จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 37 ตัดสินในหนึ่งกระบวนท่า

    ตอนที่ 37 ตัดสินในหนึ่งกระบวนท่า

     

    บรรยากาศโดยรอบกลับกลายเป็นหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก ความแตกต่างที่เลี่ยงเฟิ่งแสดงออกมาในครั้งแรกเทียบกับตอนนี้ล้วนห่างชั้นราวฟ้ากับเหว ลมพายุน้ำแข็งก่อตัวหนาแน่นจนมิอาจเดินเข้าไปได้ใกล้ ผนวกกับกระบี่ทั้งสิบเล่มที่ถูกสร้างขึ้นมาจากปราณเย็นของนางยิ่งสร้างความกดดันแก่เฟยอวี่อย่างใหญ่หลวง เลี่ยงเฟิ่งก้าวเท้าเดินเข้าหาเขาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับลมพายุน้ำแข็งที่เคลื่อนตามมาเพราะนางเป็นศูนย์กลางของพายุ

     

    “ข้าต้องขอโทษด้วยที่กล้าโอ้อวดว่าจะขึ้นมาสั่งสอนเจ้า มันกลับกลายเป็นข้าเองที่ถูกเจ้าสั่งสอน” เลี่ยงเฟิ่งหยุดฝีเท้าลง ระยะห่างระหว่างนางและชายหนุ่มอยู่ราวสิบช่วงก้าว หญิงสาวรู้สึกลังเลประหลาดเมื่อนัยน์ตาคู่งามจับจ้องเฟยอวี่ที่ยืนตระหง่านนิ่ง ประหนึ่งว่า ลมพายุน้ำแข็งของนางมิอาจทำให้เขาสะทกสะท้านได้แม้แต่น้อย

     

    ภายใต้ความนิ่งสงบ ใจจริงของชายหนุ่มล้วนต้องการจบการประลองนี้ให้เร็วที่สุด เขาไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าพลังของบัญญัติแห่งการสูญสลายหรือพลังยุทธของนาง สิ่งใดจะหมดก่อนกัน! หลังจากที่คำพูดคำจาอวดโอ้ของเฟยอวี่ถูกกล่าวออกไป ในขณะนี้เส้นชีวิตของเขาราวกับอยู่บนเส้นด้ายที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตาย อีกทั้ง เขายังคงรักษาท่าทีสุขุมประดุจผู้อาวุโสไว้

     

    “ไม่ใช่เรื่องมากมายอะไร ข้าเพียงชี้แนะท่านให้ทราบถึงคำพูดของตนเอง” เฟยอวี่เผยรอยยิ้มบาง

     

    ด้วยอากัปกิริยาเช่นนี้ของชายหนุ่ม มันทำให้เลี่ยงเฟิ่งหวาดหวั่นขึ้นมา นางมั่นใจอย่างถึงที่สุด พายุน้ำแข็งในตอนนี้ถูกใช้ออกอย่างสมบูรณ์แบบและมีความรุนแรงที่มาก ถึงกระนั้น ชายหนุ่มผู้นี้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวหรือการร่นถอยใดๆ มันคลับคล้ายกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าย่อมไม่หวาดกลัวต่อผู้ที่อ่อนแอ

     

    “แม่นางไม่เข้ามาจู่โจมข้ารึ?” การไถ่ถามนี้เป็นคำถามธรรมดา ทว่า มันกลับเหมือนแผ่นเหล็กตกใส่ศีรษะของนาง “ถ้าไม่เช่นนั้น ข้าคงต้องเข้าไปหาท่านด้วยตัวเอง”

     

    เฟยอวี่ใช้จังหวะที่เลี่ยงเฟิ่งกำลังหวาดหวั่นและสับสน พูดหว่านล้อมให้นางรู้สึกว่าเฟยอวี่นั้นถือไพ่เหนือกว่า เลี่ยงเฟิ่งผู้ถูกความตื่นตระหนกเข้าครอบงำ การตอบสนองของนางเชื่องช้าลง หญิงสาวก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้สึกตัว ทันใดนั้น ถ้อยคำหนึ่งได้ผุดขึ้นจากส่วนลึกในจิตใจ “เจ้าไปเพื่อขัดเกลาเคล็ดกระบี่น้ำแข็งของตระกูล” บังเกิดความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวลุกโชนภายในดวงตาคู่สีน้ำเงิน

     

    นางชี้ปลายนิ้วเรียวงามไปทางเฟยอวี่พลันส่งกระบี่บินน้ำแข็งนับสิบสายพุ่งทะยานเข้าใส่ กระบี่บินน้ำแข็งบินโฉบเข้ามาใกล้ติดๆกันทีละเล่ม ในขณะเดียวกัน เลี่ยงเฟิ่งจับกระบี่น้ำแข็งในฝ่ามือกระชับแน่น หญิงสาวทะยานร่างตรงดิ่งมาทางเฟยอวี่อย่างสุดกำลัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ต่างสร้างความตื่นตกตะลึงงันให้แก่บรรดาผู้อาวุโสทั้งหมด การควบคุมหนึ่งกระบี่ที่ก่อเกิดมาจากพลังปราณนั้นยากเย็นแสนเข็ญนัก แต่ทว่า เลี่ยงเฟิ่งนั้นควบคุมถึงสิบเล่มกระบี่ และนางกลับมุ่งหน้าเข้ามาโจมตีเฟยอวี่ด้วย! นี่มันยากอย่างถึงที่สุด… หากนางพลาดหลุดจากการควบคุมแม้เพียงเสี้ยว กระบี่ทั้งสิบย่อมสลายไปอย่างแน่นอน

     

    เฟยอวี่ปรากฏแววตกตะลึง เขาไม่คาดคิดว่าสตรีผู้นี้จะสามารถควบคุมทั้งสิบเล่มกระบี่และยังเข้ามาโจมตีเขาได้พร้อมกัน  คนปกติคงยืนควบคุมกระบี่บินทั้งสิบเล่มโจมตีอยู่ห่างๆ สถานการณ์ในตอนนี้อยู่เหนือการคาดการณ์ของเขา ตลอดเวลาการประลองที่เริ่มต้นขึ้น เลี่ยงเฟิ่งเป็นคนแรกที่ทำให้เขาจนมุม…

     

    …ข้าประเมินความสามารถของนางต่ำไป

     

    ในชั่วพริบตาเดียว เฟยอวี่เหยียดขาขวาถอยหนึ่งก้าว ฝ่ามือกุมกำง้าวตัดสวรรค์ เขาบิดเอวเล็กน้อย เมื่อจุดศูนย์ถ่วงร่างของเฟยอวี่เป็นไปตามความรู้สึกที่ชักนำ… ในขณะเดียวกันนั้น กระบี่บินน้ำแข็งกลับอยู่ห่างจากเขาเพียงห้าช่วงก้าว และเลี่ยงเฟิ่งที่ใกล้เข้ามาติดๆ เฟยอวี่นึกถึงห้วงอารมณ์อันคุ้นเคยในความฝัน สิ่งที่เขาถนัดที่สุดในชีวิตประหนึ่งร่างกาย

     

    เคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว กระบวนท่าที่หนึ่ง…ตัดสวรรค์!!

     

    เฟยอวี่ตวัดวาดง้าวตัดสวรรค์ เสียงปริแตกดังวาบหนึ่งราวกับอากาศธาตุเกิดรอยร้าว ทันใดนั้นเอง ตู้มมมม!!! เสียงดังกึกก้องสะท้านทั่วทั้งตำหนักหลัก ลมปราณในร่างเลี่ยงเฟิ่งปั่นปวนวุ่นวาย กระบี่บินน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นจากปราณเย็นพลันสลายหายไปในทันที พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ปลิวกระเด็นตกจากแท่นประลอง นางเกลือกกลิ้งไปบนพื้นห้องโถงอยู่สี่ตลบเนื่องจากแรงปะทะ

     

    การจู่โจมของกระบวนท่าที่หนึ่ง…ตัดสวรรค์ เฟยอวี่เพียงฟาดใส่อากาศเท่านั้น ด้วยอนุภาพการทำลายล้างของมัน หากในฝันของเขาเป็นเรื่องจริง เฟยอวี่สามารถทลายกองทัพนับหมื่นได้ในการตวัดกระบวนท่านี้แค่ครั้งเดียว แต่ทว่า นั่นยังไม่ใช่จุดสูงสุดของเคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว เขารู้สึกได้ว่าตนเองยังห่างไกลจากความสำเร็จในวิชานี้ หรือหากบรรลุถึงแก่นแท้ของวิชา กระบวนท่าที่หนึ่งนี้อาจสามารถตัดสวรรค์ได้จริงๆ…

     

    แม้เฟยอวี่จะอยู่ในระดับเริ่มต้นขั้นสี่และเลี่ยงเฟิ่งเป็นถึงระดับเชี่ยวชาญขั้นเจ็ด แต่เมื่อเสริมด้วยการทำลายล้างจากเคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว มันกลับทำให้ชายหนุ่มมีเปรียบเหนือศัตรูอย่างมหาศาล

     

    “โอ้ย…” เลี่ยงเฟิ่งเอ่ยกล่าวด้วยสีหน้ามึนงง นางปิดตาสนิทราวกับเจ็บปวด นางรู้สึกวงเวียนศีรษะ เมื่อครู่คล้ายภาพตัด นางที่กำลังวิ่งเข้าหาเฟยอวี่นั้น พอชายหนุ่มฟาดง้าวใส่อากาศ มันก็เกิดรอยร้าวขึ้นมา… หลังจากนั้นก็ ตู้ม! “เมื่อครู่นี้มันเกิดอะไรขึ้น…”

     

    ต่อให้เคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าวโดดเด่นในเรื่องพลังทำลายล้าง หากแต่ว่า การที่เฟยอวี่ฟาดใส่อากาศแทนที่จะโจมตีเลี่ยงเฟิ่งตรงๆ นี่ล้วนทำให้นางหลีกเลี่ยงความตายมาได้อย่างฉิวเฉียด… เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า พลังยุทธระดับเริ่มต้นขั้นสี่และพลังยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นเจ็ด มันมีความต่างมากมายประหนึ่งหกสวรรค์จนสุดขุมนรก แต่เป็นเฟยอวี่ที่ถือไพ่เหนือกว่า ศาสตราวุธของเขาอยู่ในระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง แม้ระดับของมันจะทัดเทียมกับศาสตราวุธของเลี่ยงเฟิ่ง แต่หากเทียบคุณภาพเมื่อนำมาประมือกัน มันย่อมเป็นง้าวตัดสวรรค์ที่กินขาดกระบี่น้ำแข็งอย่างไม่เห็นฝุ่น

     

    ด้วยเหตุนี้เอง อาวุธที่ดีผนวกกับเคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว การกุมชัยในครั้งนี้ของเฟยอวี่ล้วนสามารถเข้าใจได้โดยง่าย

     

    การกระทำของเฟยอวี่ต่างสร้างความตกตะลึงลานให้แก่ผู้คนทั่วทั้งตำหนักหลักครั้งแล้วครั้งเล่า ลู่หลินส่ายหน้าอย่างรุนแรงเพื่อเรียกคืนสติ “เลี่ยงเฟิ่งหมดสภาพประลอง เป็นฝ่ายเฟยอวี่ที่ชนะ!” 

     

    ไร้สิ้นเสียงยินดีอันใดจากฝูงชน พวกเขาล้วนคิดเหมือนกันทั้งสิ้น แท้จริงแล้ว เฟยอวี่ผู้นี้เป็นตัวอะไรกันแน่?

     

    แทบจะในทันทีที่หลิวเจียนย่างก้าวสู่แท่นประลองด้วยสีหน้าราบเรียบ เขาจ้องมองเฟยอวี่ที่สีหน้ามั่นคงดุจหินผา “คู่ต่อสู้คนต่อไปของเจ้าคือข้า…หลิวเจียน” 

     

    หลิวเจียนพอตามติดการเคลื่อนไหวและรู้จุดอ่อนของเฟยอวี่ ยกเว้น แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นบนแท่นประลองเมื่อครู่ อากาศแตกออก…และเลี่ยงเฟิ่งก็ตกแท่นประลองไป ด้วยความสงสัยที่เกาะกุมจิตใจที่ไม่สามารถคลี่คลาย เขารู้สึกยำเกรงต่อศิษย์น้องใหม่เบื้องหน้าอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เขาเป็นถึงลำดับที่สองในการประลองรุ่นเยาว์ระดับทวีป นี่หากเขาแพ้ย่อมเป็นความอัปยศสูงสุด

     

    เฟยอวี่หอบหายใจหนักหน่วง สืบเนื่องจากความทรงพลังของเคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ยังไม่แข็งแกร่งพอจะทานรับแรงสะท้อนของวิชาจักรพรรดิง้าวได้ ชายหนุ่มรู้สึกเจ็บแสบปวดร้าว เนื้อหนังราวกับสามารถปริแตกออกมาได้ตลอดเวลา เรี่ยวแรงทั้งหมดแห้งเหือดหายราวกับน้ำก้นบ่อ ชายหนุ่มพยายามรักษาความสุขุมเอาไว้ ถึงใจจริงแทบจะอยากลงไปนอนกองกับพื้นแล้วก็ตาม

     

    ท่่ามกลางสายตาของฝูงชน สานุศิษย์และบรรดาผู้อาวุโสต่างมองเฟยอวี่เปรียบประหนึ่งสัตว์ประหลาดก็มิปาน ในโลกเซียนมันยากจะพานพบเจอใครสักคนหนึ่งที่มีีความแข็งแกร่งเยี่ยงเฟยอวี่ หากในคราวนี้ เขาสามารถกุมชัยเหนือหลิวเจียนได้อีก… ทวีปมังกรคงเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่

     

    …เฟยอวี่ชี้นิ้วชี้ขึ้นฟ้า ชายหนุ่มเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “หนึ่งกระบวนท่า”

     

    หลิวเจียนเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ “เจ้าขอต่อข้าหนึ่งกระบวนท่า? ข้าอนุญาต! ข้าเป็นคนที่ชอบต่อสู้ตัดสินอย่างเที่ยงธรรม ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ข้าอยากตัดสินกับเจ้าตอนที่เจ้ามีสภาพสมบูรณ์พร้อมมากกว่า…”

     

    “ตัดสินในหนึ่งกระบวนท่า” เฟยอวี่เว้นจังหวะช่วงอยู่สามลมหายใจ การพูดคุยที่ขาดช่วงนี้ล้วนเนื่องจากความเหนื่อยล้าจากแรงสะท้อนของวิชา “ข้าจะตัดสินกับเจ้าในหนึ่งกระบวนท่า”

     

    สิ้นคำกล่าวของเฟยอวี่ หลิวเจียนพลันขมวดคิ้วชิดเป็นปมแน่น เขาเข้าใจว่าชายหนุ่มจะมาขอต่อหนึ่งกระบวน… มันหาได้เป็นเช่นนั้น วาจาที่ถูกเอ่ยออกมาคือความโอหังอวดดี! หากเป็นหลิวเจียนคนเดิมคงแค่นเสียงเย็นชาอย่างดูหมิ่น แต่ทว่า หลังจากได้เห็นสภาพของคนที่ขึ้นมาท้ามัน เขามิอาจสบประมาทศิษย์น้องใหม่ได้แม้เพียงนิดเดียว…

     

    ทุกผู้คนภายในตำหนักหลักล้วนตกตะลึงลืมหายใจ พรสวรรค์อันน่ากลัวของเฟยอวี่กำลังเผยธาตุแท้ของมันออกมา ชายหนุ่มพรสวรรค์สีขาวที่ทุกคนต่างดูหมิ่น ถ้าพวกเขาเรียกมันเป็นขยะ… แล้วพวกเขาเล่าเป็นอันใด?

     

    การกล่าวตัดสินในหนึ่งกระบวนท่าของเฟยอวี่ล้วนมีสาเหตุมาจากบัญญัติแห่งการสูญสลายที่เหลือพลังอีกไม่มาก เขาจำเป็นต้องใช้ท่าไม้ตายก้นหีบ คู่ต่อสู้ตรงหน้าคือศิษย์พี่หลิวเจียน คนที่แข็งแกร่งที่สุดจากทั้งสองสำนัก! ในเส้นทางแห่งเซียน มันเป็นกำแพงแรกที่เฟยอวี่ต้องข้ามผ่าน หากท่าไม้ตายก้นหีบมิอาจกุมชัยเหนือหลิวเจียนได้ ชายหนุ่มคงต้องแพ้พ่ายลงอย่างแท้จริง

     

    “เช่นนั้นย่อมได้ ข้าจะตัดสินกับเจ้าในหนึ่งกระบวนท่าเช่นกัน” หลิวเจียนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขานำกระบี่คู่ใจออกมาจากแหวนมิติสีคราม มันปรากฏกระบี่ยาวสีครามลวดลายมัจฉาสวยงามน่าดึงดูด ศาสตราวุธระดับเชี่ยวชาญขั้นสูง “เตรียมพร้อมให้ดี” 

     

    เฟยอวี่หลับตาลงคล้ายทำสมาธิ ชายหนุ่มจมดิ่งในห้วงภวังค์ มันปล่อยให้ร่างกายเป็นผู้นำพาสู่ท่วงท่าอันคุ้นเคย ง้าวตัดสวรรค์ถูกควงไปมาอย่างเชี่ยวชาญ ก่อเกิดแรงเสน่ห์ประหลาดทุกครั้งที่เฟยอวี่ควงง้าว ทุกคู่สายตาล้วนจ้องมองเขาราวกับถูกแรงดึงดูดไร้ลักษณ์ ท่วงทำนองพร้อมออกรบถูกเตรียมพร้อมโดยสมบูรณ์ ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นอย่างช้าๆ

     

    บุรุษทั้งสองประสานสายตากันและกัน ช่วงเวลาต่อไปนี้อาจตัดสินเส้นชะตาชีวิตในภายภาคหน้าของพวกเขา ผ่านพ้นไปเพียงสิบลมหายใจ ทว่ากลับเชื่องช้ายิ่งนัก ผู้คนภายในตำหนักหลักต่างมิกล้าเปล่งเสียงเอื้อนเอ่ยวาจาใดและมิกล้าทำให้เสียงใดเกิดขึ้น ในชั่วขณะนี้ โลกทั้งใบราวกับถูกผนึกปิดโดยสมบูรณ์ สายธารแห่งเวลาคล้ายหยุดชะงักลง…

     

    จวบจนกระทั่ง คมกระบี่และง้าวพลันฉาบประกายวูบหนึ่ง ทันใดนั้นเองที่หลิวเจียนพลันทะยานร่างเข้ามาด้วยความเร็วสูงสุดของผู้ฝึกยุทธระดับเชี่ยวชาญขั้นสิบ!! การเคลื่อนไหวนั้นรวดเร็วกว่าเลี่ยงเฟิ่งอยู่หลายขุม มันกลับกลายเป็นเส้นสายตรงดิ่งหาเฟยอวี่ในชั่วอึดใจเดียว

     

    เฟยอวี่ล่วงรู้อยู่แก่ใจ หลิวเจียนมีพลังยุทธสูงกว่าเลี่ยงเฟิ่งมากนัก อีกทั้ง หลิวเจียนยังเป็นผู้ที่มีความเร็วเป็นเลิศอีกด้วย เขาทำใจเรื่องนี้ไว้แล้วตั้งแต่ปิดตาลง ชายหนุ่มพลันวาดง้าวตัดสวรรค์ในแนวระนาบ เขาตั้งใจฟาดใส่อากาศเฉกเช่นเดียวกันกับตอนประลองกับเลี่ยงเฟิ่ง และหวังให้แรงปะทะนั้นส่งหลิวเจียนตกแท่นประลองไป

     

    เคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าว กระบวนท่าที่หนึ่ง…ตัดสวรรค์!!

     

    ในขณะเดียวกันนั้นเองที่พลังโจมตีของเฟยอวี่พลันถูกกระตุ้นจากบัญญัติแห่งการสูญสลายให้สูงขึ้นสิบเท่าตัว!! ด้วยพลังบัญญัติที่หลงเหลือน้อยนิด เขาสามารถกระตุ้นการโจมตีสิบเท่าได้เพียงระยะเวลาห้าลมหายใจ หลังจากนั้นบัญญัติแห่งการสูญสลายจะเข้าสู่สภาวะฟื้นสภาพ… การจู่โจมของเฟยอวี่ถูกฟาดออกไปซึ่งมันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าหลิวเจียนจะเข้ามาจู่โจมหรือไม่… ต่อให้หลิวเจียนยังไม่เข้ามา เฟยอวี่ก็จะฟาดใส่ก่อนอยู่ดี!!

     

    ในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น นัยน์ตาของผู้้อาวุโสสูงสุดฝั่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ขยายโตกว้าง “ไม่ได้การ…”

     

    คงเป็นหลิวเจียนที่รวดเร็วจนเกินไป มันมาปรากฏกายอยู่ตรงหน้าเฟยอวี่ซึ่งห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ง้าวตัดสวรรค์ฟาดออกมาพอดี… หลิวเจียนที่สัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์อันตราย แต่ทว่า ทุกอย่างนั้นสายเกินไป ชายหนุ่มใช้ออกด้วยเคล็ดวิชากระบี่ที่รุนแรงที่สุด

     

    เคล็ดวิชาเจ็ดสมุทร…หนึ่งกระบี่ผ่าเจ็ดสมุทร!!

     

    หนึ่งกระบี่หนึ่งง้าวฟาดกระทบกันหนักหน่วง บังเกิดคลื่นพลังแกร่งกล้าซัดสาดรอบทิศ เส้นผมของสองบุรุษปลิวไสวตามแรงลม แรงปะทะของกระบี่ครามและง้าวตัดสวรรค์มีความรุนแรงอย่างถึงที่สุด มันต่อต้านกันสู้สีได้ราวสามลมหายใจ ก่อนเป็นฝ่ายของหลิวเจียนที่ทานรับแรงปะทะจากง้าวตัดสวรรค์ไม่ไหว… หลิวเจียนกระอักโลหิตคำโตพร้อมกับร่างกายที่ปลิวกระเด็นลอยคว้างไปในอากาศ

     

    เฟยอวี่ก็ยากทานรับแรงสะท้อนจากเคล็ดวิชาจักรพรรดิง้าวได้อีก กล้ามเนื้อแขนทั้งสองพลันปริแตก ทั่วทั้งแขนสองข้างอาบชโลมด้วยโลหิตแดงฉาน นี่ไม่ใช่แค่เพียงสองแขนเท่านั้น ทั่วทั้งร่างกายล้วนบอกช้ำจากผลสะท้อนของวิชา ทันใดนั้นเองที่ผู้อาวุโสสูงสุดเหาะเหินเข้าไปรับร่างของหลิวเจียน

     

    ผู้ชราจับอาภรณ์ของหลิวเจียนยกร่างเขาขึ้นด้วยมือข้างเดียว ชายหนุ่มผู้นี้อยู่ในสภาพหมดสติ… ถึงการประลองครั้งนี้จะไม่ขาดลอยเหมือนครั้งก่อนๆ แต่นี่ล้วนนับว่าเป็นชัยชนะของเฟยอวี่อย่างแท้จริง… เพียงผู้อาวุโสสูงสุดดีดนิ้ว เปาะ! ความปั่นปวนของปราณเซียนในอากาศต่างหวนคืนสู่ความสงบในชั่วพริบตา

     

    “หลิวเจียนสิ้นสติ เฟยอวี่เป็นผู้ชนะ…”