้ามาในรัศมีหนึ่งร้อยลี้ ทัพหลวงจะทราบภายในไม่กี่ชั่วยาม

         เสี้ยวอู่หมิงนั่งเอกเขนกโบกพัดอยู่ในรถม้าคันหนึ่ง แวดล้อมด้วยทหารราบหนึ่งร้อยนาย มีเพียงนายทหารหัวหน้าหน่วยอีกคนเดียวที่ขี่ม้า ที่เหลือล้วนเป็นพลเดินเท้า

         หน่วยของเสี้ยวอู่หมิงทำหน้าที่หาไม้ฟืนมาให้กองเสบียงเพื่อหุงหาอาหารเลี้ยงทหารส่วนหนึ่งของทัพใหญ่ ส่วนพระกระยาหารของสมเด็จพระจักพรรดินีและเชื้อพระวงศ์ ย่อมมีหน่วยห้องเครื่องดูแลย่างเข้มงวด สำหรับขุนนางผู้ใหญ่ส่วนมากมีคนจัดอาหารประจำตัว แต่จะมาทานอาหารของกองเสบียงก็ย่อมได้

         ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีขุนนางผู้ใหญ่สนใจอาหารจากกองเสบียงเลย อย่าว่าแต่หน่วยหาฟืน ที่หลายคนแทบไม่ทราบว่ามีอยู่

         เมื่อเดินทางมาครึ่งวัน กองทัพหลวงก็หยุดพัก

         เป็นครั้งแรกที่เสี้ยวอู่หมิงได้เห็นการทำงานของหน่วยเก็บฟืน

         พวกมันแบ่งกำลังเป็นสิบชุด ชุดละสิบคน เดินเท้าเข้าไปในชายป่าโดยมีขวานและมีดใหญ่สำหรับตัดไม้ โดยแบกตะกร้าสานไว้ด้านหลัง ใช้เวลาไม่นานก็รวบรวมไม้สำหรับทำฟืนมาได้จำนวนมาก แน่นอนว่าหน่วยเก็บฟืนมิได้มีหน่วยเดียว ทุกกองทัพล้วนมีกองเสบียงของตน และมีหน่วยเก็บฟืนประจำอยู่ เพียงแต่ผู้คนไม่เห็นคุณค่าเท่าใด แท้จริงหากไม่มีพวกมัน ทหารส่วนใหญ่ก็จะได้กินแต่อาหารแห้ง ซึ่งเสี้ยวอู่หมิงเคยลองลิ้มรสมาแล้ว ยอมรับว่ากลืนยากยิ่ง

         ภาษิตว่ากองทัพเดินได้ด้วยท้อง มิใช่เรื่องแปลกปลอม

         เมื่อไม่มีสิ่งใดทำ เสี้ยวอู่หมิงเดินชมทหารในหน่วยรวบรวมไม้ฟืนที่หามาได้มัดเข้าด้วยกันอย่างเรียบร้อย แล้วทยอยนำไปส่งมอบให้กองเสบียง ที่เริ่มจัดแจงตั้งโรงครัวชั่วคราว 

         ลี่ไฉเข้ามาทักทาย

         “ท่านเสี้ยวพักผ่อนให้สบาย สักครู่ข้าฯจะให้คนจัดอาหารมาให้”

         “วันนี้มีสิ่งใด”

         “ช่วงแรกเสบียงของเรายังมีมาก ทราบว่าวันนี้มีข้าวสวย เนื้อและผัดผัด”

         เสี้ยวอู่หมิงเพิ่งเคยร่วมทางในขบวนเสด็จ อดคิดมิได้ว่าวันแรกยังเป็นอาหารธรรมดาเช่นนี้ แล้วช่วงท้ายจะเป็นอย่างไร

         “หน่วยของเรากินอาหารที่ใด”

         “พวกเราอยู่ใกล้กับกองเสบียง จะได้ช่วยกันเก็บกวาด ท่านเสี้ยวทานที่รถม้าจะดีกว่า”

         “พวกท่านกินที่ใด ข้าฯจะกินที่นั่น”

         ลี่ไฉงุนงง บัณฑิตอย่างเสี้ยวอู่หมิง ปกติไม่สนใจชีวิตทหาร ทั้งจากท่าทางทรงภูมิ เสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย ยามว่างถือพัดโบกราวขงเบ้ง ไม่เหมาะกับการนั่งกินอาหารบนพื้นกับทหารราบปลายแถว

         สุดท้ายมันให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปัดกวาดลานเล็กแห่งหนึ่ง แล้วนั่งล้อมวงกินอาหารกับเสี้ยวอู่หมิง

         อาหารรสจืดยิ่ง คาดว่าใส่เกลือเพียงเล็กน้อย หรือแทบไม่ใส่เลย 

         เสี้ยวอู่หมิงสังเกตว่าเหล่าทหารที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ลงมือกินอย่างรวดเร็วเหมือนกับแทบจะไม่เคี้ยว

         ลี่ไฉเห็นมันนิ่งไป

         “พอทานได้หรือไม่ ข้าฯสามารถให้คนไปขอแบ่งอาหารจากโรงครัวขุนนาง”

         เสี้ยวอู่หมิงใช้มือเปิบข้าวใส่ปาก แน่นอนว่าการเดินทัพระยะไกล ไม่มีตะเกียบสำหรับทหาร เว้นแต่จะเป็นชั้นผู้ใหญ่

         “จากนี้พวกท่านกินอยู่อย่างไร ข้าพเจ้าก็อยู่อย่างนั้น”

         ลี่ไฉฉีกยิ้ม คนผู้นี้เริ่มน่าสนใจสำหรับมันมากขึ้น ตอนแรกเข้าใจว่าเว่ยกงกงส่งคนมาจับตาการทำงานของตน แต่คิดไปคิดมาหัวหน้าหน่วยกระจ้อยร่อยอย่างมันไม่มีคุณค่าถึงเพียงนั้น ต่อมาเจิงเจิ้งจิงกำชับให้ดูแลเสี้ยวอู่หมิง มันยังคิดว่าต้องปรนนิบัติอย่างคุณชายตระกูลใหญ่ แต่เมื่อพบกันเสี้ยวอู่หมิงท่าทางเฉื่อยชาไม่ถือตัว เพียงแต่ซูบผอมไปบ้างคล้ายคนเพิ่งป่วยหนัก

         “หากโชคดีเราอาจได้สัตว์ป่าระหว่างทาง แต่ถือว่ายากยิ่ง กองทัพนับแสนเช่นนี้มักจะทำให้พวกสัตว์แตกตื่นหนีไปหมด”

         “พี่ลี่ไม่ต้องกังวล นอกจากเรื่องเดินเท้า ส่วนที่เหลือพวกเราถือว่าเช่นไรเช่นนั้น”

         ลี่ไฉหัวเราะออกมาในที่สุด 

         “ขอถามพี่ลี่ หน่วยเรามีบุตรหลานของร้านบะหมี่หรือไม่”

         ลี่ไฉทำหน้าแตกตืน

         “ท่านเสี้ยวทราบได้อย่างไร บิดาข้าพเจ้าเปิดร้านบะหมี่เก่าแก่ในฉางอาน พักหลังลูกค้าเบาบาง แต่ยังมิยอมเลิกกิจการ”

         “น่าจะเป็นร้านที่ข้าพเจ้าเคยไปอุดหนุน รสดียิ่ง”

         “ขอบคุณท่านเสี้ยว นอกจากบะหมี่แล้ว บิดาข้าพเจ้าไม่สนใจเรื่องอื่น น้ำซุปที่ใช้ก็เป็นสูตรเก่าแก่ของบรรพบุรุษ”

         เสี้ยวอู่หมิงคล้ายพบพานญาติห่าง ๆ ลี่ไฉผู้นี้แม้มีลักษณะของทหาร แต่ลึก ๆ ยังมีความเป็นชาวบ้านหลงเหลืออยู่ ไม่กระด้างเกินไปหรือเอาแต่ทำท่าทางขมึงทึงตลอดเวลา

         เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จ ใช้เวลาเก็บกวาดเพียงครู่ ขบวนเสด็จก็ออกเดินทางต่อ 

         เจิงเจิ้งจิงขี่ม้ามาหา

         “น้องกลางเป็นอย่างไร”

         เสี้ยวอู่หมิงเปิดม่านรถม้า

         “สบาย พี่ใหญ่มิต้องเป็นห่วง ข้าพเจ้ารู้สึกราวออกเดินทางท่องเที่ยว ลี่ไฉดูแลข้าพเจ้าเป็นอย่างดี”

         “ถ้าเช่นนั้นพี่ใหญ่ก็สบายใจ”

         เมื่อเจิงเจิ้งจิงกลับไป เสี้ยวอู่หมิงทดลองนั่งสมาธิโคจรลมปราณ แม้รถม้าสั่นสะเทือน แต่ไม่เป็นปัญหาเท่าใด 

         กำลังภายในของเสี้ยวอู่หมิงในตอนนี้ มีลักษณะของสายน้ำที่ไหลบ่าไม่ขาดตอน เพียงแต่บางครั้งกลับหายไปเสียดื้อ ๆ เหมือนหนองน้ำแห้ง ทั้งยังไม่ทราบว่าจะกลับมาเมื่อใด ได้แต่หวังว่าในยามคับขัน จะสามารถใช้ออกได้ หาไม่คงจบชีวิตอย่างเลอะเลือน

         ทหารราวสิบนายขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว

         “นั่นเป็นพวกใด”

         เสี้ยวอู่หมิงถามลี่ไฉที่ขี่ม้าอยู่ใกล้ ๆ

         “พวกมันมาจากทัพหลัง คอยส่งข่าวมายังทัพหลวง”

         แม้ทัพใหญ่จะอยู่ตรงกลาง แต่เมื่อได้รับข้อมูลจากกองทัพที่อยู่รอบ ๆ ก็สามารถประเมินสถานการณ์ได้ตลอดเวลา นี่เป็นสิ่งที่เสี้ยวอู่หมิงอดชื่นชมมิได้

         การเดินทัพธรรมดายังต้องวุ่นวายเรื่องการข่าวขนาดนี้ หากเป็นการรบจริงไม่ทราบว่าหนักหนาแค่ไหน

         ในที่สุดก็ถึงช่วงเย็นของการเดินทางวันแรก