ย่ำภพสยบแดน (จบ)

    หุบเหวอเวจี ๑

     

                 ผาสูงดำรง เงาเมฆสลาย

                 ตะวันเคลื่อนย้ายสายฝนพร่างพรม

                เด็กน้อยค่อย ๆลืมตาสองข้างของตนอย่างลำบาก เหมือนว่านางได้หลับใหลไปชั่วกัลป์ตื่นขึ้นมาเวลาก็ผันผ่านไปแล้วหนึ่งกัปยามลืมตาจึงยากเย็นแสนเข็ญประหนึ่งทารกแรกคลอดหากยามที่นางลืมตาขึ้นได้สำเร็จอายตนะทั้ง ๖ ก็เปิดออกอีกครา

                เพียงสัมผัสรู้กลับคืน ความเจ็บปวดก็คืบคลานไปทั่วสรรพางค์กายนอกจากอาการปวดร้าวที่ครอบงำก็รับรู้ได้ถึงความหนาวเหน็บของหยาดฝนที่โชกชุ่มทั่วร่าง

                “อั่ก” นางพลิกกายของตนอย่างช้า ๆแต่ต่อให้ระมัดระวังเพียงใดก็ยังรู้สึกปวดระบมไปหมด สุดท้ายจึงตัดสินใจนอนนิ่ง ๆ สักครู่ใหญ่เพื่อปรับตัวและสังเกตสิ่งที่อยู่รอบข้าง


                สิ่งที่ใกล้นางที่สุดในตอนนี้คือพืชสีเขียวลำต้นตรงนับสิบนับร้อยต้นรายล้อมอยู่รอบกายของนางหรือแท้จริงแล้วนางตกลงมากลางดงของต้นพืชเหล่านี้ต่างหาก ทบทวนความคิดอยู่ชั่วครู่ก็จดจำขึ้นได้ว่ามันคือต้นกกชนิดหนึ่ง

                ความทรงจำสุดท้ายก่อนนางสิ้นสติไปหลังจากผลัดตกจากหลังนกยักษ์ นางได้ยินเพียงเสียงหวีดของลมเพราะตกจากที่สูงหากก่อนจะถึงพื้นราว ๑๐ จั้ง ผ้าคลุมที่น้าชายมอบให้นางก็แผ่ปราณออกมาอย่างมากมายเกิดภาพพร่างพรายรูปขุนเขาลำน้ำกว้างใหญ่

                ขุมปราณกางออกเหนือช่องว่างระหว่างนางกับพื้นดินขณะที่ร่างของนางค่อย ๆ ตกลงอย่างเชื่องช้าจนเหลือระยะห่างอีกเพียงจั้งเดียวก็ถึงพื้นแต่นางกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมา


              แควก

              ผ้าคลุมบรรพตมหานทีเกิดฉีกขาดอย่างไร้สาเหตุดูท่าสวรรค์จงใจเอาชีวิตของนางอย่างมุ่งมาดปรารถนา ไม่ว่าจะมีปาฏิหาริย์ใดเกิดขึ้นก็มีอันต้องถูกทำลายลงในเวลาชั่วพริบตาเมื่อผ้าคลุมเสียหายพลังปราณเวทของมันจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงกำแพงปราณที่ช่วยชะลอร่างของนางไม่ให้ตกลงสู่พื้นเร็วเกินไปจึงสูญสลาย นางจึงตกลงมาจากความสูง๑ จั้งอย่างไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย

             เวลานั้นนางรู้เพียงสติของตนสิ้นไปตอนกระแทกกับพื้นด้านล่างตื่นมาอีกครั้งจึงได้รู้ว่าที่ตนตกลงมานั้นเป็นดงกกขนาดใหญ่ที่ขึ้นติดกันหนาแน่น แม้ผ่านอันตรายมามากมายแต่นางยังไม่ถึงที่ตาย

              ยิ่งสวรรค์ต้องการเอาชีวิตนางมากเท่าไหร่

              นางก็จะยิ่งอยากอยู่เย้ยฟ้ามากขึ้นเท่านั้น


     

                ฝูอวี้ฉยงนอนนิ่งอยู่กับที่เกือบ๑ เค่อ ระหว่างนั้นก็คิดทบทวนสิ่งที่เกิดก่อนหน้า เหตุการณ์บนหน้าผานั้นเกิดขึ้นรวดเร็วดุจหมอกยามเช้าดำรงได้แค่ชั่วครู่ยามก็ต้องสลายไปเมื่อไอแดดแผดเผา

                นางจำต้องยอมรับกับตนเองว่าแม่นมซูได้จากนางไปเสียแล้วอีกคนนอกจากเสียแม่นมคนสนิทนางก็ยังเสียขลุ่ยไผ่ของหมั้นหมายของเหอวั่งไป มันคงตกอยู่ที่ใดที่หนึ่งบนผาเดียวดายแห่งนั้น

                แม้แต่ผ้าคลุมวิเศษของน้าชายก็เสียหายจนฉีกขาด

                แม้นางต้องสูญเสียอะไรไปมากมายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามแต่อย่างน้อยแหวนหยกเขียวจากมารดาก็ยังอยู่ติดนิ้วนางไม่หายไปไหนนางหลับตาลงส่งจิตเข้าไปด้านใน ยามนี้การเข้าออกแหวนสำหรับนางเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งกว่ากระพริบตาเสียอีก

                สิ่งที่นางมองหาคือบรรดาโอสถวิเศษที่ปรมาจารย์เจิ้งมอบไว้ให้นางหีบไม้ทรงเตี้ยทำจากไม้ถง กว้าง ๑    ฉื่อแต่กลับยาวถึง๓ ฉื่อ จนดูคล้ายว่ามันไม่ใช่หีบบรรจุโอสถ แต่เป็นกล่องสำหรับเก็บศัสตราวุธ  ภายในมีขวดกระเบื้องเคลือบหลากสีมากกว่าสามสิบขวดด้านหน้าแต่ละขวดจะมีอักษรสลักไว้ด้วยพลังปราณ ซึ่งผู้สลักต้องมีความสามารถในการควบคุมน้ำหนักปราณอย่างชำนาญมิฉะนั้นปราณจะกินลึกถึงเนื้อกระเบื้องจนขวดเคลือบเสียหาย

                โอสถที่ปรมาจารย์เจิ้งมอบให้นางมีหลากหลายชนิด ทั้งโอสถบำรุง โอสถรักษาบาดแผล โอสถเสริมปราณ รวมไปถึงยาพิษ แต่ที่ท่านผู้เฒ่าอยากให้นางได้ลิ้มลองมากที่สุดคือโอสถเสริมความงาม ซึ่งเป็นตำรับโอสถนอกกรอบที่ภูตเมามายผู้นี้คิดค้นขึ้นมาเอง ท่านผู้เฒ่าใช้เวลาทดลองเกือบสิบปีจึงสามารถปรุงโอสถวิเศษขนานนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ

                ‘มธุโอสถ’

                เพียง๑ เม็ดก็สามารถชะล้างปราณกรุยจุดชีพจร และขจัดความสกปรกในร่างกายผิวพรรณจะกระจ่างดุจหยกมันแพะ สตรีใดได้รับประทานเข้าไปจะสะคราญโฉมงดงามคงความเยาว์วัยจนเกิดเป็นคำเล่าขานว่า ‘หนึ่งมธุโอสถบังเกิดโฉมสะคราญ’หากไม่เพราะปรมาจารย์เจิ้งสูญเสียศิษย์รักไป เขาคงไม่เลิกปรุงยาไปเกือบสิบปี

                มธุโอสถขวดนี้ที่เขามอบให้ฝูอวี้ฉยงเป็นขวดสุดท้ายที่ปรุงขึ้นตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อนเป็นของหายากที่บรรดาสตรีต่างปรารถนาได้มาครอบครอง แม้แต่เสียเงินนับล้านเหรียญทองเพื่อแลกกับโอสถนี้เพียงเม็ดเดียวพวกนางก็ยินยอมพร้อมใจ

     

                แต่ยามนี้ดรุณีน้อยไม่คิดสนใจสิ่งที่นางหาคือโอสถในขวดกระเบื้องสีฟ้าลายหินอ่อนที่สลักด้านหน้าว่าโอสถฟื้นฟูร่างกายยามเมื่อออกมาจากแหวนขวดกระเบื้องเคลือบสีฟ้าก็อยู่ในมือขวาของนางแล้วนางยกมือขึ้นอย่างระวังเพราะยามเมื่ออยู่นอกแหวนร่างกายของนางยังเต็มไปด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสการเคลื่อนไหวของนางจึงเชื่องช้ากว่าจะยกขวดขึ้นเปิดจุกแล้วหยิบโอสถออกมา ๑เม็ดต้องใช้เวลากว่า ๑ ถ้วยชา

                หากผลของการระมัดระวังและรอคอยก็ดีเกินคาดเพียงนางกลืนโอสถเม็ดสีขาวกลมเกลี้ยงผิววาววับเข้าไป ครึ่งถ้วยชาต่อมาก็เกิดความเย็นชุ่มฉ่ำดั่งลำธารไหลผ่านจากท้องน้อยไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อความเย็นเลือนหายความเจ็บปวดก็มลายสูญสิ้นแม้แต่รอยถลอกปอกเปิกก็ตกสะเก็ดอย่างน่าอัศจรรย์  

                มิเสียแรงที่เป็นโอสถวิเศษของปรมาจารย์แพทย์โอสถระดับสูง

                ฝูอวี้ฉยงซึ่งฟื้นกำลังกลับคืนมาสมบูรณ์เริ่มเคลื่อนไหวร่างนางพลิกกายโดยการหมุนตัวไปด้านข้างสองมือกำต้นกกไว้แล้วออกแรงดึงร่างให้หมุนทับต้นกกไปทีละน้อย ๆ  ช่วงแรกอาจยากสักหน่อยเพราะคล้ายว่าขาของนางไปติดกับก้อนหินแบนๆ ก้อนหนึ่งดีที่สองขาไร้ความรู้สึกยามมันครูดผ่านก้อนหินจึงไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด ตอนหลุดออกมาได้นางก็เหลือบมองไปยังก้อนหินก้อนนั้นครู่หนึ่งแล้วจึงพลิกกายต่ออย่างไม่รอเวลา

                เนื่องจาก ๑ ปีที่ผ่านมานางฝึกฝนร่างกายจนแข็งแรงสองมือก็แข็งแกร่งจนสามารถใช้มีดบินปลิดชีพบุรุษร่างกายสูงใหญ่ได้ไม่ยากลำพังแค่การออกแรงเพื่อหมุนร่างพลิกไปด้านข้างจึงไม่ยากเย็นเท่าใดไม่นานนางก็หลุดพ้นมาจากกอต้นกกที่ถูกทับจนต้นหักล้มระเนระนาด

                สองมือยันกับพื้นดินที่ชุ่มแฉะเพราะน้ำฝนจนทำให้ดินกลายเป็นโคลนหยุ่น ๆ ยามเมื่อร่างเล็กสามารถชันกายขึ้นนั่งนางก็พบปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่วนล่างของตนเข้าให้แล้ว

                เท้าซ้ายของนางกระแทกลงบนหินก้อนแบนก้อนนั้นจนข้อเท้าหักงอผิดรูปไปที่แท้ก้อนหินที่ขวางทางนางทีแรกก็ก่อปัญหาให้นางตั้งแต่ต้นแล้วเพียงแต่นางไร้ความรู้สึกที่สองขาจึงไม่รู้ว่าข้อเท้าซ้ายกระแทกหินจนหัก

                “ฮ่า ๆ”นางหัวเราะเยาะโชคชะตาที่น่าเวทนาของตนอย่างน้อยขาสองข้างของนางก็ไร้ความรู้สึกมาแต่ไหนแต่ไร แม้ข้อเท้าซ้ายจะหักแต่ก็ไม่ทำให้นางรู้สึกเจ็บปวดอะไรไปมากกว่ารู้สึกสมเพชตนเองนางตวัดดวงตาคู่กลมกลับไปยังต้นกกที่ล้มหักเป็นแนวกลับไม่พบก้อนหินก้อนนั้นราวกับมันไม่เคยอยู่ตรงนั้นมาก่อนทั้งที่นางก็เพิ่งออกจากต้นกกมาเพียงครึ่งก้าวเท่านั้นเอง

                เมื่อไม่พบก็จึงต้องปล่อยไปนางสอดส่ายสายตาแลซ้ายมองขวา แม้ฟ้าจะครึ้มฝนจะตกแต่ก็ยังเป็นเวลาสว่าง ถ้าคาดการณ์ไม่ผิดอีกไม่เกินชั่วยามก็คงพลบค่ำแล้วสิ่งที่นางต้องทำอย่างแรกสุดตอนนี้คือหาที่พักแรมการทอดกายอยู่กลางดินให้ฝนซัดสาดตลอดคืนคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก

                ดงกกข้าง ๆ ติดกับบึงน้ำกว้างใหญ่มองไปทางซ้ายก็เห็นเส้นทางคดเคี้ยวมีต้นไม้สูงทึบขึ้นเต็มขนัดขณะที่มองไปทางขวาก็พบว่าลิบตามีถ้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่แม้นางไม่อาจคาดเดาได้ว่าภายในถ้ำจะมีสัตว์ร้ายหรืออันตรายหลบซ่อนอยู่หรือไม่แต่เวลานี้มันเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการพักแรมเด็กน้อยจึงทรุดกายลงแนบกับพื้น นางวางแขนทั้งสองตั้งฉากกับพื้นใช้มันต่างเท้าค่อยๆ เคลื่อนกายไปตามพื้นดินเปียกแฉะนั้นไม่สนใจว่าดินโคลนหรือน้ำสกปรกจะเปรอะเปื้อนร่างกายนางหรือไม่ ขณะคลานข้อเท้าที่หักก็บิดไปบิดมาอย่างน่าหวาดหวั่นแต่เจ้าของร่างกลับไม่ได้สนใจอันใดนัก

                เมื่อคลานมาได้ระยะหนึ่งก็พบว่าเหลือระยะทางแค่สัก๑๐ จั้งเท่านั้นที่จะถึงปากถ้ำ นางจึงพลิกกายนอนหงายเพื่อพักเหนื่อยยามนี้ฝนได้ขาดเม็ดลงแล้วจึงไม่มีอะไรมาสร้างความรำคาญให้กับนาง ระหว่างพักนางก็สังเกตรอบกายอย่างไม่ประมาท

                “เทวรูปรึ ?”นางเพิ่งสังเกตเห็นว่าผาสูงที่นางตกลงมา แท้จริงมีรูปปั้นสลักขนาดใหญ่สูงเกือบ ๑๐จั้ง เป็นเทวรูปเทพองค์ใดองค์หนึ่ง นางกวาดตาสังเกตรายละเอียดอย่างทบทวนความทรงจำเมื่อเห็นป้ายขนนกในมือของเทวรูปเทพสตรีจึงรู้ได้ทันทีว่านี่คือเทวรูปของนางเซียนขนนก หนึ่งในทวยเทพยุคบรรพกาลซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยก่อนแยกหวงไห่ปันพิภพ

                นางเซียนขนนกเป็นหนึ่งในเทพผู้มีฐานะประมุขในทำเนียบเทวะฐานะทัดเทียมกับเทพนักรบเอ้าหลิงผู้ยิ่งใหญ่

                อาวุธของนางเซียนผู้นี้คือพัดโลหะรูปขนนกนางจึงได้สมญาเรียกขานว่านางเซียนขนนก

                แต่ฝูอวี้ฉยงไม่ได้ใส่ใจอันใดต่อให้อีกฝ่ายเป็นหนึ่งในทวยเทพแล้วอย่างไร ใช่ว่ารูปสลักนี้จะให้คุณอันใดต่อนางสิ่งที่นางสนใจกลับเป็นกลุ่มดอกไม้ที่กำลังชูช่อสีม่วงงดงามใต้ฐานเทวรูปนั้นต่างหากเด็กน้อยพลิกกายนอนคว่ำ สองแขนเดินต่างเท้าคืบคลานเข้าไปยังใต้ฐานเทวรูป


                ใช้เวลาเกือบ ๑ ถ้วยชาจึงมาถึง


                 “ต้นจื่อฮวามู่ซวี” นางร้องขึ้นอย่างยินดีเดิมทีนางพอคาดเดาได้ว่าดอกไม้สีม่วงที่ชูช่อเป็นชั้นใต้ฐานรูปสลักคือต้นถั่วชนิดนี้เนื่องจากในบันทึกที่เคยอ่านต้นถั่วชนิดนี้มักขึ้นตามเทวรูปศักดิ์สิทธิ์ถือเป็นต้นไม้วิเศษเชื่อมต่อพลังงานของฟ้าและดิน

                ต้นถั่วนี้ยังเป็นหนึ่งในสมุนไพรใช้บำรุงรักษาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารแต่ที่คนผีโจวนิยมใช้กันจริง ๆ คือการเก็บเกี่ยวต้นหลังออกดอกแล้วตากแห้งเป็นหญ้าก้อนเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์เรียกกันว่าหญ้ามู่ซวีถือเป็นหญ้าแห้งชั้นยอดที่สุดสำหรับเลี้ยงม้า

                ในความคิดของนางไม่มีอะไรซับซ้อนเพราะตั้งแต่รู้สึกตัวตื่นสิ่งแรกที่นางหลงลืมไปคืออาหารที่จะช่วยประทังชีวิตของนางให้อยู่รอดต่อไปแม้นางสามารถหาถ้ำพักอาศัย หรือมีโอสถช่วยรักษาร่างกายแต่นางยังไม่มีอาหารไว้เติมพลังให้ร่างกายอันบอบบางของตนเอง

                แม้ข้างดงกกจะมีบึงใหญ่ แต่สภาพร่างกายเช่นนางเกรงว่าคงจมน้ำตายตั้งแต่ยังไม่เริ่มเด็กหญิงจึงเลือกยันกายนั่งข้างดงดอกถั่วม่วงตรงหน้าคิดในใจว่าขนาดม้ากินหญ้าแห้งจากต้นถั่วพวกนี้มาได้หลายพันปีนางจะเก็บสะสมมันเป็นเสบียงบ้างก็คงไม่น่าตกใจอันใดอย่างน้อยพอเป็นอาหารประทังชีวิตในวันแรกที่เยี่ยมย่างหุบเหวอเวจีแห่งนี้

                อย่างไรเสียนางก็ยังมีมีดสั้นเหลืออยู่ในแหวนจัดเก็บอีกหลายสิบเล่มหากมีนก หรือสัตว์เล็ก ๆ ผ่านมานางก็คงใช้วิชาที่ติดตัวล่าพวกมันเป็นอาหารได้ 

                เด็กน้อยกลับเข้าสู่ในแหวนแล้ววางต้นถั่วหลายสิบต้นที่เก็บมาลงบนหีบใส่เสื้อผ้าดวงตาดำขลับเหลือบเห็นว่าภายในแหวนกลับมีบางสิ่งแปลกปลอมปรากฏขึ้นมามันคือแผ่นหินขนาดกว้างยาวสักหนึ่งฉื่อ

                “นี่มัน” นางร่ำร้องขึ้นอย่างแปลกใจหากจำไม่ผิดมันคือแผ่นหินตัวต้นเรื่องที่ทำให้ข้อเท้าข้างซ้ายของนางหักนั่นเองขณะที่ย่อกายลงเอื้อมมือจะแตะสัมผัสนางกลับได้ยินเสียงร้องจากภายนอกดังแทรกเข้ามาจิตจึงกลับสู่ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ใต้ฐานเทวรูปนางเซียน

          

                คว๊าก !!

                เมื่อเปิดตามองก็เห็นเจ้าของเสียงร้องมันคือนกยักษ์ที่ช่วยนางไว้ตอนตกผานั้นเอง เจ้าร่างสูงใหญ่กว่า ๑ จั้งกางปีกโผบินตรงมาที่นาง แต่ก่อนจะถึงร่างมันก็เสียหลักตกลงที่พื้นแล้วกลิ้งหลุน ๆคลุกดินคลุกโคลน ฝูอวี้ฉยงที่มองตามเผลอยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะท่าทางมันดูน่าตลกปนน่าเอ็นดูชอบกลตอนที่มันหยุดกลิ้งก็รีบยืดกายขึ้นยืน ใช้จงอยปากไซร้ขนไปมาด้วยความสง่างามทำราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่

                “เจ้ามาหาข้าหรือ”

                คว๊าก !! มันกระพือปีกร้องรับ ทั้งยังกระโดดกระย่องกระแย่งตรงมาที่นางอย่างน่าขบขันหากนัยน์ตาของเด็กน้อยกลับฉายประกายคมกริบนางสังเกตเห็นว่าปีกของมันข้างหนึ่งมีขนกระจุกหนึ่งหายไปทั้งจุดนั้นก็เป็นรอยแดงคล้ายถูกไฟแผดเผาที่มันบินแล้วเซไถลจนกลิ้งคลุกโคลนก็เพราะปีกของมันบาดเจ็บอยู่นี่เอง

                เห็นดังนั้นความคิดหนึ่งก็ย้อนเข้ามาในหัวอาการบาดเจ็บของมันไม่ใช่อาการที่เกิดมาก่อนแน่นอนเพราะร่องรอยยังดูเหมือนแผลใหม่ที่เป็นไปได้ก็คงเกิดตอนที่นางกับมันทะลุชั้นหมอกพิษลงมาแล้ว อยู่ ๆพวกนางก็ถูกพลังบางอย่างทำร้ายเข้า เป็นเหตุให้มันเสียการทรงตัวจนนางพลัดตกลงมาจากหลังของมัน

                ฝูอวี้ฉยงจำต้องกลืนความสงสัยลงท้องเพราะไม่อาจหาคำตอบได้เวลานี้สิ่งที่นางคิดอ่านต่อจากนี้คือหากเจ้านกยักษ์มาหานางจริง วันใดที่บาดแผลของมันหายดีมันก็จะสามารถพานางกลับขึ้นจากหุบเหวอเวจีแห่งนี้ได้

     

            “เจ้าพาข้าไปยังถ้ำด้านหน้าหน่อยได้ไหม” เด็กน้อยทดลองเอ่ยถามนางอยากทดสอบว่านกยักษ์ขนเทาตัวนี้สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้หรือไม่หากยามที่นางเอ่ยจบมันก็ส่งเสียงร้องตอบกลับมา

            คว๊าก!!

            เจ้านกยักษ์กระโดดหมุนกายทั้งยังย่อจนร่างราบกับพื้นดินฝูอวี้ฉยงฉายประกายความหวังในดวงตานางใช้สองมือคว้าขนของมันไว้แล้วกระถดกายขึ้นบนหลังนกตัวใหญ่อย่างไม่ยากเย็นเมื่อนางตบที่หลังคอมันเบา ๆเจ้าขนเทาก็ยืดกายขึ้นแล้วกระโดดย่องแย่งพานางไปที่ถ้ำ

            แม้ร่างจะโยกคลอนไปมาจนน่าเวียนหัวแต่อย่างน้อยสิ่งที่นางอยากรู้ก็ได้รับคำตอบกลับมาชัดเจนแล้ว เจ้านกขนเทาตัวนี้สามารถเข้าใจภาษามนุษย์ได้มิหนำซ้ำการที่มีมันอยู่ข้างกายก็ทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นการที่นางต้องสูญเสียแม่นมผู้รับใช้ใกล้ชิดสนิทสนมและไม่เคยแยกจากนางแม้แต่น้อยไปย่อมทำให้จิตใจของเด็กน้อยหวั่นไหวและเกิดความกลัวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามปราม


                ภายนอกนางอาจดูเข้มแข็ง แต่ลึกๆ ในใจนางก็ยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัย ๑๐ ขวบ ไออุ่นจากสิ่งมีชีวิตตรงหน้าจึงกลายเป็นหลักยึดเพียงหนึ่งเดียวของนางในตอนนี้

                ยามที่นกยักษ์กระโดดพานางเข้ามาถึงใจกลางถ้ำก็พบว่าถ้ำแห่งนี้ค่อนข้างกว้างและสูง เพดานและพื้นสองข้างทางแทบทั้งหมดมีหินงอกหินย้อยแท่งแหลมปรากฏมากมายขณะที่ใจกลางของถ้ำซึ่งมีแท่นหินประหลาดอยู่กลับไร้แท่งหินแหลมทั้งบนเพดานและบนพื้นดิน

                แท่นประหลาดนี้เป็นแท่นกลมขนาดรัศมีราว๑ จั้ง ยกพื้นสูงสัก ๓ ฉื่อ ด้านหน้ามีบันไดเล็กทอดตัวลงมา บนแท่นยกพื้นมีเสาหินขนาดย่อมสูงจากพื้นยกราว๓ ฉื่อ ใจกลางเสาเป็นแท่นกลมแบนรัศมี ๓ ฉื่อคลับคล้ายนาฬิกาแดดที่นางเคยพบเจอในตำราเหนือขึ้นไปตรงกับแท่นหินกลมแบนนี้เป็นช่องว่างของถ้ำที่สามารถรับแสงอาทิตย์ให้สาดส่องลงมาแม้ยามนี้จะค่อนข้างเย็นและฟ้าครึ้มแต่แสงจากภายนอกที่ส่องลอดมาทางช่องเพดานก็ทำให้ถ้ำไม่มืดมิด

                ปราดตามองผ่านฝูอวี้ฉยงก็รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของแท่นหินใจกลางถ้ำ

     

    **************************************

    *** ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกคนที่เข้ามาอ่านและคอมเมนต์กันนะ

     

    ZHMX