โม่อี้เฟิงเดินเข้ามาภายในเรือนก็เห็นสาวใช้ยกถ้วยยาว่างเปล่าออกมาก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องที่มีเตียงนอนหลังเล็กบนที่นอนมีร่างอรชรนอนห่มผ้ามิดถึงคอ ที่ด้านข้างมีสาวใช้ของนางคอยใช้ผ้าซับเหงื่อที่ผุดพรายรอบใบหน้าเล็ก
ลี่ซือเมื่อหันไปเห็นว่าด้านหลังเป็ท่านแม่ทัพที่กำลังเดินเข้ามาก็ตื่นในางไม่คิดว่าท่านแม่ทัพจะมาเยือนเรือนแห่งนี้หรือต่อให้คิดไว้แล้วก็ไม่อาจลดความหวาดหวั่นลงได้
“นางเป็เช่นไรบ้าง?” โม่อี้เฟิงเอ่ยถามเสียงเรียบเขาเดินเข้ามายืนอยู่ข้างเตียงโดยที่ลี่ซือหลบไปยืนด้านข้างแทน
“เรียนท่านแม่ทัพท่านหมอสั่งเทียบยาไว้ต้มให้ฮูหยินดื่ม บ่าวต้มให้ฮูหยินดื่มเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ”ลี่ซือตอบเสียงสั่น นางก้มหน้างุดไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาก่อนจะได้ยินเสียงเรียบของท่านแม่ทัพเอ่ยอีกครั้ง
“เอาผ้ามา” ลี่ซืองุนงงเล็กน้อยก่อนจะค่อยๆยื่นผ้าที่อยู่ในมือให้ท่านแม่ทัพ เมื่อครู่นางคอยซับเหงื่อให้ฮูหยินอยู่
โม่อี้เฟิงรับผ้ามาก่อนจะค่อยๆ นั่งลงที่ขอบเตียงยื่นผ้าในมือไปซับเหงื่อเม็ดเล็กให้ร่างแน่งน้อยที่นอนหลับด้วยพิษไข้อย่างเบามือลี่ซือเห็นเช่นนั้นจึงค่อยๆถอยออกไปจากห้องอย่างเงียบเชียบปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“ไม่อยากไปกับข้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” เมื่อภายในห้องไร้ผู้อื่นโม่อี้เฟิงจึงเอ่ยปากถามคนตัวเล็กที่นอนหลับตาใส่เขามือหนาก็ยังคงใช้ผ้าซับเหงื่อให้นางอยู่ตลอด
“งืมม~” ฟางซูซินครางทรมานจากพิษไข้แต่มันกลับเป็จังหวะเดียวกันกับที่โม่อี้เฟิงถามนางจึงกลายเป็ว่านางตอบเขาว่าไม่้าไปร่วมงานกับเขาเสียอย่างนั้น
โม่อี้เฟิงก็รู้ว่านางไม่ได้ตอบเขาแต่ก็อดไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งนางถึงแม้ว่านางในตอนนี้จะนอนซมเป็ผักเหี่ยวเฉาอยู่เช่นนี้เขาก้มหน้าลงตั้งใจเป่าลมรดใบหน้านางจนขนตางอนงามขยับไหวลูกตาที่หลบซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกตาบางๆ ขยับกรอกไปมาก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก
ฟางซูซินในตอนนี้อ่อนแอกว่าในเวลาปกติมากนักนางมึนงงสับสนกับภาพที่ได้เห็น นางถูกใครบางคนรบกวนการพักผ่อนจนไม่อาจหลับต่อได้อย่างสนิทใจ
“ท่าน...แม่ทัพ” ปากน้อยๆขยับเอ่ยเรียกอีกฝ่ายอย่างยากลำบากถึงแม้ว่านางจะไม่ได้มีสติที่ดีนักแต่ก็ยังจดจำบุคคลผู้นี้ได้ดวงตาของนางจ้องมองเขาอย่างเลื่อนลอย
“ไม่อยากไปกับข้าจนแกล้งป่วยเชียวหรือ?” โม่อี้เฟิงใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ปกใบหน้าของนางออกอย่างแ่เบาไล้ปลายนิ้วลูบวนบนพวงแก้มนุ่มนิ่มของนางที่ตอนนี้ร้อนผ่าวจากพิษไข้
“...” ฟางซูซินไม่ได้ตอบนางกำลังคิดว่าตนเองนั้นแกล้งป่วยเพื่อไม่อยากไปร่วมงานกับเขาหรือว่านางกำลังป่วยจริงๆอยู่กันแน่ นางกำลังมึนงงกับคำตอบที่จะต้องตอบเขาราวกับสมองของนางได้หยุดทำงานชั่วคราว
“ว่าอย่างไร หือ?” โม่อี้เฟิงยังไม่หยุดรบกวนคนป่วยราวว่าการทำสิ่งนี้ช่วยทำให้เขาผ่อนคลายได้มาก
“ท่านแม่...ซินซินไม่สบายเ้าค่ะ” ฟางซูซินที่กระพริบตาอีกครั้งก็เห็นคนตรงหน้ากลายเป็มารดาไปเสียแล้วอาจจะเป็เพราะฤทธิ์ยาที่นางเพิ่งดื่มเข้าไปกำลังบังคับให้นางหลับจึงทำให้นางราวกับกำลังละเมออยู่อีกทั้งในยามเด็กท่านแม่มักจะมาโอ๋นางยามที่ไม่สบายเช่นนี้ประจำ
โม่อี้เฟิงที่ได้ยินอีกฝ่ายเรียกขานตนเป็มารดาของนางราวกับละเมอสายตาที่ใช้มองนางก็ยิ่งลึกล้ำกว่าเดิมเขายังคงลูบไล้แก้มเนียนของนางเล่นอย่างเพลิดเพลิน
“เช่นนั้นหรือ...แล้วซินซินอยากได้อะไรหรือไม่?”เขาเอ่ยเรียกชื่อเล่นของนาง
“ซินซิน...อยากให้ท่านแม่กอด” ฟางซูซินเอ่ยเสียงออดอ้อนนางคิดถึงท่านแม่เหลือเกิน
“...ได้สิ”โม่อี้เฟิงถอดรองเท้าแล้วล้มตัวลงนอนข้างกายร่างเล็กก่อนจะดึงนางเข้ามากอดทั้งผ้าห่มที่คลุมตัวนางอยู่ราวกับได้รับความอบอุ่นจากมารดาฟางซูซินซุกไซ้ใบหน้ากับอกกว้างอย่างโหยหาเสียงเล็กๆ หัวเราะอย่างสุขใจภายในอ้อมกอดของร่างหนา
โม่อี้เฟิงหลุบตามองรอยยิ้มน้อยๆที่ประดับอยู่บนใบหน้างามนั้นก็อดไม่ได้ที่จะจับปลายคางมนให้แหงนเงยขึ้นรับจุมพิตคลายพิษไข้จากเขาริมฝีปากหยักดูดดุนจนริมฝีปากบางเผยอออกจึงสอดลิ้นเข้าไปคลอเคลียลิ้นน้อยๆของนางในโพรงปากอุ่นร้อน ลิ้นหนาคลอเคลียลิ้นเล็กในโพรงปากนุ่มอย่างไม่เห็นใจคนป่วยเสียงครางของคนตัวเล็กเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินหากคราวนี้ไม่ได้เป็เพราะพิษไข้แต่เป็เพราะโม่อี้เฟิงผู้นี้ต่างหาก
“อ่า~ ซินซิน อื้ม~” ฟางซูซินแทบจะขาดอากาศหายใจอยู่แล้วไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะหลุดพ้นจากอาการทรมานนี้เสียที ชายหนุ่มสอดมือหนาเข้าไปในสาบเสื้อชุดนอนของนางที่เผยอออกบีบเต้าอวบแรงๆสองสามทีอย่างนึกมันเขี้ยว
โม่อี้เฟิงถอนริมฝีปากออกก่อนจะที่ฟางซูซินจะหมดลมไปสียก่อนเขาจ้องมองริมฝีปากเล็กที่ถูกเคลือบด้วยน้ำลายของเราทั้งคู่ ตอนนี้ปากจิ้มลิ้มของนางราวกับผลอิงเถาที่พร้อมทานแดงสดเย้ายวนจนเขาอยากที่ละเลียดชิมอีกครั้งแต่ก่อนที่จะได้ทำเช่นนั้นก็มีเสียงดังขัดขึ้นที่หน้าประตูเสียก่อน
“เรียนนายท่าน ได้เวลาแล้วขอรับ”ต้าเหอเอ่ยเตือนเวลาผู้เป็นายเมื่อเห็นว่าหากช้ากว่านี้จะไปร่วมงานไม่ทันเขาเห็นนายท่านเข้าไปตั้งนานสองนานแล้วก็ยังไม่ออกมาเสียทีไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ฮูหยินนางกำลังป่วยอยู่ไม่ใช่หรือต้าเหอก็รู้สึกเสียดายอยู่บ้างที่ฮูหยินมาป่วยในวันนี้แต่ก็ช่วยไม่ได้ไม่ได้ไปงานนี้ก็ยังมีงานอื่นอีกที่ฮูหยินสามารถไปร่วมได้
โม่อี้เฟิงจ้องมองประตูอย่างคาดโทษ ก่อนจะหันกลับมามองร่างน้อยที่ตอนนี้หลับไหลคอพับคออ่อนเช่นเดิมแล้วเขาจึงค่อยๆ คลายอ้อมกอดจัดวางร่างน้อยลงก่อนจะดึงผ้ามาห่มให้นางอีกครั้งก่อนจะจากไปยังก้มลงกระซิบข้างหูเล็กอีกว่า
“แล้วข้าจะกลับมากินทีหลัง”
โม่อี้เฟิงเดินออกมาจากเรือนของฟางซูซินก็ส่งสายตาไม่พอใจให้ต้าเหอที่รออยู่ก่อนจะเดินไปขึ้นรถม้าที่จอดรอ ต้าเหอที่ถูกมองด้วยสายตาเช่นนั้นก็มึนงงเขาไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้นายท่านไม่พอใจตอนไหนทำได้เพียงเก็บความสงสัยไว้ภายในใจก่อนจะเดินตามผู้เป็นายออกไป
โม่อี้เฟิงมาถึงจวนตระกูลหยางไม่เร็วและไม่ช้าจนเกินไปมีแขกที่มาร่วมงานมาถึงบางส่วนแล้วเช่นกันเขาถูกต้อนรับให้เขาไปนั่งยังด้านในของเรือนที่ใช้สำหรับจัดงานเลี้ยงของขวัญที่เตรียมมาเพื่อฮูหยินผู้เฒ่าก็ถูกต้าเหอถือตามมาด้วยเช่นกันก่อนจะเข้าไปทักทายผู้เป็เ้าของงานก็เจอกับสหายเสียก่อนหยางอันเทียนจึงทำหน้าที่พาโม่อี้เฟิงไปพบท่านย่าของตนเองเสียเลย
ภายในเรือนที่ใช้จัดงานถูกประดับตกแต่งอย่างงดงาม ยามโม่อี้เฟิงก้าวเข้ามาทุกคนภายในงานก็เงียบเสียงลงมีเสียงกระซิบกระซาบให้ได้ยินบ้างเขาเดินเข้ามาหยุดที่หน้าโต๊ะของฮูหยินผู้เฒ่าพร้อมกับหยางอันเทียนก่อนจะทำความเคารพอีกฝ่าย
ด้านฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาทำความเคารพเป็ท่านแม่ทัพใหญ่สหายของหลานชายก็ยิ้มให้อย่างใจดีก่อนจะเอ่ยให้อีกฝ่ายเข้ามาใกล้ๆ
“เฟิงเอ๋อร์หรือเ้ากลับมาั้แ่เมื่อใดกันเข้ามาให้ข้าดูหน้าหน่อยไม่พบหน้ากันตั้งนาน”ฮูหยินผู้เฒ่าหยางเอ็นดูโม่อี้เฟิงราวกับเป็หลานชายของนางอีกคน โม่อี้เฟิงก็เช่นกันเขาเคารพฮูหยินผู้เฒ่าราวกับเป็ญาติผู้ใหญ่ของเขาด้วย
ฮูหยินผู้เฒ่าลูบแก้มสากของอีกฝ่ายอย่างเอ็นดูก่อนจะถอดถอนใจเด็กคนนี้น่าสงสารยิ่งนักบิดามารดาก็มาด่วนจากไปเสียั้แ่เล็กๆถึงจะเป็หลานชายฮ่องเต้แล้วอย่างไรทุกสิ่งที่เขาได้มาล้วนแต่เป็เขาที่ต้องฟันฝ่าด้วยตนเองทั้งสิ้น
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่?” ฮูหยินผู้เฒ่าสอบถามอย่างห่วงใย
“สบายดีขอรับ”ก่อนจะหันหลังพยักหน้าให้ต้าเหอนำของขวัญเข้ามามอบให้ฮูหยินผู้เฒ่า“ขอให้ท่านอายุยืนยาว มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดไปขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่ายิ้มให้อย่างขอบคุณก่อนจะมีเสียงสตรีนางหนึ่งดังแทรกขึ้นมาว่า“ไม่รู้ว่าท่านแม่ทัพนำของอะไรมาเป็ของขวัญให้ท่านแม่กันหนอ”สตรีนางนี้ก็คือฮูหยินใหญ่ตระกูลหยาง นางเป็มารดาแท้ๆของหยางอันเล่อที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้มาเป็ฮูหยินใหญ่เมื่อห้าปีก่อนต่อจากฮูหยินใหญ่คนเก่าที่เสียไปนางเป็มารดาแท้ๆของหยางอันเทียน
ฮูหยินผู้เฒ่าส่งสายตาไม่พอใจให้สะใภ้ไม่คิดว่านางจะไม่มีหัวคิดเช่นนี้เป็ถึงฮูหยินใหญ่กลับสอดรู้สอดเห็นเื่ของผู้อื่นส่วนหยางอันเทียนทำเพียงปรายตามองอีกฝ่ายเท่านั้นโม่อี้เฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเขาเอ่ยขึ้นว่า
“ข้ารู้ว่าท่านผู้เฒ่าชมชอบสวดมนต์จึงได้สั่งทำประคำหยกเพื่อให้ท่านเอามันไปใช้ประโยชน์ขอรับ”ฮูหยินผู้เฒ่าหยางได้ยินเช่นนั้นก็ยกยิ้มอย่างพึงพอใจ
“ดีจริงๆ ท่านแม่ทัพช่างสรรหาของถูกใจมาให้ท่านแม่ว่าแต่...เหตุใดวันนี้ท่านจึงไม่พาภรรยามาด้วยเ้าคะ?” ราวกับคำถามของนางหยุดเวลาไว้ทุกคนภายในงานหยุดพูดคุยเพื่อจะรอฟังว่าท่านแม่ทัพจะตอบว่าอย่างไร
โม่อี้เฟิงปรายตามองอีกฝ่ายอย่างไร้อารมณ์ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงเ็าว่า“นางไม่ค่อยสบาย”
ราวกับว่าหยางฮูหยินยังไม่รู้ตัวนางเอ่ยขึ้นราวกับรำพึงรำพันกับตนเองแต่หากว่ามันก็ดังพอที่ผู้ที่อยู่รอบข้างจะได้ยินไปด้วย“ใช่ว่าไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีนางเป็ภรรยาหรอกหรือไม่อยากให้มาก็บอกว่าไม่อยากให้มาสิ”
“เ้าพูดอะไร เงียบปากไปซะ!”ฮูหยินผู้เฒ่ากระทุ้งไม้เท้ากับพื้นเสียงดังก่อนจะต่อว่าให้สะใภ้ตัวดีหยุดทำเื่น่าอับอายเสียที