กว่าหวังหลี่เม่าจะรู้เื่ที่ศิษย์น้องตัวจ้อยถูกร้องเรียน การไต่สวนก็สิ้นสุดเกือบหนึ่งเดือนแล้วหวังหลี่เม่าที่เพิ่งออกจากการเก็บตัวในป่าอสูรรีบมาหาจิวฟงที่บ้านทันทีที่เขารู้เื่ดังกล่าว
“จิวฟง การไต่สวนเป็ไปด้วยดีใช่หรือไม่”แม้จะรู้ว่าเ้าเปี๊ยกพ้นมลทิน แต่หวังหลี่เม่าก็อดถามด้วยความเป็ห่วงไม่ได้
“ศิษย์พี่หวังไม่ต้องกังวลอาจารย์บ้านประกายหมอกและผู้าุโแห่งหอพืชปรุงยาไต่สวนข้าด้วยความเที่ยงธรรมนอกจากนี้อาจารย์เหลียงก็รับรองว่ายาเม็ดของข้ามีคุณสมบัติเพิ่มปราณจริงตอนนี้ข้าไม่ต้องขายยาเพิ่มปราณแบบหลบๆซ่อนๆอีกต่อไป”จิวฟงพูดพลางรินน้ำชาให้ศิษย์พี่ของเขาดื่ม
ได้ยินคำตอบของจิวฟง หวังหลี่เม่าก็ค่อยเบาใจขึ้นเขายกจอกชาขึ้นมาจิบแก้กระหาย จากนั้นคนแซ่หวังก็เอ่ยถามศิษย์ผู้น้อง
“เ้ารู้หรือยังว่าใครเป็คนนำเื่นี้ไปบอกอาจารย์”
หวังหลี่เม่ารู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลในเมื่อยาของจิวฟงมีฤทธิ์เพิ่มปราณจริงเหตุใดจึงมีคนไปร้องเรียนกับทางอาจารย์คิดๆดูแล้วก็คล้ายกลับว่าจิวฟงถูกกลั่นแกล้งการขายยาที่ผสมเองเป็การกระทำที่ิ่เหม่จะผิดกฎของสำนักเนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวยาดูท่าผู้ร้องเรียนคงอยากให้จิวฟงที่ขายยาซึ่งไม่ผ่านการปรุงได้รับโทษเป็แน่
“ข้าอยากจะสนทนากับศิษย์พี่หวังเื่นี้อยู่พอดี”จิวฟงนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนที่จะเอ่ยต่อว่า“ผู้ร้องเรียนก็คือไล้เหมงเหยาศิษย์น้องของหม่าซูเฟิงคนแซ่หม่าจ้างเขาให้นำเื่นี้ไปบอกกับอาจารย์เหลียงโดยให้เงินยี่สิบเหรียญเงินเป็ค่าตอบแทน”
กว่าจะรู้ว่าใครคือผู้ร้องเรียนไม่ใช่เื่ง่ายแต่เื่นี้ก็ไม่เกินความสามารถของจิวฟงแต่อย่างใดแทนที่เขาและสหายทั้งสามจะลงไปสืบเื่นี้ด้วยตัวเองจิวฟงกลับใช้วิธีที่ง่ายกว่านั้น
หลังจากสิ้นสุดการสอบสวนจิวฟงได้ติดป้ายประกาศที่หน้าบ้านว่าอาจารย์เหลียงอันแห่งบ้านประกายหมอกให้การรับรองยาของเขาแต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ขายยาเม็ดเทาเขาปล่อยให้เพื่อนๆบ้านประกายหมอกรอแล้วรอเล่าเมื่อศิษย์ใหม่บ้านประกายหมอกถวิลหายาเม็ดเทาจนถึงขีดสุดจิวฟงก็ประกาศว่าหากมีผู้ใดบอกได้ว่าผู้ร้องเรียนคือใครเขาก็จะเปิดบ้านขายยาอีกครั้ง
เป็ไปตามแผนที่จิวฟงวางไว้ เพียงแค่่เวลาไม่กี่วันก็มีคนมากระซิบบอกเขาว่าผู้ร้องเรียนคือไล้เหมงเหยาทันทีที่จิวฟงรู้ชื่อคนปากบอน เขาก็ตรงไปจัดการคนผู้นั้นโดยไม่รีรอ
เสียงอ้อนวอนร้องขอความเมตตาดังออกมาจากบ้านคนขี้ฟ้องจนผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาได้ยินแต่จิวฟงก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย เ้าเปี๊ยกมั่นใจว่าเพื่อนๆบ้านประกายหมอกที่้ายาเม็ดเทาจะอยู่ข้างเขาและจะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับ
“ไล้เหมงเหยาก็คือศิษย์น้องของหม่าซูเฟิงเด็กคนนั้นรับสารภาพและซัดทอดไปถึงศิษย์พี่ของเขาเลยรึ”
“ข้าใช้วิธีการเล็กน้อยๆในการทำให้เขาเปิดปากพูด”เมื่อหวนนึกถึงตอนที่นำยาสลายปราณยัดใส่ปากของไล้เหมงเหยาแววตาของจิวฟงมีประกายดำวูบชั่วขณะ
ในเวลานี้ ไล้เหมงเหยา้ายาเพิ่มปราณมากขึ้นเป็เท่าตัวยาเม็ดเทาจะช่วยต้านฤทธิ์ยาสลายปราณให้มลายไป มีเพียงจิวฟงที่มียาเพิ่มปราณอย่างเหลือเฟือที่จะช่วยคนผู้นี้ได้นี่นับว่าเส้นทางการฝึกตนของไล้เหมงเหยาอยู่ในกำมือของจิวฟงอย่างแท้จริง
เ้าเปี๊ยกเผยอยิ้มอย่างสดใสเมื่อเหตุการณ์เื่ยาเม็ดเทาคลี่คลายทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีเหมือนกับฟ้าหลังฝน
เหลียงอันให้การรับรองยาที่เขาบดเองลูกค้าของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเกือบเท่าตัวความเคลือบแคลงในสรรพคุณของยาเม็ดเทาได้หายไปจากจิตใจของเหล่าศิษย์บ้านประกายหมอกโดยสิ้นเชิงนอกจากนี้ทางเหล่าอาจารย์บ้านประกายหมอกยังได้ขอให้ทางหอคัมภีร์ยกเลิกคำสั่งห้ามจิวฟงเข้าไปยังสถานที่แห่งนั้นพวกอาจารย์ต่างสนับสนุนให้หัวหน้าบ้านประกายหมอกได้เข้าถึงตำราอย่างเต็มที่
“ศิษย์น้องจิว หม่าซูเฟิงไม่ชอบหน้าข้ามาั้แ่ไหนแต่ไรเขาพยายามชิงดีชิงเด่นกับข้ามาโดยตลอดเมื่อทำอะไรข้าไม่ได้เขาก็คงหันมาจ้องเล่นงานเ้าเป็แน่ศิษย์น้องจิวอาจจะยังไม่รู้ตัว ในตอนนี้ทุกคนในสำนักวายุจำรัสไม่มีใครไม่รู้จักเ้าผู้คิดค้นยาเม็ดเทาซึ่งมีสรรพคุณเทียบเท่าโอสถสีเทาของสำนักข้าได้ยินว่าศิษย์บ้านอื่นจะเข้ามาซื้อยาของเ้าในไม่ช้าศิษย์น้องจิวเป็ทั้งหัวหน้าบ้านประกายหมอก ทั้งคิดค้นยาเพิ่มปราณได้การที่เ้าเด่นกว่าใครย่อมทำให้ผู้คนอิจฉา ข้าขอเตือนให้ศิษย์น้องจิวระวังตัวให้ดีนอกจากหม่าซูเฟิงแล้ว คนที่ไม่หวังดีกับเ้าคงยังมีอีกไม่น้อยที่ผู้คุมกฎมู่ฉุ่ยยู่พยายามจะสอบสวนเ้าก็เป็เื่ที่ไม่ปกติข้าเดาว่าเขาพยายามขัดขวางเ้าผู้เป็หนึ่งในตัวเต็งที่จะบรรลุถึงขั้นที่หนึ่งเป็คนแรกเพราะเื่นี้มีกระบี่เงาพรายอันลือชื่อเป็เดิมพัน”หวังหลี่เม่าร่ายยาวหวังจะให้จิวฟงระมัดระวังตัวแต่ดูเหมือนว่าเ้าเปี๊ยกจะไม่ได้ใส่ใจคำเตือนจิวฟงกำลังยิ้มหน้าบานพร้อมกับพยักหน้าหงึกๆไม่หยุด
“ในตอนนี้ไม่มีใครไม่รู้จักข้าจิวฟงผู้ซึ่งโดดเด่นกว่าใครในสำนัก!” เ้าเปี๊ยกยืนขึ้นแล้วพูดด้วยสายตาเบิกกว้างพอพูดจบจิวฟงก็หัวเราะหึๆอยู่คนเดียวเล่นเอาหวังหลี่เม่าถึงกับส่ายหน้าให้กับของเพี้ยนของศิษย์ผู้น้อง
เมื่อจิวฟงสงบสติอารมณ์อันลิงโลดลงได้แล้วหวังหลี่เม่าก็ชวนศิษย์ผู้น้องคุยเื่สัพเพเหระ หวังหลี่เม่ารอจังหวะอยู่พักใหญ่พอเห็นว่าโอกาสเหมาะเขาก็พูดด้วยเสียงอ้อมแอ้ม
“ศิษย์น้องจิว ข้าขอซื้อยาเม็ดเทาสักสองร้อยเม็ด”หวังหลี่เม่ายื่นเหรียญเงินยี่สิบเหรียญให้กับจิวฟงเขาได้ยินคนทั้งหลายพูดถึงแต่ยาเม็ดเทาจึงรู้ราคาของมันเป็อย่างดี
“ข้าไม่มีวันที่จะคิดราคายากับศิษย์พี่หวังเป็อันขาดยาจำนวนนี้ข้าให้ศิษย์พี่หวังโดยไม่คิดมูลค่า”จิวฟงพูดจบก็ใช้สองมือล้วงเข้าไปในถุงวิเศษเ้าเปี๊ยกกำยาเม็ดเทาขึ้นเต็มสองมือแล้วนำวางไว้บนโต๊ะ
“ศิษย์น้องจิว ข้าว่ายาเม็ดจำนวนนี้ออกจะเยอะไปหน่อย”หวังหลี่เม่ากล่าวอย่างเกรงใจ เขาคะเนว่ายาเม็ดเล็กๆที่วางกองรวมกันอยู่บนโต๊ะมีปริมาณมากถึงสามร้อยเม็ดเลยทีเดียวขณะที่หวังหลี่เม่าปฏิเสธที่จะรับยาซ้ำๆอยู่นั่นเองจิวฟงก็ใช้มือขวาหยิบยาเม็ดเทามาอีกหนึ่งกำมือ จากนั้นเขาก็นำยาจำนวนนั้นไปรวมกับเม็ดยาที่วางไว้ก่อนหน้า
“นี่มันเยอะ...” ไม่ทันที่หวังหลี่เม่าจะกล่าวจบจิวฟงก็ล้วงเข้าไปในถุงวิเศษอีกครั้งเขาหยิบยาเม็ดเทาขึ้นมากองบนโต๊ะไม้ครั้งแล้วครั้งเล่าครู่เดียวยาเม็ดเทาราวหกพันเม็ดก็วางเกลื่อนอยู่เต็มโต๊ะ
หวังหลี่เม่ามองยาเม็ดเทาด้วยตาเบิกกว้างเขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ไม่ว่าใครหากได้มาเห็นยาเม็ดเทาในปริมาณดังกล่าวก็คงจะมีอาการไม่ต่างจากเขานักหวังหลี่เม่าขยี้ตาแล้วส่ายหน้าไปมาแรงๆเขาสูดหายใจเข้ายาวๆจากนั้นก็เอ่ยกับศิษย์ผู้น้องว่า
“ศิษย์น้องจิว ข้าคงรับยาจำนวนมากขนาดนี้ไว้ไม่ได้”
“ศิษย์พี่หวังไม่ต้องเกรงใจ ทั้งต้าไค ชูฉงและหลางชี่เชี่ยก็ล้วนแต่มียาปริมาณไม่น้อยกว่านี้ติดตัวไว้”
“หนึ่ง..หนึ่งหมื่นแปดพันเม็ด...นั่นเทียบเท่ากับโอสถสีเทาถึงหนึ่งหมื่นแปดพันเม็ดเมื่อรวมกับยาที่วางอยู่บนโต๊ะก็น่าจะมีจำนวนมากถึงสองหมื่นสี่พันเม็ดศิษย์...ศิษย์น้องจิว เ้ามียาเม็ดเทาอยู่จำนวนเท่าไรกันแน่”หวังหลี่เม่าพูดด้วยเสียงสั่น ไม่ใช่แค่เสียงเท่านั้นที่สั่นเครือร่างกายของเขาก็สั่นไปทั้งตัวขณะนี้เขามองเด็กชายตัวจ้อยด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก
จิวฟงยิ้มกว้างให้ศิษย์ผู้พี่เ้าเปี๊ยกยื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วกระซิบข้างหูหวังหลี่เม่า
“สักล้านสองล้านเม็ดคงได้มั้ง”
“...”
หวังหลี่เม่าถึงกับหยุดหายใจเมื่อได้ยินตัวเลขดังกล่าวเขาอ้าปากค้าง ตาของเขาเบิกกว้างราวกับไข่ห่านเขาที่นั่งตัวแข็งค่อยๆเอนกายไปด้านหลังโดยที่ไม่รู้สึกตัวสุดท้ายหวังหลี่เม่าก็ตกเก้าอี้จนเสียงดังโครม
“ศิษย์พี่หวังเป็อะไรหรือเปล่า!” จิวฟงรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของหวังหลี่เม่าเมื่อเห็นว่าคนแซ่หวังยังอยู่ในอาการมึนงงจิวฟงก็เขย่าตัวคนที่นั่งก้นจ้ำบ้ำ
“โถ่ ข้าไม่น่าโกหกศิษย์พี่จนทำให้ท่านต้องลำบากใจเลยข้าจะบอกความจริงให้ แท้จริงแล้วข้าไม่ได้มียาเม็ดเทาสองล้านเม็ดในถุงวิเศษของข้ามียาอยู่ประมาณหกล้านเม็ด”
สิ้นคำพูดของจิวฟง หวังหลี่เม่าก็หงายหลังดังตึงบัดนี้หวังหลี่เม่ากำลังนอนตัวแข็งเขาทำได้เพียงกลอกตามามองจิวฟงที่ยังคงเขย่าตัวเขาด้วยความเป็ห่วง
“ศิษย์น้องของข้าเป็อัจฉริยะหรืออย่างไร!?”
เป็ดังที่หวังหลี่เม่ากล่าวไว้ไม่มีผิด ผู้คนมากหน้าหลายตาที่จิวฟงไม่เคยรู้จักเริ่มแวะเวียนมาหาเขาเพื่อซื้อยาเม็ดเทาจิวฟงตัดสินใจขายยาให้แก่ศิษย์บ้านอื่นๆโดยเขาให้เหตุผลกับตัวเองว่า้าทำให้สำนักวายุจำรัสเฟื่องฟู
สองเดือนผ่านไปนับั้แ่จิวฟงเริ่มขายยาเม็ดเทาศิษย์บ้านประกายหมอกก็ล้วนก่อตั้งฐานปราณได้กันถ้วนหน้าพวกเด็กๆยังคงรุดหน้าอย่างต่อเนื่องผู้คนพยากรณ์กันว่าต้องเป็หนึ่งในศิษย์บ้านประกายหมอกที่เข้าถึงทรัพยากรราคาถูกก่อนผู้ใดที่จะคว้ากระบี่เงาพรายไป
ทางฝั่งบ้านเทียมฟ้ามู่ฉีเชิ่งหยุดแจกจ่ายโอสถสีเทาโดยสิ้นเชิงนับั้แ่ยาเม็ดเทาแพร่กระจายไปทั่วสำนักนายน้อยแห่งตระกูลมู่เก็บทรัพยากรทุกอย่างที่มีเพื่อเอาไว้ใช้กับตนเองไม่ว่าอย่างไรมู่ฉีเชิ่งก็ไม่อาจมอบกระบี่เงาพรายให้ผู้ใดได้ภายใต้การแสดงออกที่หยิ่งยโสคล้ายกับไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตาลึกๆแล้วมู่ฉีเชิ่งกลัวว่าจิวฟงผู้ที่จู่ๆก็กลายมาเป็หัวหน้าบ้านประกายหมอกโดยที่ไม่มีใครคาดฝันซ้ำยังสามารถผลิตยาเม็ดเทาเองได้จะแย่งกระบี่เงาพรายไปจากเขาในตอนนี้มู่ฉีเชิ่งใช้เวลาที่มีในการฝึกตนอย่างบ้าคลั่ง
บ่ายของวันหนึ่งจินเจียนยู่ผู้กลายมาเป็สาวกเอกของจิวฟงได้เข้ามาหาหัวหน้าบ้านตัวเปี๊ยกเขารายงานว่ามีเสียงร่ำลือในหมู่ศิษย์บ้านเทียมฟ้าว่ามู่ฉีเชิ่งคงจะบรรลุถึงขั้นแรกในอีกสองเดือนข้างหน้านั่นหมายความว่านายน้อยแห่งตระกูลมู่จะผ่านขั้นที่หนึ่งโดยใช้เวลาเพียงหกเดือนซึ่งนับว่ารวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ผู้ฝึกตนของสำนักวายุจำรัส
หลังจากที่จินเจียนยู่จากไปแล้ว จิวฟงก็ไม่อาจอยู่เฉยได้แม้ว่าตัวเขาจะได้ลมปราณขั้นที่หนึ่งแล้วก็ตามแต่เขารู้สึกว่ามู่ฉีเชิ่งหรือแม้แต่เพื่อนบ้านทุกคนต่างก็ไล่หลังเขามาเรื่อยๆถ้าปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ช้าคนเหล่านี้ก็จะแซงหน้าเขาไป
จิวฟงหยิบเหรียญเงินที่ถูกร้อยเป็พวงมาวางบนโต๊ะทีละพวงๆเขาใช้เวลาอยู่นานกว่าจะหยิบเงินเ่าั้ออกมาหมดเงินที่กองอยู่เต็มโต๊ะมีไม่ต่ำกว่าหมื่นเหรียญเขามองเงินกองโตด้วยตาเป็ประกายแล้วเอ่ยออกมาเบาๆว่า
“ข้าทำเพื่อสำนักมานานมากแล้วคงถึงเวลาที่ข้าต้องเก็บตัวเพื่อฝึกตนเสียที” จิวฟงพยักหน้าหงึกๆ เขาลูบคลำเงินกองโตอย่างทะนุถนอมอยู่นานก่อนที่จะค่อยๆหย่อนเงินทั้งหมดลงในถุงวิเศษ
ในเวลานี้จิวฟงมีเหรียญเงินมากกว่าผู้ฝึกตนคนใดในสำนักแม้แต่มู่ฉีเชิ่งผู้มั่งคั่งยังไม่มีเงินติดตัวมากมายถึงเพียงนี้...