ชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย

    ครัวอันแสนปั่นป่วน

            สาเหตุเพราะนางเข้ามาเป็นศิษย์น้องอย่างกะทันหัน ทำให้ชิงจูเก็บความไม่พอใจนี้ไว้ และลงกับนางอยู่เนือง ๆ หลังจากความเงียบของศิษย์พี่ชิงจูแสดงออกว่าไม่ปฏิเสธหรืออนุญาต ทำให้ซูเจินตัดสินใจเดินเข้าไป แล้วหยิบผักที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา

            “ข้าล้างผักให้นะ” ว่าแล้วซูเจินก็หยิบผักจากถ้วยดินเผา นำไปล้างด้านนอก เสียงเทน้ำล้างผักทำให้ชิงจูเริ่มใจอ่อน หลายวันมานี้การมีศิษย์น้องเพิ่มขึ้น ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางตื่นตูม อาจารย์ยังคงเอ็นดูทุกคนเสมอกัน หัวใจแข็งแกร่งดังหินผา ที่เคยคิดว่าซูเจินจะเข้ามาแย่งความรักของอาจารย์ไปนั้น ค่อย ๆ ละลายออกทีละนิด แต่ยังคงวางมาดผู้เป็นใหญ่ไว้ตามนิสัยเดิม ไม่นานนักผักที่พึ่งล้างเสร็จก็ถูกนำมาวางไว้บนโต๊ะไม้ด้านข้าง

            “ศิษย์พี่ข้าผัดผักชนิดนี้เก่งมาก ท่านอยากลองชิมฤาไม่” ดวงตาแป๋วกล่าวถามชิงจูด้วยกิริยานอบน้อม

            “อาจารย์ชอบรสมือข้ามาก ดังนั้นหากเจ้าคิดว่าอร่อยนัก ก็ผัดกินเองคนเดียวเถอะ” ซูเจินหลุบตาต่ำลงอย่างผิดหวัง หันไปหยิบผักแล้วค่อย ๆ หั่นอย่างบรรจง

            “ศิษย์พี่ไม่อยากกินฝีมือของข้า ดังนั้นข้าต้องตามใจนาง ข้าต้องเป็นเด็กดีไม่เกเรเอาแต่ใจ เพราะไม่มีผู้ใดในใต้หล้าจะใจดีเหมือนเช่นพี่ลี่เซียนกับท่านยอดฝีมืออีกแล้ว” เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาเก่าก่อน ซูเจินอดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้นางเหม่อลอยอยู่นาน จนเผลอเฉือนนิ้วตัวเองในเสี้ยววินาที

            “อ๊ะ!” ซูเจินดึงมีดออกพลางมองนิ้วมือ เห็นเลือดไหลเป็นทางยาว ก่อนรีบยัดนิ้วใส่ปากเพื่อหยุดเลือด

            “เป็นอันใด” สายตาเลือดเย็นของศิษย์พี่หันมองอย่างเดาความหมายไม่ออก ซูเจินนิ่งเงียบพลางส่ายศีรษะ หากแต่ยังคงดูดนิ้วค้างไว้ เพราะกลัวถูกตำหนิเรื่องความประมาท

            “ยังจะปฏิเสธอีก ก็เห็นอยู่ว่าเจ้าร้องเมื่อครู่” ชิงจูลุกขึ้นแล้วเดินมาหาซูเจินด้วยสายตาแน่นิ่ง ก่อนที่สองเท้าเล็กของหญิงสาวจะถอยออกด้วยความไม่ไว้ใจ

            “ยังหั่นผักไม่เสร็จ” ชิงจูเลื่อนสายตามองสิ่งที่ซูเจินทำค้างไว้ พลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเข้ม

            “ข้าถามว่าเป็นอันใด”

            “ปะ เปล่า เช่นนั้นข้าหั่นผักต่อนะ” ซูเจินรีบตะเกียกตะกายหันมาหยิบมีด

            “หยุดเดี๋ยวนี้” เสียงเข้มดังจนหญิงสาวสะดุ้งตัว แล้ววางทุกอย่างในมือลง ก่อนอีกฝ่ายจะหยิบมือนางขึ้นสำรวจดู

            “นี่เจ้าโดนมีดบาดหรอกฤา เป็นมากเพียงนี้เหตุใดจึงปกปิด กลัวข้ามากเช่นนั้นเชียวรึ” ซูเจินก้มหน้าลงเล็กน้อย เพราะเสียงแข็งกร้าวราวกับชายของชิงจูทำให้ซูเจินไม่กล้าโต้ตอบ

            “เป็นถึงเพียงนี้แล้วยังจะหยิบมีดขึ้นมาอีก เจ้าคิดอันใด”

            “มีอะไรกัน!” เชิงเถาเข้ามาแล้วเอ่ยถาม พลางดึงตัวสาวงามออกห่างจากศิษย์พี่ใหญ่ พร้อมจ้องมองชิงจูอย่างไม่พอใจ

            “เสียงดังออกไปถึงด้านนอก ข่มขู่สิ่งใดให้ศิษย์น้องเสียขวัญอีก”

    ชิงจูหันมองร่างของชิงเถาแล้วเคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ มองดูใบหน้าของศิษย์น้องอย่างตั้งมั่น ไม่ว่านางทำอันใดย่อมผิดในสายตาเขาเสมอ

            “หากข้าข่มขู่เจริง แล้วเจ้าจักกล้าทำอันใด”

            “นับวันท่านยิ่งเอาแต่ใจ ยึดมั่นความคิดตนเป็นใหญ่”

            “ข้าเป็นเช่นนี้เสมอมา มิเคยเห็นเจ้าเดือดร้อน” ชิงจูพูดพลางเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้

            “...” ชิงเถาเบี่ยงหน้าออกไม่อยากตอบโต้

            “เจ้ากล้าแข็งข้อกับข้างั้นฤา” สองเท้าของหญิงสาวเดินเข้าประจันหน้ากับชิงเถา แล้วถามอย่างท้าทาย ทั้งสองเติบโตมาท่ามกลางสำนักฮุ่ยหวง ถูกอาจารย์อบรมสั่งสอนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ชิงเถาและชิงจูจึงเปรียบเสมือนพี่น้องที่ใกล้ชิดกันอย่างมาก ตลอดเวลาที่ผ่านมาชิงเถามักยอมอ่อนข้อให้ชิงจูเสมอด้วยอายุที่มากกว่า หากแต่หลังจากซูเจินเข้ามา เขาก็เปลี่ยนท่าทีไปอย่างสิ้นเชิง

            “ข้ามิเคยคิดแข็งข้อกับท่าน หากแต่เราไม่ได้มีกันและกันเหมือนก่อน เรามีศิษย์น้องเพิ่มเข้ามา ข้าไม่เห็นความจำเป็นใดที่ต้องกลั่นแกล้งคนสำนักเดียวกัน”

            “ใช่สิ ข้าไม่มีความสำคัญเหมือนเช่นก่อน เจ้าจึงไม่เห็นหัว”

            “ศิษย์พี่ชิงเถา ข้ามิเป็นอันใดอย่ามีเรื่องกันเลย ศิษย์พี่ชิงจูเดี๋ยวข้าหั่นผักที่เหลือให้เสร็จนะ” ซูเจินเห็นท่าไม่ดีจึงกล่าวห้าม แล้วรีบเดินเข้าไปหยิบมีดขึ้นมาเพื่อหั่นผักต่อให้เสร็จสิ้น

            “มือเจ้าเลือดออก เหตุใดจึงกล้าหยิบมีด จะให้ข้าดื่มเลือดเจ้าเช่นนั้นฤา” เสียงตวาดของชิงจูดังขึ้น ก่อนซูเจินก้มมองบาดแผลของตัวเองแล้วปล่อยมีดออก ขณะเดียวกันชิงเถารีบวิ่งมาคว้ามือนางเพื่อสำรวจบาดแผล ปรากฏเป็นร่องรอยลึก

            “ศิษย์น้องเป็นถึงเพียงนี้ ท่านยังตวาดเสียงดังเพราะห่วงตัวเองว่าจะได้ดื่มเลือด แทนที่จะกล่าวห้ามนาง ข้าเสียแรงนักที่เคยเคารพ” ชิงเถาพูดด้วยโทสะ พลางดึงมือซูเจินออกจากครัวไม้หลังนั้นไป ปล่อยให้ชิงจูอยู่เพียงลำพังเพื่อสงบจิตใจ

    คล้ายกับเรื่องชายาองค์รัชทายาทโจวอี้เฟย ที่คุณอ่าน