การเคลื่อนไหวของวิหารแห่งดวงดาว
การหมั้นหมายกับหญิงสาวพร้อมกัน 12 คนนั้น หากเป็นตระกูลอื่นอาจจะนับเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับตระกูลอันดูวเดธ มันเป็นเพียงเรื่องธรรมดาเรื่องหนึ่ง
สถิติการหมั้นหมายสูงสุดที่เคยเกิดขึ้นนั้นสูงกว่านี้นับสิบเท่า การหมั้นหมายของกัสจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจอะไร
แต่ที่ทำให้การหมั้นหมายในครั้งนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ผู้คนมากมายให้ความสนใจก็เพราะสถานะของกัสในปัจจุบัน
ผู้อาวุโสที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ลำพังแค่สถานะนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นความสนใจจากผู้คนในตระกูล แต่สาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ได้รับความสนใจนั้นยังมีมากกว่านี้อีก
หนึ่งนั้นหญิงสาวที่ถูกหมั้นนั้นล้วนแต่เป็นชนชั้นสูงทั้งสิ้น นอกจากนั้นกัสยังไม่มีทายาท การหมั้นหมายในครั้งนี้จึงถูกนับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง ‘ครอบครัว’ ข่าวนี้จึงทำให้ตระกูลตื่นตัวมาก
ไม่เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ความมั่งคั่งของกัสเองก็ได้รับความสนใจมากพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นออริจินฟู้ดที่เหมาะต่อการบ่มเพาะร่างกาย หรือพลังต้นกำเนิดที่สามารถบ่มเพาะจิตสำนึกได้โดยตรง
ไหนจะอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ให้กำเนิดปราณลึกลับและพื้นที่ฝึกฝนแบบพิเศษที่ช่วยฝึกฝนพลังวิญญาณได้เป็นอย่างดี
ทุกสิ่งทุกอย่างที่กัสมีนั้นสามารถส่งเสริมคนธรรมดาให้กลายเป็นเทพได้อย่างง่ายดาย มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวเขาจะได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะตอนที่เขากำลังสร้างครอบครัว
หลังจากข่าวการหมั้นหมายแพร่กระจายออกไป จำนวนแม่สื่อที่เข้ามาติดต่อกัสก็ลดลง ทั้งนี้เป็นเพราะหญิงสาวที่ได้รับการหมั้นหมายด้วยนั้นมีเพียง 12 คน ไม่ใช่หญิงสาวทั้งหมดที่เหล่าแม่สื่อเข้าไปทาบทามให้
ผลลัพธ์นี้ทำให้เหล่าแม่สื่อทราบว่ากัสต้องการอะไร ด้วยประสบการณ์ของพวกเธอที่ทำหน้าที่แม่สื่อให้กับชนชั้นสูงมานาน พวกเธอย่อมมองออกและเข้าใจได้
ด้วยเหตุนี้พวกแม่สื่อจึงเข้าใจเจตนาของกัส รวมไปถึงนิสัยใจคอและรสนิยมของหญิงสาวที่เขาพึงพอใจ พวกเธอจึงสามารถให้คำแนะนำกับครอบครัวที่ต้องการว่าจ้างพวกเธอได้
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ต่างอะไรจากการคัดกรองรอบหนึ่งจำนวนของแม่สื่อจึงลดลงเพราะหญิงสาวที่ผ่านการคัดกรองมีจำนวนน้อยลง
แต่ถึงจะลดลงยังไง สุดท้ายแล้วจำนวนหญิงสาวที่ผ่านเข้าการคัดกรองและได้รับการหมั้นหมายก็ยังเพิ่มขึ้นทีละคนสองคนจนกระทั่งจำนวนของคู่หมั้นที่มีอยู่เพิ่มขึ้นถึง 20 คน กัสก็ตัดสินใจทำตามธรรมเนียมของตระกูลด้วยการสร้าง ‘เรือนหมั้นหมาย’ ขึ้น
เรือนหมั้นหมายนั้นเป็นเสมือนเรือนหอของคู่บ่าวสาว เพียงแต่ก่อนที่จะแต่งงาน เรือนหมั้นหมายจะถูกใช้เป็นสถานที่ทำความรู้จักของเหล่าคู่หมั้นและภรรยาที่แต่งเข้ามาก่อน
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้คู่หมั้นและภรรยาที่แต่งเข้ามาก่อนได้ทำความรู้จักกันเพื่อเพิ่มความสนิทสนมคุ้นเคย ทั้งยังเป็นเหมือนการคัดกรองครั้งสุดท้ายเพื่อดูว่าเหล่าคู่หมั้นจะสามารถเข้ากับภรรยาที่แต่งเข้ามาก่อนได้หรือไม่
ความสำคัญของเรือนหมั้นหมายอยู่ที่จุดนี้เอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้มั่นใจว่าเหล่าหญิงสาวจะสามารถเข้ากันได้และอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
สิ่งนี้นับเป็นหัวใจหลักของการสร้างครอบครัวที่หญิงสาวทุกคนยึดถือเพราะตระกูลอันดูวเดธเป็นตระกูลที่แปลกประหลาดซึ่งมีการแต่งงานในหมู่เครือญาติที่มากที่สุด อีกทั้งยังเป็นตระกูลที่มีสัดส่วนของบุรุษสตรีแตกต่างกันมากจนผิดปกติ
เพื่อลดความขัดแย้งของเหล่าหญิงสาวที่ต้องใช้สามีร่วมกัน ตระกูลอันดูวเดธจึงได้สร้างหลักการครองตนของสามีภรรยาขึ้น
หลักการที่ว่านี้ยึดเอาฝ่ายหญิงเป็นหัวใจสำคัญ ขอเพียงเหล่าภรรยาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างรักใคร่กลมเกลียวเหมือนพี่เหมือนน้อง ครอบครัวก็จะสงบสุข
ส่วนฝ่ายบุรุษนั้นมีเพียงคำเดียวนั่นคือคำว่า ‘พอประมาณ’
กล่าวได้ว่ามีความสามารถเท่าไหร่ก็จงมีภรรยาเท่านั้น อย่าได้มีภรรยามากเกินกว่าที่ตนเองจะดูแลได้
สำหรับกัสในตอนนี้เขาแทบไม่มีปัญหาใดๆ ในการเลี้ยงดูภรรยา ต่อให้มีสักร้อยคนเขาก็ยังรับไหว ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูด้วยทรัพย์สินเงินทองหรือการดูแลด้วยความเอาใจใส่
แต่การที่สามารถทำได้นั้นไม่ได้หมายความว่ากัสจะอยากทำถึงขนาดนั้น หลังจากตอบรับการหมั้นหมายของหญิงสาว 12 คนแรกแล้ว คู่หมั้นคนต่อๆ ไปของเขาก็มักจะมาจากสายตระกูลที่แตกต่างกันเสมอ
หลักการคัดเลือกยังคงยึดตามรูปแบบเดิม แต่เน้นไปที่ความครอบคลุมเพื่อทำตามคำสั่งลับที่ได้รับมอบหมาย
นอกเหนือจากเรื่องนั้นกัสก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคู่หมั้นมากนัก จำนวนคู่หมั้นของเขาจึงเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และช้าลงทุกขณะ
หลังจากผ่านไปถึง 20 คน จำนวนคนก็แทบจะไม่เพิ่มขึ้นอีก แม้จะมีแม่สื่อติดต่อเข้ามาแทบไม่ขาด แต่คนที่ผ่านการคัดเลือกก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งกัสมีคู่หมั้นได้ 25 คน เขาก็ตัดสินใจไม่รับใครเพิ่มอีกเพราะคู่หมั้นทุกคนของเขาครอบคลุมสายเลือดของตระกูลอันดูวเดธทุกสายตระกูลแล้ว
แต่การหยุดรับคู่หมั้นของเขานั้นไม่ได้ทำให้จำนวนคู่หมั้นของเขาหยุดอยู่เพียงแค่นั้นเพราะนอกจากคู่หมั้นที่ถูกทาบทามจากแม่สื่อแล้ว กัสยังมีคู่หมั้นที่หมั้นหมายกันด้วยความรักชอบอยู่ด้วย
หนึ่งในนั้นคือสกายเบรดที่รู้จักกันมานานพอสมควร แต่ยังไม่ได้มีการตกลงเรื่องหมั้นหมายกันอย่างเป็นทางการ กัสก็เลยถือโอกาสที่สร้างเรือนหมั้นหมาย ทำการหมั้นกับสกายเบรดไปพร้อมกัน
นอกจากสกายเบรดก็ยังมีเทียร์น่าที่หมั้นกับเขามานาน เพียงแต่เธอนั้นเป็นคนนอกทำให้การแต่งงานของเขากับเทียร์น่ามีปัญหาอยู่บ้าง
แต่เมื่อกัสเป็นผู้อาวุโสแล้วและยอมทำตามคำสั่งลับของตระกูล ปัญหาทั้งหมดก็หายไป การนำตัวเทียร์น่าเข้ามาอยู่ในเรือนหมั้นหมายจึงไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งซีต้ากับมิซ่าและแองจี้ก็ยังถูกพาตัวเข้าไปด้วย นี่ยังรวมไปถึงลูกสาวทั้งสามคนของบราวนี่ที่กลับมาเรียนที่ตระกูลได้นานหลายปี
เมื่อพูดถึงลูกสาวทั้งสามของบราวนี่ กัสก็มีเรื่องที่ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก ผลลัพธ์จากความพยายามของเด็กสาวทั้งสาม ผ่านวันเวลาที่ยาวนาน เด็กสาวก็กลายเป็นหญิงสาวเต็มตัว รูปลักษณ์ของพวกเธอนั้นแทบจะถอดแบบมาจากบราวนี่เลยทีเดียว
เว้นเพียงพรสวรรค์ทางสายเลือดที่น่าประทับใจเพราะพวกเธอได้ปลุกพรสวรรค์ของบรรพบุรุษขึ้นมา
ถึงตอนนั้นกัสถึงได้ทราบว่าครอบครัวของบราวนี่นั้นมีบรรพบุรุษที่มาจากตระกูลเทพมังกรด้วย
ลูกสาวทั้งสามของบราวนี่นั้นสามารถปลุกสายเลือดของ ‘มังกรแห่งธาตุ’ จากสายตระกูล ‘ทรีคัลเลอร์’ ขึ้นมาได้ ทั้งยังได้รับของขวัญจากตระกูลเทพมังกรเป็น ‘ไข่มังกร’ ถึง 3 ใบเพื่อให้พวกเธอได้บ่มเพาะเลี้ยงดูมังกรธาตุของตัวเอง
เมื่อลูกสาวทั้งสามได้ปลุกพรสวรรค์ทางสายเลือดของตระกูลทรีคัลเลอร์ขึ้นมา ความสำคัญของพวกเธอก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นอย่างมาก ส่งผลให้บราวนี่ผู้เป็นแม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเลี่ยงไม่ได้
สุดท้ายทางตระกูลก็เลยตัดสินใจรับตัวเธอกลับเข้าสู่ตระกูลอีกครั้ง ทำให้เธอไม่ได้เป็นลูกหลานสายนอกอีกต่อไป สิทธิประโยชน์ของทายาทที่เธอสูญเสียไปจากการแต่งงานกับคนนอกนั้นในที่สุดก็ได้รับกลับคืนมา
ถึงตอนนี้กัสก็เลยตัดสินใจนำตัวบราวนี่กับลูกสาวทั้งสามเข้าเรือนหมั้นหมายไปพร้อมกัน
การกระทำของกัสแน่นอนว่าสร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนในตระกูลไม่น้อยที่หมั้นหมายทั้งแม่และลูกสาว แต่ไม่นานนักความตกตะลึงก็กลายเป็นความชื่นชมหลังจากที่ทุกคนได้ทราบประวัติของบราวนี่และลูก
เรื่องนี้ทำให้มีทายาทบุรุษไม่น้อยที่ยกนิ้วให้กัสและชื่นชมเขาในฐานะของ ‘บุรุษผู้โอบอุ้มครอบครัว’
ส่วนปัญหาของการแต่งงานทั้งแม่ทั้งลูกนั้น ไม่มีอยู่เลยแม้แต่นิดเดียวเพราะตระกูลอันดูวเดธได้สืบทอดธรรมเนียมนี้มานานแล้ว เพียงแต่การแต่งงานในรูปแบบนี้เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยากในปัจจุบัน
สำหรับกัสและครอบครัว เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เหล่าคู่หมั้นสาวเองก็รู้ว่าบราวนี่นั้นได้รับความรักจากกัสมากเป็นพิเศษ ทั้งยังสนิทสนมกับภรรยาทุกคนของกัสเป็นอย่างมากจึงไม่มีใครแสดงความไม่พอใจออกมา
ในจุดนี้กัสไม่กลัวว่าทุกคนจะเข้ากันไม่ได้เพราะถ้าเข้ากันไม่ได้จริงๆ การหมั้นหมายก็จะถูกยกเลิกไปเองและคนที่ต้องจากไปก็คือเหล่าคู่หมั้นสาวที่เป็นคนใหม่
เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติเพราะตระกูลอันดูวเดธจะให้ความสำคัญกับภรรยาที่อยู่กินกันมาก่อนมาก แม้จะไม่ถึงขนาดที่แบ่งแยกกันด้วยลำดับก่อนหลัง แต่คนใหม่ก็ยังต้องให้ความเคารพคนเก่าเป็นธรรมดา
ในส่วนของการดูแลเหล่าคู่หมั้นนั้นกัสยกให้กับบลูอายและคนอื่นไปจัดการดูแลทั้งหมด
ส่วนตัวกัสนั้นหลังจากจัดการกับปัญหาทั้งหลายที่ประดังเข้ามาหลังสงครามจบ เขาก็ตัดสินใจปิดประตูฝึกตนสักระยะหนึ่งเพื่อย่อยสลายสิ่งที่เขาได้รับมา
พลังวิญญาณคือสิ่งแรกที่กัสให้ความสำคัญ เขาต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะย่อยพลังวิญญาณทั้งหมดและดูดซับมันลงไปเพื่อเสริมสร้างรากฐานของเทพเทวะ 8 ดาวให้มั่นคงแข็งแรง
ต่อจากนั้นจึงเป็นผลึกจิตสำนึกสีสันสดใสที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวในช่องว่างวิญญาณ
ผลึกจิตสำนึกก่อนนี้สร้างปัญหาให้กัสมากทีเดียว ทั้งนี้ก็เพราะมันมีเปลวไฟของกฎแห่งไฟลุกไหม้อยู่ภายใน
หากเป็นเพียงผลึกจิตสำนึกทั่วไปกัสย่อมไม่กลัวที่จะดูดกลืนมัน แต่ผลึกจิตสำนึกของบรรพชนนักบวชแดงนั้นมีอำนาจของกฎแห่งไฟอัดแน่นอยู่เขาจึงไม่กล้าที่จะดูดซับมันโดยไม่ระวัง
แต่หลังจากปล่อยให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ตรวจสอบผลึกจิตสำนึกมานานนับเดือน ความเข้าใจที่กัสมีต่อผลึกจิตสำนึกก้อนนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นจนคิดหาวิธีใช้ประโยชน์จากมันได้ในที่สุด
‘จำไว้นะกัส เจ้าต้องกลืนกินมันลงไปไม่ใช่ดูดซับ กฎแห่งไฟไม่เหมาะสมกับเจ้า สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือ กินมันลงไปเพื่อพัฒนาความสามารถในการกลืนกินของเจ้า ด้วยวิธีนี้เจ้าจะมีโอกาสสร้าง ‘กฎแห่งการกลืนกิน’ ขึ้นมาได้’
กัสทบทวนคำแนะนำของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง จากนั้นมองดูผลึกจิตสำนึกเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ
“ข้าจะเริ่มละนะ”
พูดจบกัสก็สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ เพื่อตั้งสมาธิจากนั้นส่งลมปราณลึกลับเข้าไปในช่องว่างวิญญาณเพื่อ ‘เชื่อมต่อ’ ตัวเขาเข้ากับผลึกจิตสำนึก
ลมปราณลึกลับไม่ได้กลืนกินผลึกจิตสำนึกเข้าไปโดยตรง หากแต่แทรกซึมเข้าไปภายใน โคจรหมุนเวียนอยู่ภายในผลึกจิตสำนึกเพื่อกลืนกินเปลวไฟที่เป็นแก่นแท้ของกฎแห่งไฟ
การกลืนกินเกิดขึ้นอย่างช้าๆ เพราะพลังอำนาจของกฎแห่งไฟนั้นทรงพลังกว่าลมปราณลึกลับของกัสมาก
ลมปราณลึกลับกว่า 9 ส่วนถูกเผาผลาญไปในพริบตาที่สัมผัสกับเปลวไฟ เหลือเพียง 1 ส่วนที่สามารถกลืนกินเปลวไฟได้ แต่ส่วนที่สามารถกลืนกินเข้าไปได้จริงๆ ก็ยังมีน้อยอย่างมาก มันมีไม่ถึง 1 ส่วนของลมปราณลึกลับที่เหลือรอด
กล่าวได้ว่ามีลมปราณลึกลับไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำที่สามารถกลืนกินเปลวไฟได้สำเร็จ
แต่ปริมาณของเปลวไฟนั้นมีมากเกินกว่าที่พลังเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ของลมปราณลึกลับจะสามารถกลืนกินได้ในเวลาสั้นๆ
ทว่ากัสก็ไม่สน เขายังคงตั้งสมาธิอยู่กับการกลืนกินไปพร้อมกับการขัดเกลาลมปราณลึกลับและฟื้นฟูลมปราณลึกลับเพื่อทดแทนลมปราณลึกลับที่สูญเสียไป
ยิ่งผ่านการกลืนกิน การฟื้นฟู ขัดเกลาและใช้งาน ความแข็งแกร่งของลมปราณลึกลับก็เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ ความรู้ความเข้าใจที่กัสมีต่อวิถีแห่งการกลืนกินก็เพิ่มขึ้นทีละน้อย
กัสกลืนกินจนลืมทุกสิ่ง ลืมแม้กระทั่งเวลาที่ผ่านเลยไป
โดยไม่รู้ตัวกัสได้เข้าสู่ภวังค์อันลึกล้ำจนตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ เขาจมดิ่งลงไปในภวังค์ของการกลืนกินจนไม่รับรู้สิ่งใดทั้งสิ้น
ในช่วงเวลานั้นเอง เหตุการณ์ที่สั่นสะท้านโลกก็ได้เกิดขึ้นภายในส่วนลึกของดินแดนปีศาจ เหตุการณ์ที่กัสเคยได้ยินผู้คนรอบตัวพูดถึงในชีวิตก่อนของเขา
ช่วงเวลานั้นเสาแห่งแสงสีขาวที่แสนบริสุทธิ์ที่มีความกว้างกว่าพันกิโลเมตรก็ดิ่งลงมาจาก ‘วิหารแห่งดวงดาว’ วิหารของ ‘เทพเจ้าจริงแท้’ ซึ่งลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศ
จุดกึ่งกลางของเสาแสงคือบุรุษผู้หนึ่งผู้มีใบหน้าและร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมราวกับรูปสลักของเทพเจ้าที่ปราศจากตำหนิใดๆ สีหน้าของบุรุษหนุ่มสงบนิ่งเยือกเย็นจนปราศจากความรู้สึก มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่เผยให้เห็นความรู้สึกที่อ่อนจางของการเฝ้ารอ
“ได้เวลาแล้ว”
เสียงที่สงบนิ่งแพร่กระจายออกไปพร้อมกับพลังอำนาจที่ทำให้วิหารทั้งหลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ในช่วงเวลานั้นหญิงสาวที่แสนงดงามดุจดังเทพธิดาทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับพลังอำนาจที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว
รูปลักษณ์ของเทพธิดาทั้งสองเหมือนกันจนไม่อาจหาความแตกต่าง ยกเว้นเพียงสีผมและดวงตาที่ต่างกันราวกับภาพสะท้อนของแสงสว่างและความมืด
เทพธิดาทั้งสองปรากฏตัวขึ้นที่ด้านซ้ายและขวาของบุรุษหนุ่มแล้วเฝ้ามองบุรุษอันเป็นที่รักด้วยดวงตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่ลึกซึ้ง
ยามที่เทพธิดาทั้งสองปรากฏตัว สีหน้าของบุรุษหนุ่มก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย ดวงตาที่เกือบจะไร้ซึ่งความรู้สึกปรากฏร่องรอยของความรู้สึกขึ้นอีกครั้ง
ทว่าบุรุษหนุ่มก็ไม่ได้หันกลับไปมองเทพธิดาทั้งสอง หากแต่มองลงไปยังเบื้องล่าง มองดู ‘วิหารบูชาเทพ’ แห่งสุดท้ายที่ตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของทวีปแห่งนี้ซึ่งเป็นสถานที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของดินแดนปีศาจ
ขณะที่บุรุษหนุ่มเฝ้ามองวิหารบูชาเทพอย่างเงียบงัน ที่ด้านข้างของเขา ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตรก็ได้ปรากฏวงแหวนเวทเคลื่อนย้ายมิติขึ้น จากนั้นเพียงอึดใจคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
หนึ่งในกลุ่มคนที่ปรากฏขึ้นนั้นมีท่านหญิงไอโกะรวมอยู่ด้วย รวมไปถึงมารดาของเธอที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนเธอจนแทบจะไม่สามารถมองเห็นความต่าง ที่ยืนอยู่ข้างกายของมารดาคือบิดาของเธอซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับบุรุษหนุ่มเจ้าของวิหารไม่มีผิดเพี้ยน
ทั้งสองดูเหมือนกันราวกับฝาแฝด หากแต่มีกลิ่นอายที่ต่างกัน บุรุษหนุ่มนั้นดูราวกับเทพเจ้าที่สมบูรณ์พร้อม ขณะที่อีกหนึ่งนั้นดูราวกับมนุษย์ที่ครอบครองอำนาจของเทพ
“พี่ชาย..ไม่มีหนทางอื่นแล้วหรือ”
ผ่านไปนานหลายนาที ‘ยูเมะ’ ผู้เป็นบิดาของท่านหญิงไอโกะก็เอ่ยปากถามออกมาด้วยความคาดหวัง ทว่าบุรุษหนุ่มเจ้าของวิหารกลับไม่ได้ให้คำตอบใดๆ มีเพียงความเงียบงันที่เป็นคำตอบ
สีหน้าของคนทั้งกลุ่มเปลี่ยนไป มีความผิดหวังและโศกเศร้าอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ
“มันคือชะตากรรม..”
นานหลายนาทีให้หลังบุรุษหนุ่มก็เอ่ยคำพูดออกมา ทำให้บรรยากาศภายในวิหารดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ความเงียบงันที่น่าอึดอัดกลับคืนมาอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้ไม่มีใครคิดจะพูดอะไรออกมาอีก มีเพียงการเฝ้ามองด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
ท่านหญิงไอโกะเองก็เช่นกัน เธอเฝ้ามองบุรุษหนุ่มที่เปรียบได้กับบิดาของเธออีกคนหนึ่งด้วยความรู้สึกที่โหยหาและโศกเศร้า เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไรเธอถึงได้รู้สึกผูกพันกับ ‘บิดาผู้เป็นเทพเจ้าที่แท้จริง’ มากกว่า ‘บิดา’ ที่อยู่ข้างกายมารดาของเธอ
ขณะที่ท่านหญิงไอโกะกำลังสับสน มารดาของเธอก็ยื่นมือมากุมมือของเธอไว้และส่งยิ้มให้กำลังใจเธอ ก่อนที่จะปล่อยมือและผลักดันให้เธอก้าวเดินออกไป
ท่านหญิงไอโกะลังเลใจอยู่ชั่วขณะก่อนที่เธอจะยิ้มรับด้วยความขอบคุณและก้าวเดินออกไปยืนอยู่ข้างกายของบุรุษหนุ่มเจ้าของวิหารซึ่งเป็นหนึ่งใน ‘ร่างอวตาร’ ของบิดา
ด้วยความที่ท่านหญิงไอโกะเป็นบุตรสาวคนแรก เธอจึงมีความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคก่อนมากกว่าน้องๆ เธอรู้ว่าในช่วงเวลานั้นบิดาของเธอได้ทำอะไรลงไปบ้างและได้แยกร่างจนเกิดเป็นร่างอวตารขึ้นมากี่ร่าง
บุรุษหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าเธอคือร่างอวตารที่แข็งแกร่งที่สุดและเป็นร่างอวตารเดียวที่บรรลุถึงระดับเทพเจ้าที่แท้จริงและเป็นร่างอวตารที่ทำให้เธอรู้สึกผูกพันที่สุด ผูกพันมากกว่าร่างอวตารที่มีฐานะเป็นบิดาแท้ๆ ของเธอเสียอีก
เหตุผลที่ทำให้เธอรู้สึกเช่นนี้คืออะไร จนถึงทุกวันนี้เธอเองก็ไม่ทราบ อันที่จริงควรจะพูดว่าเธอไม่ต้องการทราบจะถูกต้องกว่าเพราะความสามารถในปัจจุบันของเธอ ขอเพียงเธอต้องการรู้เธอก็สามารถเข้าใจได้
ทว่าท่านหญิงไอโกะก็ไม่ต้องการเข้าใจว่าเพราะอะไร เธอเพียงรักษาความรู้สึกที่มีอยู่เอาไว้ในใจและเฝ้ามองบิดาผู้เป็นเทพเจ้าที่แท้จริงของเธอด้วยความรักของบุตรสาวต่อไป
บุรุษหนุ่มที่ไม่เคยตอบสนองต่อคำพูดและการปรากฏตัวของใครนั้น มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมาเมื่อท่านหญิงไอโกะเดินเข้ามาใกล้ มันหันกลับมามองเธออย่างช้าๆ ใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึกก็ปรากฏความอ่อนโยนที่หาได้ยากขึ้นมา
“ไอโกะ”
แม้จะเป็นเพียงคำเรียกขานที่แสนสั้น แต่ก็ทำให้ท่านหญิงไอโกะยิ้มหวานอย่างมีความสุข
“คุณพ่อ..ลูกมาลาค่ะ”
“อืม..เมื่อพ่อไม่อยู่แล้ว เจ้าก็อย่าซนนักละ ไม่เช่นนั้นยูเมะจะลำบาก”
การหยอกล้อที่หาได้ยากนั้นทำให้ท่านหญิงไอโกะยิ้มหวานอย่างมีความสุข ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาโดยไม่อาจหักห้ามใจ
ใบหน้าที่อ่อนโยนของบุรุษหนุ่มอ่อนโยนมากขึ้นไปอีก มันมีร่องรอยของความรักและเอ็นดูฉายชัดอยู่บนใบหน้า เช่นเดียวกับความอ่อนใจที่บุตรสาวซึ่งเติบใหญ่ถึงเพียงนี้กลับมาร้องไห้ราวกับเด็กน้อยต่อหน้าตน
“เด็กโง่..”
บุรุษหนุ่มถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางยื่นมือออกไปปาดน้ำตาของบุตรสาวอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบใจบุตรสาวที่กำลังโศกเศร้า
หลังจากน้ำตาของท่านหญิงไอโกะหยุดไหล บุรุษหนุ่มก็ยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะหันกลับไปด้วยใบหน้าที่สงบนิ่งลงจนกลายเป็นใบหน้าที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึก
“เริ่ม!”
สิ้นคำพูดบุรุษหนุ่มก็ประกบนิ้วต่างกระบี่แล้วกดลงที่หัวใจของตนเอง
พริบตานั้นคลื่นพลังที่ทรงอำนาจก็แผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง แผ่กว้างออกไปจนปกคลุมโลกทั้งใบในเสี้ยววินาที ก่อนจะย้อนกลับคืนมาโดยที่ไม่มีใครสัมผัสได้
วินาทีที่พลังย้อนกลับคืนมารูปลักษณ์ของบุรุษหนุ่มก็เปลี่ยนไป สีสันทั้งหมดในร่างกายกลายเป็นสีขาว ตั้งแต่เส้นผม ดวงตาไปจนถึงเสื้อผ้า
ทุกสิ่งกลายเป็นสีขาวของความพิสุทธิ์ เป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของพลังชำระล้าง ราวกับร่างกายของมันถูกสร้างขึ้นจากพลังชำระล้างที่ทรงพลังเหนือสิ่งใด
ใบหน้าที่ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกแปรเปลี่ยนไปจนน่ากลัวกว่าเดิม ราวกับสูญเสียอารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดไป ไม่มีร่องรอยใดๆ ของชีวิต ราวกับสิ่งที่ปรากฏอยู่นั้นไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นบางสิ่งบางอย่างที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ หากแต่มีพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างคาดไม่ถึง
พลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่นี้สะกดข่มจนทำให้ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนทั้งหมดในวิหารแห่งดวงดาวกลายเป็นความว่างเปล่า
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ ความรู้สึกที่หายไปก็กลับคืนมา แม้ว่าใบหน้าจะยังคงปราศจากอารมณ์ความรู้สึกเหมือนเดิม แต่ดวงตาได้เผยให้เห็นประกายของความรู้สึกขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อความรู้สึกย้อนกลับคืนมา บุรุษหนุ่มก็เริ่มเคลื่อนไหว มันก้าวเดินออกไปก้าวหนึ่ง ร่างกายก็ไปปรากฏอยู่ที่ด้านนอกของวิหาร จากนั้นกดนิ้วมือลงอย่างแผ่วเบา
วินาทีนั้นแสงสีขาวที่สุกสว่างราวกับดวงตะวันก็ปรากฏขึ้น มันปลดปล่อยแสงสีขาวออกไปรอบทิศทางจนกลืนกินทุกสรรพสิ่งบนพื้นดิน