“นั่นแม่หนูปิงปิงใช่หรือไม่”
เ้าของนามหันไปมองก่อนจะยิ้มกว้าง ^^ “ท่านป้าฟ่าง” ก้มหัวให้สตรีสูงวัยเล็กน้อยเพื่อทักทาย “ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะ” ท่านป้าฟ่างผู้นี้คือแม่ครัวในวังหลวงหรือขาประจำในยามที่ของสดลงจากเรือใหม่ๆ ปิงปิงจำได้ไม่ลืมเพราะท่านป้านั้นช่างเก่งกาจในเื่การต่อรองสินค้าเหลือเกิน
“ยินดีที่ได้พบเช่นกัน” ป้าฟ่างในชุดคนครัวอุ้มตะกร้าใส่ผักเดินนำไปด้านหลัง “มาชมการประลองรึ”
“เ้าค่ะ ข้ามาส่งมิ่งลี่เฝ้าดูรัชทายาทเท่านั้น มิมีสิ่งใดสำคัญ”
^^ “นึกว่ามาเฝ้าดูบุรุษใดเสียอีก”
หวังปิงปิงแอบอมยิ้ม ใจนึกไปถึงพระพักตร์ฮ่องเต้แต่ก็รู้ดีว่ามันคงไม่มีทางเป็ไปได้ ‘บุรุษสูงศักดิ์เช่นนั้นมันเกินเอื้อมเกินไป’ นางจึงตัดสินใจเดินออกมาจากลานกว้างนั้นเพื่อลบภาพจำ “ไม่มีหรอกเ้าค่ะ ว่าแต่ห้องปลดเบาไปทางไหนเ้าคะ”
“อ้อ ตามมาๆ” เดินนำสองสตรีรุ่นเยาว์ไปข้างๆ โรงครัว ก่อนจะชี้ไปยังห้องห้องหนึ่ง “นั่นคือห้องพักของป้า เข้าไปปลดเบาข้างในก่อนเถิด”
“ขอบคุณท่านป้าเ้าค่ะ”
“เสร็จแล้วก็กลับเข้าไปในงานเสีย เผื่อจะเจอบุรุษถูกใจสักคน
^^ “เ้าค่ะ” หวังปิงปิงไม่ต่อความยาว นางสั่งให้อาเปาเฝ้าอยู่ด้านนอกก่อนจะเดินเข้าไปในห้องที่มีของใช้และที่นอนของสตรีอยู่ ด้านในสุดเป็ห้องชำระล้างและปลดหนัก ปลดเบา ซึ่งนางก็ใช้เวลาเพียงครู่ก่อนจะเดินออกมาด้านนอก จำได้ว่าท่านป้ามีบุตรสาวเป็นางกำนัลในวังซึ่งก็คือพี่อาฟั่นที่นางคุ้นเคยนั่นเอง ด้วยความมีมารยาทเมื่อนางเสร็จธุระแล้วจึงรีบเดินออกไปจากห้องทันที ก่อนจะร้องเรียกหา “อาเปา” แต่สาวใช้ของนางกลับหายไปที่ใดมิรู้ได้ สองขาเล็กเดินวนดูรอบๆ บริเวณ “อาเปา” เรียกอยู่เกือบสองจิบชาจึงตัดสินใจว่าจะเดินกลับศาลาเอง ทางเดินในวังหลวงนั้นกว้างขวาง มองเห็นโรงครัวด้านหลังในสายตา ห่างจากตรงนี้เป็สวนดอกไม้ ไกลไปทางซ้ายมือเป็ตำหนักขนาดใหญ่ ด้านขวาอีกไม่ไกลทะลุออกไปสู่ลานกว้างที่นางจะต้องกลับไปนั่งชมการประลอง จู่ๆ สองขากลับหยุดนิ่งเมื่อคิดว่าหากนางกลับถึงศาลาตอนนี้จะต้องกลับไปพบรัชทายาท บุรุษของมิ่งลี่กำลังต่อสู้อยู่เป็แน่ สุดท้ายจุดหมายของนางก็คือสวนด้านข้างทางเดินที่มีสระน้ำใสสะอาดอยู่ตรงนั้น รอบบริเวณไร้นางกำนัลเดินผ่าน ไร้ทหารวนเวียนเพราะทุกคนล้วนแต่ไปรอชมการประลองที่รู้อยู่แล้วว่าผู้ใดจะเป็ฝ่ายชนะ ฟุ่บ!! หวังปิงปิงนอนหงายลงบนพื้นหญ้าใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ท้องฟ้ากระจ่างใสเผลอให้คิดถึงชาติภพเดิม ชาติภพที่นางเคยอ้วนท้วนสมบูรณ์ เวลาว่างนอนกินขนมอ่านนิยายรึไม่ก็เดินเที่ยวห้างกับเพื่อนสาวหลายๆ คน ‘เฮ้อ’ ยามนี้เวลาผันผ่านมาร่วมสองเดือนแล้ว คงมีใครสักคนไปเปิดห้องของนางแล้วกระมัง ‘ในห้องเช่าห้องนั้นคงมีศพสตรีนอนขึ้นอืด ด้วยภาวะไขมันอุดตันในเส้นเืหรือตายด้วยอะไรสักอย่าง’ น้ำตาหยดน้อยไหลอาบแก้มช้าๆ มือบางยกขึ้นมาเช็ดลวกๆ แล้วผ่อนลมหายใจ ‘เื่เก่าผ่านไป กลับมาคิดถึงเื่ใหม่…คิดถึงบุรุษสูงส่งผู้นั้น’ ที่มิเคยลบภาพออกไปจากหัว จะบอกว่ามันคือ รักแรก ก็คงไม่ผิด มันจะผิดก็ตรงที่อีกฝ่ายช่างเกินเอื้อมสำหรับนางนั่นล่ะ!! “เมื่อไหร่จะเลิกคิดถึงสักทีเ้าคะ?” เปรยออกมาเบาๆ
“คุณหนู!! อยู่ที่ใดเ้าคะ”
‘หืม’ จู่ๆ เสียงของสาวใช้คนสนิทก็ดังอยู่ไม่ไกล ตัดภาพความทรงจำเก่าหรือเื่เพ้อฝันออกไป แล้วความคิดเล่นสนุกของนางก็เกิดขึ้น ‘ใครใช้ให้อาเปาหายไปในระหว่างที่นางกำลังปลดเบากันเล่า’ ร่างบอบบางในชุดสีฟ้าพลิกตัวลงนอนคว่ำแล้วคลานไปหลบหลังพุ่มไม้ (มีพุ่มไม้ข้างทางเดินเรียงรายไปจนถึงลานกว้าง) เส้นทางเดินตรงนี้ผ่านไปถึงลานประลองยุทธ์ แน่นอนว่าอาเปาต้องผ่านมาทางนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เสียงโห่ร้องก้องลานบ่งบอกได้ว่ารัชทายาทคงจะลงสนามและคว้าชัยชนะ แต่ปิงปิงหาได้สนใจเท่ากับเสียงของอาเปาที่ใกล้เข้ามา ใจนางเต้นตึ่กตั่กๆ ก่อนจะค่อยๆ ลุกนั่งยองๆ ลอบมอง
“คุณหนูเ้าขา!!!”
ใกล้เข้ามาแล้ว!! หากอาเปาสังเกตดีๆ จะรู้ว่านางแอบอยู่ตรงนี้แน่ แต่ถ้าไม่สังเกต ‘อิอิ ^^’ สวบสาบๆ เสียงคนเดินและเงาพาดผ่านไปทำให้ปิงปิงแอบหัวเราะก่อนจะะโออกจากที่ซ่อนแล้วโผเข้ากอด ฟุ่บ!! “ข้าอยู่นี่!!” นางเกาะอยู่ตรงแผ่นหลังของอาเปา? เอ๋??? ‘แผ่นหลังของสาวใช้ ทำไมกว้างจัง’
“คุณหนู” อาเปาเสียงอ่อย
หวังปิงปิงลูบเนื้อผ้าสีน้ำเงินเข้มคล้ายชุดของนางอย่างสงสัย ก่อนจะละัันั้นออกแล้วมองไปรอบกาย ความเงียบเข้าปกคลุม…เมื่อในสายตากลมโตมองเห็นขันทีสองคน ทหารองครักษ์หน้าดุนับสิบคนและสาวใช้ของนางนั่งหมอบอยู่หน้าสุด ‘อะไรกันอีกล่ะ?’
“เล่นสนุกราวกับเด็กน้อย”
เสียงทุ้มกังวาลของบุรุษด้านหน้ามาพร้อมกับเ้าตัวที่หันกลับมามองนาง หวังปิงปิงใจเต้นกระหน่ำราวกับกลองรบ ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร!!! นางเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่สูงกว่านางถึงสองคืบแล้วค่อยๆ ถอยหลัง ริมฝีปากสีแดงสดเอื้อนเอ่ยออกมาเป็คำตะกุกตะกักราวกับคิดได้แค่คำนี้ “อะ…อะ เอ่อ หมะ หม่อม ขะ ข้า เอ่อ จะ รับผิดชอบเ้าค่ะ”
“หืม อย่างไรนะ” ใช้สายตาคมกริบสำรวจบุตรสาวคนโตของศิษย์พี่หวังร่วนเทา พร้อมกับย้อนถามอย่างไม่เข้าใจ
หวังปิงปิงเม้มปากเมื่อรู้ว่าตนเองดันเอ่ยคำพูดออกมาอย่างใจคิดเสียได้ ต่อหน้าพระพักตร์เช่นนี้นางควรจะสำรวมกิริยาหาใช่กล่าววาจาเฉกเช่นสตรีไร้ยางอาย ไร้การอบรม “เอ่อ คือ” คำถามของบุรุษที่ต้องตาต้องใจทำให้นางหาเสียงของตนเองแทบไม่เจอ โชคยังดีที่ในเวลานั้นมีทหารวิ่งเข้ามา
“ฝ่าาพะยะค่ะ มีม้าเร็วมาจากแคว้นฉินแจ้งว่าฮ่องเต้ฉินเจียอีสิ้นพระชนม์แล้วพะยะค่ะ”
แล้วความวุ่นวายตรงหน้าก็หายไปราวกับลมพาดผ่าน หวังปิงปิงทรุดตัวลงไปกองกับพื้น มือบางกุมหน้าอกตนเองและรับรู้ว่ามันเต้นจนเกือบจะหลุดออกมานอกอกแล้ว รักแรกของนางจากไปราวกับพายุ ทิ้งไว้เพียงความคิดถึงอันรุนแรง จนยากที่จะสลัดทิ้ง ‘ทำอย่างไรดี?’ หนีจากคนลูก มาเจอคนพ่อที่คว้าหัวใจดวงน้อยของนางไปในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน
“คุณหนูเ้าขา บ่าวขออภัยที่ทิ้งคุณหนูไว้ บ่าวปวดหนักจนทนไม่ไหวจึงตัดสินใจวิ่งไปหาที่ปลดทุกข์เ้าค่ะ” วิ่งมาประคองคุณหนูให้ลุกขึ้นยืนก่อนจะปัดเศษหญ้า เศษใบไม้ออกจากชุด แม้จะสงสัยว่าคุณหนูไปคลุกพื้นหญ้าที่ใดแต่นางก็ไม่ได้ถาม “กลับเข้าไปในงานประลองกันเถอะนะเ้าคะ”
หวังปิงปิงเดินตามแรงจูงไปด้วยท่าทางเลื่อนลอย ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนกล่าวว่า ‘นางเล่นสนุกราวกับเด็กน้อย’ มิใช่หรอก นางคือสตรีที่พร้อมจะออกเรือนแล้วต่างหาก