“นี่มัน...แรงกดดันของเจ้านิกาย!” ซวนหยวนชิงเทียน พึมพำออกมาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข
การโจมตีเมื่อครู่นางไม่สามารถหลบหรือป้องกันได้อย่างแน่นอน ซึ่งทำได้เพียงเตรียมใจรับการโจมตีเท่านั้น
โชคดีที่เจ้านิกายมาได้ทันเวลาพอดี
“หืม...เจ้านิกายเทพกระบี่ ?” หยู่เหวินเซิ่งซิน หรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับจับจ้องไปยังทิศทางต้นเสียง
ชีวิตก่อนของนางนั้น พูดได้ว่าเคยเห็นอัจฉริยะมามากมายจนแทบจะชินตา
แต่นางไม่เคยเห็นตัวตนที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้มาก่อน
น่าเหลือเชื่อยิ่ง!
นางไม่คาดคิดว่าเจ้านิกายแห่งนี้จะมีอายุน้อยทั้งยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน
แค่เปล่งวาจาพร้อมกับแรงกดดันกลับสามารถสลายการโจมตีของนางได้
ในเวลานี้ ส่วนลึกของแววตาไม่อาจปิดกั้นความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวได้
หากนางยังอยู่ในจุดสูงสุด นางคงสามารถต่อกรกับเจ้านิกายผู้นี้ได้ แต่ตอนนี้เกรงว่าอีกฝ่ายแค่จามก็คงต้านไม่ไหว
ถึงยังไงนางก็เพิ่งฟื้นตัว และยังอยู่ในระดับเซียนแท้จริงขั้นต้นเท่านั้น
เมื่อเผชิญกับความน่าเกรงขามและความลึกลับของเจ้านิกายผู้นี้ จะให้นางไม่หวาดหวั่นได้อย่างไร
ทันใดนั้นรูปร่างอันผอมบางแต่สูงตระหง่านราวกับหอก ซึ่งสวมชุดสีขาวดูสง่าได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าหยู่เหวินเซิ่งซิน
แน่นอนว่าคนผู้นี้คือ หลินเฟิง
ในเวลานี้หลินเฟิงได้ปลดปล่อยกลิ่นอายที่ยากจะมีผู้ใดเทียบเคียง
ทั่วทั้งร่างของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีทองราวกับจักรพรรดิที่ปกครองสรวงสวรรค์ทั้งเก้า และดวงตาของเขาราวกับจะมองทะลุสรรพสิ่งในโลกหล้า
แม้แต่เหนือนิกายเทพกระบี่ก็ยังฉายแสงสีทองราวกับเป็นการต้อนรับการปรากฏของเจ้านิกายผู้นี้
ท้องฟ้าเสมือนถูกบดบัง แสงจากดวงตะวันและจันทราคล้ายอับแสง
นี่คือเวอร์ชันอัปเกรดของ [คุกคามหายนะ]
หลินเฟิง ไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยออกมาเต็มพิกัด!!
ไม่อย่างนั้นระดับแปดผันแปรอย่างเขาจะไปรับมือกับเซียนแท้จริงได้ยังไง?
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะตายในกระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ
“นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้านิกายอย่างนั้นหรือนี่?”
“น่ากลัวยิ่งนัก!”
หลังจากที่ซวนหยวนชิงเทียนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของ หลินเฟิง นางก็ไม่สามารถเก็บอาการได้ ความรู้สึกแห่งการยอมจำนนได้ผุดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่อาจควบคุมได้
หยู่เหวินเซิ่งซินที่อยู่ไม่ไกลก็จ้องมองหลินเฟิง ด้วยความระมัดระวังอย่างไม่วางตา
กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมาจากร่างของชายผู้นี้ ทำให้นางรู้สึกถึงภัยคุกคาม
“ไม่น่าแปลกใจเลย เหตุใดนิกายเทพกระบี่ถึงมีปราณวิญญาณหนาแน่นถึงเพียงนี้...”
“เห็นทีคงจะเป็นเพราะฝีมือของเจ้านิกายหนุ่มผู้นี้ทั้งหมด”
หยู่เหวินเซิ่งซิน คิดในใจ
แต่หลังจากนั้น...
แล้วอย่างไร?
นางคือมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด!
ถึงจะยอมรับว่าเจ้านิกายผู้นี้แข็งแกร่งก็จริง
แต่แล้วอย่างไร?
หากสู้ไม่ได้แค่หนีก็สิ้นเรื่อง?
ใครหน้าไหนมันจะหยุดข้าได้?
ในขณะนี้ หลินเฟิงจ้องมองหยู่เหวินเซิ่งซินซึ่งอยู่ไม่ไกล ขณะปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
บุตรแห่งโชคชะตาเช่นนี้ต้องดึงเข้านิกายให้ได้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้เช่นไร?
ต้องดึงมาให้ได้!
..............
หยู่เหวินเซิ่งซินโบกมือเบา ๆ จากนั้นกระจกก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเข้าสู่มือของนาง พลังปราณถูกรวบรวมอยู่ที่มือราวกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก แรงกดดันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ศีรษะเล็ก ๆ ของนางยกขึ้นพร้อมกับที่ดวงตาสีเขียวเข้มซึ่งราวกับเป็นนายแห่งสรรพสิ่ง ใบหน้าของนางเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
“เจ้าคือเจ้านิกายเทพกระบี่ใช่หรือไม่?”
“ข้าคือมหาปราชญ์ชิงเหลียน หยู่เหวินเซิ่งซิน”
“ข้าชื่นชอบที่นี่มาก เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าตัดสินใจที่จะเป็นศิษย์สายตรงของข้า”
“หากข้ามีเวลา ข้าจะชี้แนะเจ้าเป็นการส่วนตัวเพื่อที่อนาคตของเจ้าจะได้ทะยานอย่างไร้ขอบเขต”
หยู่เหวินเซิ่งซินชิงพูดข่มอีกฝ่ายออกมา
นางคิดว่าเมื่อเปิดเผยตัวตนออกไปแล้วขนาดนี้ อีกฝ่ายย่อมคิดว่าการได้เป็นศิษย์ของมหาปราชญ์ถือเป็นพรอันประเสริฐ
เจ้านิกายคงจะรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณจนต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนเป็นแน่แท้
เพราะถึงยังไงเพียงแค่คำว่า ‘พรสวรรค์’ ย่อมไม่มีทางที่จะไปถึงฝั่งฝัน
อีกทั้งนางจะยังสามารถอยู่ในนิกายเทพกระบี่ได้อย่างสบายใจพร้อมกับดูดซับปราณวิญญาณจากชีพจรวิญญาณแห่งนี้ จนฟื้นฟูพลังกลับคืนมา
“รับข้าเป็นศิษย์?”
“ให้โอกาสข้า?”
เขามองไปยังหญิงสาวผู้เลอโฉมที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสับสนเล็กน้อย “แขกผู้มาจากแดนไกล ข้าในฐานะเจ้านิกายเทพกระบี่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าในการตัดสินใจเลือกที่จะเป็นศิษย์ฝึกหัดในนิกายเทพกระบี่แห่งนี้”
หลินเฟิง ยิ้มบางออกมา
“???”
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“เจ้าคิดจะให้จักรพรรดินีผู้นี้เป็นศิษย์ฝึกหัดอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของหยู่เหวินเซิ่งซิน พลันเบิกกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อ
นางจับไปที่หูของตัวเองโดยนึกว่าตนเองหูฝาดไป
ให้ตายเถิด เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าอะไรนะ?
เจ้านิกายเทพกระบี่คิดจะให้ข้าเป็นศิษย์ฝึกหัดจริง ๆ ?
ที่สำคัญที่สุด ศิษย์ฝึกหัดมันมีสถานะต่ำสุดเลยไม่ใช่หรือ?
ช่างกล้าคิดมาได้?
เดิมทีนางกำลังจะรับเจ้านิกายให้มาเป็นศิษย์ของตน
แต่หาได้รู้ไม่ว่าอีกฝ่ายก็คิดจะให้ตนกลายเป็นศิษย์ฝึกหัด?
ไม่ใช่ว่าไล่กันทางอ้อมหรอกหรือ?
อกของหยู่เหวินเซิ่งซินแทบจะระเบิด นางหายใจถี่จนหน้าอกยุบขึ้นลงอย่างรุนแรง ราวกับภูเขาไฟลูกน้อย ๆ ที่พร่ำดูแลมาอย่างดีพร้อมที่จะปะทุออกมาทุกเมื่อ
ศิษย์ที่ได้ติดตามภายใต้ชื่อมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างนาง นับเป็นเกียรติอันสูงสุดอย่างแท้จริง ไอเจ้าหนูน่ารังเกียจผู้นี้กลับไม่รับมันไว้ด้วยความปีติยินดียิ่งหรอกหรือ?
นางอยากจะทุบหัวตัวเองหลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากความไม่เข้าใจ เหตุใดอีกฝ่ายต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ และที่หนักไปกว่านั้นคือทำไมอีกฝ่ายถึงเสนอให้นางกลายเป็นศิษย์ฝึกหัด?
นี่มันหยามกันเกินไปแล้ว!
ไร้ยางอายยิ่งนัก!
ในชั่วพริบตานั้น
ร่างของหยู่เหวินเซิ่งซินก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกออกมา จิตสังหารแผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรง
พลังปราณถูกควบแน่นจนก่อเป็นรูปร่าง
มหาปราชญ์มิอาจถูกดูแคลน!!
“เหอะๆ”
“ให้มันน้อย ๆ หน่อย”
“กล้าดีอย่างไรถึงให้ หยู่เหวินเซิ่งซิน ผู้นี้ไปเป็นศิษย์ฝึกหัด?”
“ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเจ้าไปเอาความกล้าหาญเช่นนี้มาจากที่ใด”
หยู่เหวินเซิ่งซินโกรธจัดจนหายใจแทบไม่ทัน
“แล้วใครใช้ให้เจ้ามารับข้าเป็นศิษย์ก่อนล่ะ?”
หลินเฟิงมองไปยังหยู่เหวินเซิ่งซินอย่างสงบ พร้อมกับเอ่ยออกมา “เจ้าคิดจะรับข้า แล้วไฉนข้าถึงอยากจะรับเจ้าบ้างไม่ได้?”
“หรือว่าหลงรักข้าจนอยากครอบครองข้าทั้งตัวเลยสินะ?”
“คงต้องเป็นเช่นนั้น พลังแห่งความรัก ใคร่ ช่างทรงพลัง...”
หลินเฟิง เริ่มฮัมเพลงออกมา
“เจ้า!!”
“หุบปากได้แล้ว!!”
“รักกับผีเจ้าเถิด!!”
“รู้หรือไม่ว่าข้านั้นมีร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ!!”
หยู่เหวินเซิ่งซินที่ระงับโทสะไม่อยู่ก็ได้สบถลั่นออกมา
หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ข้ารู้แล้ว แล้วยังไง?”
หยู่เหวินเซิ่งซินถามขึ้นอีก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด?”
หลินเฟิงพยักหน้าอีกครั้ง “ข้ารู้ แล้วไงต่อ?”
หยู่เหวินเซิ่งซิน ถามเป็นครั้งที่สาม “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีพลังในการควบคุมมิติและกาลเวลา หากข้าฟื้นพลังกลับมา ต่อให้อยู่หมื่นลี้ข้าก็สามารถเด็ดหัวของเจ้าได้เพียงใช้แค่ความคิด”
หยินเฟิง พยักหน้าเป็นครั้งที่สาม “อืม รู้แล้ว”
หยู่เหวินเซิ่งซินแทบจะกระอักเลือดออกมา อีกทั้งลมหายใจยังติดขัด “แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดว่ามีคุณสมบัติที่จะดึงมหาปราชญ์เช่นข้าเข้านิกายของเจ้า ทั้งยังมอบสถานะต่ำสุดให้อีก!!”