สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_33_เจ้าอยากให้มหาปราชญ์เป็นศิษย์ฝึกหัด

    “นี่มัน...แรงกดดันของเจ้านิกาย!” ซวนหยวนชิงเทียน พึมพำออกมาด้วยสีหน้าที่เปี่ยมสุข


    การโจมตีเมื่อครู่นางไม่สามารถหลบหรือป้องกันได้อย่างแน่นอน ซึ่งทำได้เพียงเตรียมใจรับการโจมตีเท่านั้น


    โชคดีที่เจ้านิกายมาได้ทันเวลาพอดี


    “หืม...เจ้านิกายเทพกระบี่ ?” หยู่เหวินเซิ่งซิน หรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับจับจ้องไปยังทิศทางต้นเสียง


    ชีวิตก่อนของนางนั้น พูดได้ว่าเคยเห็นอัจฉริยะมามากมายจนแทบจะชินตา


    แต่นางไม่เคยเห็นตัวตนที่ท้าทายสวรรค์เช่นนี้มาก่อน


    น่าเหลือเชื่อยิ่ง!


    นางไม่คาดคิดว่าเจ้านิกายแห่งนี้จะมีอายุน้อยทั้งยังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้มาก่อน


    แค่เปล่งวาจาพร้อมกับแรงกดดันกลับสามารถสลายการโจมตีของนางได้


    ในเวลานี้ ส่วนลึกของแววตาไม่อาจปิดกั้นความตื่นตระหนกระคนหวาดกลัวได้


    หากนางยังอยู่ในจุดสูงสุด นางคงสามารถต่อกรกับเจ้านิกายผู้นี้ได้ แต่ตอนนี้เกรงว่าอีกฝ่ายแค่จามก็คงต้านไม่ไหว


    ถึงยังไงนางก็เพิ่งฟื้นตัว และยังอยู่ในระดับเซียนแท้จริงขั้นต้นเท่านั้น


    เมื่อเผชิญกับความน่าเกรงขามและความลึกลับของเจ้านิกายผู้นี้ จะให้นางไม่หวาดหวั่นได้อย่างไร


    ทันใดนั้นรูปร่างอันผอมบางแต่สูงตระหง่านราวกับหอก ซึ่งสวมชุดสีขาวดูสง่าได้ปรากฏขึ้นต่อหน้าหยู่เหวินเซิ่งซิน


    แน่นอนว่าคนผู้นี้คือ หลินเฟิง


    ในเวลานี้หลินเฟิงได้ปลดปล่อยกลิ่นอายที่ยากจะมีผู้ใดเทียบเคียง


    ทั่วทั้งร่างของเขาเปล่งประกายด้วยแสงสีทองราวกับจักรพรรดิที่ปกครองสรวงสวรรค์ทั้งเก้า และดวงตาของเขาราวกับจะมองทะลุสรรพสิ่งในโลกหล้า


    แม้แต่เหนือนิกายเทพกระบี่ก็ยังฉายแสงสีทองราวกับเป็นการต้อนรับการปรากฏของเจ้านิกายผู้นี้


    ท้องฟ้าเสมือนถูกบดบัง แสงจากดวงตะวันและจันทราคล้ายอับแสง


    นี่คือเวอร์ชันอัปเกรดของ [คุกคามหายนะ]


    หลินเฟิง ไม่ลังเลที่จะปลดปล่อยออกมาเต็มพิกัด!!


    ไม่อย่างนั้นระดับแปดผันแปรอย่างเขาจะไปรับมือกับเซียนแท้จริงได้ยังไง?


    ไม่ต้องพูดถึงว่าจะตายในกระบวนท่าเดียวด้วยซ้ำ


    “นี่คือความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้านิกายอย่างนั้นหรือนี่?”


    “น่ากลัวยิ่งนัก!”


    หลังจากที่ซวนหยวนชิงเทียนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันของ หลินเฟิง นางก็ไม่สามารถเก็บอาการได้ ความรู้สึกแห่งการยอมจำนนได้ผุดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่อาจควบคุมได้


    หยู่เหวินเซิ่งซินที่อยู่ไม่ไกลก็จ้องมองหลินเฟิง ด้วยความระมัดระวังอย่างไม่วางตา


    กลิ่นอายที่เล็ดลอดออกมาจากร่างของชายผู้นี้ ทำให้นางรู้สึกถึงภัยคุกคาม


    “ไม่น่าแปลกใจเลย เหตุใดนิกายเทพกระบี่ถึงมีปราณวิญญาณหนาแน่นถึงเพียงนี้...”


    “เห็นทีคงจะเป็นเพราะฝีมือของเจ้านิกายหนุ่มผู้นี้ทั้งหมด”


    หยู่เหวินเซิ่งซิน คิดในใจ


    แต่หลังจากนั้น...


    แล้วอย่างไร?


    นางคือมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด!


    ถึงจะยอมรับว่าเจ้านิกายผู้นี้แข็งแกร่งก็จริง


    แต่แล้วอย่างไร?


    หากสู้ไม่ได้แค่หนีก็สิ้นเรื่อง?


    ใครหน้าไหนมันจะหยุดข้าได้?


    ในขณะนี้ หลินเฟิงจ้องมองหยู่เหวินเซิ่งซินซึ่งอยู่ไม่ไกล ขณะปากของเขาโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม


    บุตรแห่งโชคชะตาเช่นนี้ต้องดึงเข้านิกายให้ได้ จะปล่อยให้หลุดมือไปได้เช่นไร?


    ต้องดึงมาให้ได้!


    ..............


    หยู่เหวินเซิ่งซินโบกมือเบา ๆ จากนั้นกระจกก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศเข้าสู่มือของนาง พลังปราณถูกรวบรวมอยู่ที่มือราวกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก แรงกดดันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ


    ศีรษะเล็ก ๆ ของนางยกขึ้นพร้อมกับที่ดวงตาสีเขียวเข้มซึ่งราวกับเป็นนายแห่งสรรพสิ่ง ใบหน้าของนางเผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า


    “เจ้าคือเจ้านิกายเทพกระบี่ใช่หรือไม่?”


    “ข้าคือมหาปราชญ์ชิงเหลียน หยู่เหวินเซิ่งซิน”


    “ข้าชื่นชอบที่นี่มาก เช่นนั้นข้าจะให้โอกาสเจ้าตัดสินใจที่จะเป็นศิษย์สายตรงของข้า”


    “หากข้ามีเวลา ข้าจะชี้แนะเจ้าเป็นการส่วนตัวเพื่อที่อนาคตของเจ้าจะได้ทะยานอย่างไร้ขอบเขต”


    หยู่เหวินเซิ่งซินชิงพูดข่มอีกฝ่ายออกมา


    นางคิดว่าเมื่อเปิดเผยตัวตนออกไปแล้วขนาดนี้ อีกฝ่ายย่อมคิดว่าการได้เป็นศิษย์ของมหาปราชญ์ถือเป็นพรอันประเสริฐ


    เจ้านิกายคงจะรู้สึกเป็นเกียรติและขอบคุณจนต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนเป็นแน่แท้


    เพราะถึงยังไงเพียงแค่คำว่า ‘พรสวรรค์’ ย่อมไม่มีทางที่จะไปถึงฝั่งฝัน


    อีกทั้งนางจะยังสามารถอยู่ในนิกายเทพกระบี่ได้อย่างสบายใจพร้อมกับดูดซับปราณวิญญาณจากชีพจรวิญญาณแห่งนี้ จนฟื้นฟูพลังกลับคืนมา


    “รับข้าเป็นศิษย์?”


    “ให้โอกาสข้า?”


    เขามองไปยังหญิงสาวผู้เลอโฉมที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสับสนเล็กน้อย “แขกผู้มาจากแดนไกล ข้าในฐานะเจ้านิกายเทพกระบี่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าในการตัดสินใจเลือกที่จะเป็นศิษย์ฝึกหัดในนิกายเทพกระบี่แห่งนี้”


    หลินเฟิง ยิ้มบางออกมา


    “???”


    “เจ้าว่าอะไรนะ?”


    “เจ้าคิดจะให้จักรพรรดินีผู้นี้เป็นศิษย์ฝึกหัดอย่างนั้นหรือ?”


    เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของหยู่เหวินเซิ่งซิน พลันเบิกกว้างราวกับไม่อยากจะเชื่อ


    นางจับไปที่หูของตัวเองโดยนึกว่าตนเองหูฝาดไป


    ให้ตายเถิด เมื่อครู่ข้าได้ยินว่าอะไรนะ?


    เจ้านิกายเทพกระบี่คิดจะให้ข้าเป็นศิษย์ฝึกหัดจริง ๆ ?


    ที่สำคัญที่สุด ศิษย์ฝึกหัดมันมีสถานะต่ำสุดเลยไม่ใช่หรือ?


    ช่างกล้าคิดมาได้?


    เดิมทีนางกำลังจะรับเจ้านิกายให้มาเป็นศิษย์ของตน


    แต่หาได้รู้ไม่ว่าอีกฝ่ายก็คิดจะให้ตนกลายเป็นศิษย์ฝึกหัด?


    ไม่ใช่ว่าไล่กันทางอ้อมหรอกหรือ?


    อกของหยู่เหวินเซิ่งซินแทบจะระเบิด นางหายใจถี่จนหน้าอกยุบขึ้นลงอย่างรุนแรง ราวกับภูเขาไฟลูกน้อย ๆ ที่พร่ำดูแลมาอย่างดีพร้อมที่จะปะทุออกมาทุกเมื่อ


    ศิษย์ที่ได้ติดตามภายใต้ชื่อมหาปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างนาง นับเป็นเกียรติอันสูงสุดอย่างแท้จริง ไอเจ้าหนูน่ารังเกียจผู้นี้กลับไม่รับมันไว้ด้วยความปีติยินดียิ่งหรอกหรือ?


    นางอยากจะทุบหัวตัวเองหลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากความไม่เข้าใจ เหตุใดอีกฝ่ายต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้ และที่หนักไปกว่านั้นคือทำไมอีกฝ่ายถึงเสนอให้นางกลายเป็นศิษย์ฝึกหัด?


    นี่มันหยามกันเกินไปแล้ว!


    ไร้ยางอายยิ่งนัก!


    ในชั่วพริบตานั้น


    ร่างของหยู่เหวินเซิ่งซินก็เริ่มปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกออกมา จิตสังหารแผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรง


    พลังปราณถูกควบแน่นจนก่อเป็นรูปร่าง


    มหาปราชญ์มิอาจถูกดูแคลน!!


    “เหอะๆ”


    “ให้มันน้อย ๆ หน่อย”


    “กล้าดีอย่างไรถึงให้ หยู่เหวินเซิ่งซิน ผู้นี้ไปเป็นศิษย์ฝึกหัด?”


    “ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าเจ้าไปเอาความกล้าหาญเช่นนี้มาจากที่ใด”


    หยู่เหวินเซิ่งซินโกรธจัดจนหายใจแทบไม่ทัน


    “แล้วใครใช้ให้เจ้ามารับข้าเป็นศิษย์ก่อนล่ะ?”


    หลินเฟิงมองไปยังหยู่เหวินเซิ่งซินอย่างสงบ พร้อมกับเอ่ยออกมา “เจ้าคิดจะรับข้า แล้วไฉนข้าถึงอยากจะรับเจ้าบ้างไม่ได้?”


    “หรือว่าหลงรักข้าจนอยากครอบครองข้าทั้งตัวเลยสินะ?”


    “คงต้องเป็นเช่นนั้น พลังแห่งความรัก ใคร่ ช่างทรงพลัง...”


    หลินเฟิง เริ่มฮัมเพลงออกมา


    “เจ้า!!”


    “หุบปากได้แล้ว!!”


    “รักกับผีเจ้าเถิด!!”


    “รู้หรือไม่ว่าข้านั้นมีร่างจิตวิญญาณหยินหายนะ!!”


    หยู่เหวินเซิ่งซินที่ระงับโทสะไม่อยู่ก็ได้สบถลั่นออกมา


    หลินเฟิงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ข้ารู้แล้ว แล้วยังไง?”


    หยู่เหวินเซิ่งซินถามขึ้นอีก “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือมหาปราชญ์ผู้กลับชาติมาเกิด?”


    หลินเฟิงพยักหน้าอีกครั้ง “ข้ารู้ แล้วไงต่อ?”


    หยู่เหวินเซิ่งซิน ถามเป็นครั้งที่สาม “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีพลังในการควบคุมมิติและกาลเวลา หากข้าฟื้นพลังกลับมา ต่อให้อยู่หมื่นลี้ข้าก็สามารถเด็ดหัวของเจ้าได้เพียงใช้แค่ความคิด”


    หยินเฟิง พยักหน้าเป็นครั้งที่สาม “อืม รู้แล้ว”


    หยู่เหวินเซิ่งซินแทบจะกระอักเลือดออกมา อีกทั้งลมหายใจยังติดขัด “แล้วเหตุใดเจ้าจึงคิดว่ามีคุณสมบัติที่จะดึงมหาปราชญ์เช่นข้าเข้านิกายของเจ้า ทั้งยังมอบสถานะต่ำสุดให้อีก!!”